วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2562

สารบัญ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2562
การวิเคราะห์และออกแบบกระบวนการประสานการส่งต่อผู้ป่วย และระบบสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วยเขตสุขภาพที่ 10
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและประเมินผลการยอมรับความสามารถของระบบระบบสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วยและศูนย์ประสานรับและส่งต่อของสถานพยาบาล เขตสุขภาพที่ 10 ศึกษาในกลุ่มหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานรับและส่งต่อของสถานพยาบาล 60 คน ขั้นตอนการออกแบบระบบ ประกอบด้วย 1) รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบและประเมินระบบ 2) ศึกษาความเป็นไปได้ 3) ดำเนินการออกแบบระบบงานใหม่ 4) ปรับปรุงระบบและพิมพ์เขียวระบบสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินการยอมรับความสามารถของระบบ (ค่าความเที่ยงเท่ากับ .78) และแบบบันทึกข้อเสนอแนะจากการนำต้นแบบไปใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า การออกแบบระบบสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วย โดยใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 10 โปรแกรมไมโครซอฟท์ วิชวลสตูดิโอดอตเน็ต 2017 เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาซีชาร์ป 2017 และระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ มายเอสคิวแอล 5.5 ที่กำหนดโครงสร้างฐานข้อมูลของระบบ โดยแบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1) ศูนย์ประสานส่งต่อ 2) ศูนย์รับประสานส่งต่อ 3) ทีมส่งกลับ 4) ทีมรับกลับ และ 5) ผู้ดูแลระบบทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การส่งต่อ รับส่งต่อ ส่งกลับ และรับกลับ ผลการประเมินการยอมรับความสามารถของระบบของเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานรับและส่งต่อ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69±0.47 และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และผู้ปฏิบัติงาน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69±0.47 โดยทุกด้านมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.66 ขึ้นไป ซึ่งสะท้อนการยอมรับความสามารถของระบบที่พัฒนาขึ้น

สภาวะสุขภาพของบุคลากรจากผลการตรวจสุขภาพประจำปี ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยการใช้ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลผลการตรวจสุขภาพประจำปี 2561 ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 1,796 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า มีบุคลากรมีดัชนีมวลกายในระดับอ้วน ร้อยละ 26.72 น้ำหนักเกิน ร้อยละ 15.02 ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 21.0 ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูงร้อยละ 60.61 ระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเส้นเลือดเลือดสูง ร้อยละ 13.13 ระดับน้ำตาลในเลือดสูงร้อยละ 24.94 ค่าการทำงานตับผิดปกติ ร้อยละ 23.91 ผลการถ่ายภาพรังสีทรวงอกผิดปกติ ร้อยละ 16.89 ระดับความ ดันโลหิตสูง ค่าการทำงานตับผิดปกติ และผลการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มงานบริการและสนับสนุนการบริการ

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของเกษตรกรตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

เกษตรกรมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การวิจัยนี้เป็นการสำรวจภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกร จำนวน 240 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดตอบเองประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.76, 0.79 และ 0.76 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคว์สแควร์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅=5.95, S.D.=1.68) มีทัศนคติทางบวกต่อการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (x ̅=30.71, S.D.=4.03) และมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปฏิบัติเป็นบางครั้ง (x ̅=30.71, S.D.=3.32) ด้านความสัมพันธ์ พบว่า ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน สถานภาพความเป็นเจ้าของพื้นที่ในการทำการเกษตร การได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและทัศนคติต่อการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05

การพยาบาลผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นแนวทางการรักษาโรคไตเรื้อรังที่พบได้มากในวัยสูงอายุ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แก่ผู้ป่วย ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความเครียด ความทุกข์ทรมาน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของพยาบาลต่อการจัดการอาการในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูล Pub Med, CINAHL, Science Direct, Thai LIS และฐานข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน 84 เรื่อง ผลการทบทวนพบว่า อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในวัยผู้สูงอายุที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีทั้งด้านร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และมีความรุนแรงของอาการมากกว่าช่วงวัยอื่นเนื่องจากความเสื่อมสภาพของร่างกายและภาวะการมีโรคร่วม การจัดการกับอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในบทบาทของพยาบาล ประกอบด้วย 1) การให้ความรู้ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาการและการจัดการอาการที่เกิดขึ้นทั้งข้อมูลจากบุคคลากรทางการแพทย์และจากผู้ป่วยที่ผ่านประสบการณ์การจัดการอาการแทรกซ้อนได้ดี และ 2) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมโดยเฉพาะครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการให้การดูแล อย่างไรก็ดี การให้ข้อมูลผู้สูงอายุเกี่ยวกับอาการและการจัดการอาการที่เกิดขึ้นจากการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมนั้น ควรให้ข้อมูลตั้งแต่ระยะก่อนการได้รับการฟอกเลือดเพื่อให้ผู้สูงอายุผ่อนคลายความวิตกกังวล ความกลัวการฟอกเลือด รวมถึงเพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังและจัดการกับอาการแทรกซ้อนลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่สำคัญให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคและอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้

