วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2558

สารบัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2558
การศึกษาค่าถ่วงน้ำหนักความพิการจากการใช้ยาเสพติดในจังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ตัวชี้วัด DALYs มีองค์ประกอบสำคัญคือปีที่มีชีวิตอยู่ด้วยความพิการหรือความบกพร่องทางสุขภาพ (YLDs) ซึ่งมีการปรับค่าปีที่มีชีวิตอยู่ด้วยระดับความรุนแรงโดยใช้ค่าถ่วงน้ำหนักความพิการ (Disability weights: DW) มีค่าตั้งแต่ 0-1 ซึ่ง 0 หมายถึง ภาวะสุขภาพดี และ 1 หมายถึง การเสียชีวิต ค่าน้ำหนักความพิการในแต่ละโรคหรือการบาดเจ็บจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในแต่ละประเทศมีค่าแตกต่างกันเนื่องจากวัฒนธรรมที่มีต่อคุณภาพชีวิต สำหรับประเทศไทยและในระดับพื้นที่ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาค่าน้ำหนักความพิการ/ความบกพร่องทางสุขภาพของโรคหรืออาการโดยเฉพาะที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด ที่สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างเที่ยงตรง การศึกษาค่าถ่วงน้ำหนักความพิการจากการใช้ยาเสพติดและภาวะสุขภาพที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด เพื่อใช้เป็นตัวแทนของค่าน้ำหนักความพิการจากการใช้ยาเสพติด ที่มีความสอดคล้องกับ แบบแผน การดำรงชีวิต พฤติกรรมการใช้ยาเสพติด ของประชากรในระดับพื้นที่ โดยใช้วิธี Health states ranking, Visual Analog Scale และ Time trade-off ในการคำนวณหาค่าน้ำหนักที่มีความถูกต้องตามบริบทของพื้นที่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมุ่งหวังว่าจะนำค่าดังกล่าวไปใช้คำนวณค่า DALYs ที่มีความถูกต้องมากขึ้น และนำไปจัดลำดับความสำคัญของปัญหายาเสพติด มีการปรับแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปรียบเทียบตราบาปทางสังคมของยาเสพติดระหว่างผู้เสพเข้าค่ายบำบัดยาเสพติดกับประชาชนทั่วไปในพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ตราบาปทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดระหว่างกลุ่มที่ผ่านการเข้าค่ายบำบัดรักษายาเสพติดกับประชาชนทั่วไป อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มผู้ผ่านการเข้าค่ายบำบัดยาเสพติด อำเภอน้ำพอง ในปี พ.ศ.2556 ผ่านการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยใช้ตารางเลขสุ่มจำนวน 132 คน และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับกลุ่มศึกษาที่เป็นเพศเดียวกันและอายุใกล้เคียงกันจำนวน 132 คน เท่ากัน รวมตัวอย่างในการศึกษานี้ 264 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ตามแนวทางของมาตรวัดมลทินทางสังคมเกี่ยวกับยาเสพติดของคนไทย ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นชายร้อยละ 75.80 มีอายุระหว่าง 12-45 ปี คุณลักษณะทางประชากรคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้เสพผู้ติดยาเสพติด ระดับตราบาปทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่าอยู่ในระดับรุนแรงร้อยละ 34.80 (95%CI;34.50,35.20) ระดับสูงร้อยละ 20.10 (95%CI;19.80,20.40) ระดับปานกลางร้อยละ 25.80 (95%CI;25.40, 26.10) และอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 19.30 (95%CI;19.00,19.60) ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ตราบาปทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศจึงควรจะได้มีมาตรการลดตราบาปที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล

ผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (quasi experimental) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มารับบริการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 35 คน และกลุ่มทดลอง 35 คน เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ กิจกรรมแทรกแซง คือ แผนการสร้างเสริมพลังอำนาจ แบบสอบถามประเมินตนเอง, แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ t-test ผลการทดลอง พบว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตหลังการได้รับแผนการสร้างเสริมพลังอำนาจในด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านการมีปฏิสัมพันธ์ และกิจกรรมโภชนาการ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตก่อนและหลังทดลอง พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และหลังการทดลองกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอำนาจมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่าในกลุ่มปกติ ในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกกลุ่มนับได้ว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ยอมรับว่าสามารถทำได้ แผนการเสริมสร้างพลังอำนาจในการดูแลตนเองมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปเป็นแนวทางในการจัดระบบบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง กรณีศึกษาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีระดับความดันโลหิตไม่เกิน 160/100 มิลลิเมตรปรอท สุ่มแบบเจาะจงเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 45 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 45 คน ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิเคราะห์ทดสอบด้วย t-test ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่เข้ารับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพมีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีความคาดหวังในผลของการปฏิบัติตน และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และจากการศึกษาระดับความดันโลหิต พบว่ากลุ่มทดลองมีระดับความดันโลหิตเฉลี่ย 110/ 70.67 มิลลิเมตรปรอท กลุ่มควบคุมมีระดับความดันโลหิตเฉลี่ย138.44/95.56 มิลลิเมตรปรอทแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05

ประสิทธิผลของการประยุกต์วงจรเดมมิ่งเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 3 เดือน ในหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้วงจรเดมมิ่งในการสนับสนุนมารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการใน โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 52 ราย ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แล้วจับฉลากเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 ราย กลุ่มทดลองได้ใช้วงจรเดมมิ่งเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติของโรงพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบ t- test ผลการศึกษา พบว่า การใช้วงจรวงจรเดมมิ่ง มีผลให้กลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ภายหลังการทดลอง 4 เดือน หลังคลอดและกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่มีคะแนนต่ำกว่า 14 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 88.46 และ 93.31 ตามลำดับ หลังการทดลองกลุ่มทดลองทั้งหมดมีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 14 คะแนนขึ้นไป และกลุ่มควบคุมมีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 14 ร้อยละ 88.46 และพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ที่ 2.64 (S.D.= 1.63) กลุ่มควบคุมอยู่ที่ 2.38 (S.D.= 4.61) และพบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.001

ผลการใช้กระบวนการกลุ่มต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมสุขภาพและเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ ค่าความดันโลหิต ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ระหว่างก่อนและหลังการใช้กระบวนการกลุ่มภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารควบคุมระดับความดันโลหิตได้ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ในการดูแลตนเองและแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .739 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วย Paired samples t-test ผลการศึกษา พบว่า หลังการใช้กระบวนการกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับความรู้ในการดูแลตนเอง และพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ดีเพิ่มขึ้นและมากกว่ากลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความรู้ในการดูแลตนเองหลังการใช้กระบวนการกลุ่ม 17.73 มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง 53.20 และกลุ่มทดลองก่อนใช้กระบวนการกลุ่ม มีค่าระดับความดันโลหิต อยู่ในระดับ 1 ร้อยละ 60.00 อยู่ในระดับ 2 ร้อยละ 30.00 และอยู่ในระดับควบคุมได้ ร้อยละ 3.30 หลังการใช้กระบวนการกลุ่มมีค่าระดับความดันโลหิต อยู่ในระดับ 1 ร้อยละ 66.70 ระดับควบคุมได้ ร้อยละ 26.7 และไม่มีระดับ 3 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติ พบว่า หลังการใช้กระบวนการกลุ่ม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลตนเอง และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับดีเพิ่มขึ้น และมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของแกนนำชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของแกนนำชุมชนในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นแกนนำชุมชน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน คือ แกนนำชุมชนในหมู่ที่ 1 บ้านยูงงาม และกลุ่มควบคุม 30 คน คือ แกนนำชุมชนในหมู่ที่ 2 บ้านคลองฉนวน โดยกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง การวิจัยครั้งนี้ประยุกต์ใช้ตามกรอบแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสำรวจค่าดัชนีความชุกชุมของลูกน้ำยุงลาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired sample t-test และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลอง ก่อนทดลอง มีระดับความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก ส่วนใหญ่อยู่ระดับน้อย (ร้อยละ 53.33) หลังทดลอง มีความรู้อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 96.67) ทัศนคติในการป้องกันโรคไข้เลือดออกของแกนนำชุมชน ก่อนทดลอง อยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 3.02) หลังทดลองมีระดับคะแนนเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.68) และการปฏิบัติในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ก่อนทดลอง มีการปฏิบัติในระดับปฏิบัติบางครั้ง (ร้อยละ 42.6) หลังทดลองมีการปฏิบัติในระดับปฏิบัติประจำ (ร้อยละ 82.89) กลุ่มทดลองมีความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก ทัศนคติ และการปฏิบัติในการป้องกันโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นจากก่อนทดลองและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าดัชนีความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายก่อนทดลอง ในกลุ่มทดลอง มีค่า HI, CI เท่ากับ 80.00, 71.67 หลังทดลอง กลุ่มทดลองมีค่า HI และ CI เท่ากับ 0

ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฝันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเหียน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การศึกษานี้งานวิจัยเป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi-experimental) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ ในด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง ด้านความคาดหวังของการป้องกันโรคฟันผุ และด้านปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคฟันผุ และศึกษาปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์หลังแปลงฟันของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบ้านบางเหียน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ โดยสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) ได้จำนวน 68 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 34 คน และกลุ่มควบคุม 34 คน และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตเชิงวิเคราะห์ด้วย independent pair t-test ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปาก ด้านการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันโรคฟันผุมีคะแนนเฉลี่ย 64.32.±4.76 ด้านความคาดหวังในการป้องกันโรคฟันผุคะแนนเฉลี่ย 35.15 ±3.03 ด้านการปฏิบัติในการป้องกันโรคฟันผุ 55.65 ±. 3.98 และจากการเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุพบว่าคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มทดลองสูงกว่าคะแนนในกลุ่มควบคุมทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่พบในกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากมีประสิทธิภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียน

การพัฒนาสมรรถนะการป้องกันวัณโรคปอดสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงของอาสาสมัครสาธารณสุข ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง (One group Pretest -Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาสมรรถนะการป้องกันวัณโรคปอดสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงของอาสาสมัครสาธารณสุข ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุข เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณลักษณะที่กำหนด จำนวน 35 คน โดยใช้แผนการอบรมการส่งเสริมสมรรถนะประกอบด้วย การบรรยายประกอบการนำเสนอทางคอมพิวเตอร์ วิดีทัศน์ ภาพพลิก โปสเตอร์ แผ่นพับ สาธิตฝึกปฏิบัติการชักจูงกลุ่มเสี่ยง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกตทักษะการติดต่อสื่อสาร และแบบทดสอบความรู้เรื่องวัณโรคปอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ผลการวิจัย พบว่า ความรู้เรื่องวัณโรคปอด ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองวัณโรคปอด การควบคุมป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด และเทคนิคการจูงใจให้ไปตรวจคัดกรองวัณโรคปอดหลังได้รับการอบรมของอาสาสมัครสาธารณสุขมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นและแตกต่างกับก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกับประชากรกลุ่มเสี่ยงหลังได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาสาสมัครสาธารณสุขมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาสาสมัครสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <0.001

ภูมิปัญญาของหมอกระดูกพื้นบ้าน อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการประวัติความเป็นมาและภูมิปัญญาของหมอกระดูกพื้นบ้าน 2) เพื่อศึกษาการปรับตัวในการรักษาของหมอชาวบ้าน กลุ่มเป้าหมาย คือ 1) หมอกระดูกพื้นบ้าน 2) ผู้ป่วยที่มารักษา 3) ประชาชนในพื้นที่ศึกษา 4) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม นำมาวิเคราะห์ข้อมูลรายวัน ใช้วิธีการเปรียบเทียบ เป็นปรากฏการณ์ แล้วนำมาตีความและวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่าหมอกระดูกพื้นบ้าน เป็นคนจังหวัดกระบี่โดยกำเนิดทั้งหมด นับถือศาสนาพุทธ การศึกษาส่วนใหญ่ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สามารถอ่านออกเขียนได้ ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการรักษาโรคกระดูกจากบิดาทุกคน หมอกระดูกพื้นบ้านมีกระบวนการรักษา 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนก่อนการรักษา 2) ขั้นตอนการรักษา 3) ขั้นตอนเสร็จสิ้นการรักษา และมีรูปแบบในการรักษาคือ มีการจัดกระดูก การใช้น้ำมันมะพร้าว การเข้าเฝือกไม้ไผ่ การใช้ยาสมุนไพร และการใช้คาถาอาคม ผู้ที่มารับการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง มาด้วยอาการบาดเจ็บทางกระดูก เช่น กระดูกหัก แตก ร้าว ข้อเคลื่อน เลื่อนหลุด เป็นผู้ที่เคยรับการรักษาจากโรงพยาบาลมาแล้ว และผู้ที่มารับการรักษาโดยตรง