การประเมินความพร้อมของชุมชนเพื่อเตรียมการรองรับสังคมสูงวัย: กรณีศึกษาในเขตเมือง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมของชุมชนเพื่อเตรียมรองรับสังคมสูงวัยของชุมชนเมืองในตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นประชาชนและผู้นำ จำนวน 115 คน จากทั้งหมด 7 หมู่บ้าน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้กระบวนการวิจัยการประเมินชุมชนแบบมีส่วนร่วม การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการสำรวจชุมชน การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัย พบว่า ตำบลแสนสุข มีผู้สูงอายุ จำนวน 2,918 คน ชุมชนมีลักษณะเป็นสังคมเมืองความพร้อมของชุมชนนี้ ได้แก่ มีการสนับสนุนการประกอบการอาชีพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการจัดตั้งกองทุนต่างๆ ภายในชุมชนเพื่อให้กู้ยืมมีสถานพยาบาลของภาครัฐ 2 แห่ง และมีกิจกรรมโครงการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย มีกลุ่มและชมรมผู้สูงอายุ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างไรก็ตาม ยังพบว่า ในชุมชนยังขาดการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการออม และการสร้างรายได้ของคนทุกกลุ่มวัย รวมถึงการสร้างระบบทางสังคมหรือเครือข่ายเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านจิตใจสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังที่มักพบในบริบทของสังคมเมือง

ความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุงในบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยการใช้ฐานข้อมูลจากการตรวจสุขภาพประจำปี ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-2561 โดยใช้เครื่องมือในการวินิจฉัย เกณฑ์การวินิจฉัยกลุ่มอาการอ้วนลงพุงของ WHO (World Health Organization) NCEP (National cholesterol Education Program) และ NCEP-R (National cholesterol Education Program - Revised) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วย chi-squared test ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เข้ารับการตรวจสุขภาพ ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 จำนวน 1,666 , 2,390 , 1,790 คน ตามลำดับ พบความชุกของการเกิดกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ร้อยละ 6.53, 7.80, 8.14 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบในการวินิจฉัย ค่าดัชนีมวลกายในระดับอ้วน และน้ำหนักเกิน ร้อยละ 26.50, 23.80, 25.20 ตามลำดับ ระดับโคเลสเตอรอลสูง ร้อยละ 56.30, 54.00, 58.00 ตามลำดับ และระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ร้อยละ 12.40, 11.00, 13.00 ตามลำดับ เพศชายมีแนวโน้มอ้วนลงพุงมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2561

ประสิทธิผลของการจัดการรายกรณีในผู้ป่วยเด็กโรคหืด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการรายกรณีผู้ป่วยเด็กโรค โดยใช้กระบวนการจัดการรายกรณีในการแก้ปัญหาการกำเริบของโรคหืดในเด็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอายุ 6-15 ปี จำนวน 26 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่า เป็นโรคหืดซึ่งอาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยเครื่องมือตรวจสมรรถภาพปอด แบบสอบถามการควบคุมโรคหืดของสมาคมโรคหืดแห่งประเทศไทย และแบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคหืด การวิเคราะห์ข้อมูลโดย วิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบสมรรถภาพปอด ระดับความรุนแรงของโรคหืดของเด็กโรคหืดก่อนและหลังทดลองโดยใช้สถิติทีแบบจับคู่ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถภาพปอดก่อนการทดลองคิดค่าร้อยละของค่ามาตรฐาน อยู่ในระหว่าง 37.29 – 100.00 และสมรรถภาพปอดหลังการทดลองคิดร้อยละของค่ามาตรฐาน อยู่ในระหว่าง 55.00 – 141.17 ระดับความรุนแรงของโรคหืดก่อนทดลองส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 3 ร้อยละ 46.2 รองลงมาเป็นระดับ 2 และ 5 ร้อยละ 19.2 และระดับความรุนแรงระดับ 1 ร้อยละ 15.4 และระดับความรุนแรงของโรคหืดหลังทดลองส่วนใหญ่มีระดับความรุนแรงระดับ 1 ร้อยละ 76.9 รองลงมาระดับ 3 ร้อยละ 11.5 ระดับ 2 ร้อยละ 7.7 และระดับ 4 ร้อยละ 3.8 สมรรถภาพปอดก่อนทดลองมีความแตกต่างกับหลังทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับความรุนแรงของโรคหืดก่อนทดลองมีความแตกต่างกับหลังทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ความชุกของอาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวันของนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

งานวิจัยนี้ ต้องการศึกษาความชุกของอาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวันของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคัดเลือกนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เพื่อเก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน Epworth sleepiness scale มีนักศึกษาสมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัย 554 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย ร้อยละ 43.1 มีภาวะอ้วน ร้อยละ 19.5 มีปัญหาความง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน ร้อยละ 15.9 (ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 เป็น 13.0%-19.3%) เกรดเฉลี่ยของนักศึกษาในกลุ่มนักศึกษาที่ไม่มีระดับความง่วงนอนในเวลากลางวัน และที่มีความรุนแรงกว่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ผลของโปรแกรมการดูแลข้อเข่าต่อการทำหน้าที่ของข้อเข่า ในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมเพศหญิง ที่มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ในจังหวัดชัยนาท
  ดาวน์โหลดแล้ว 3 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลข้อเข่าต่อการทำหน้าที่ของข้อเข่า ในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมเพศหญิงที่มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ในจังหวัดชัยนาท ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึง กุมภาพันธ์ 2562 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมเพศหญิง ที่มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ที่มารับบริการที่แผนกหอผู้ป่วยนอก กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ จำนวน 76 ราย ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลข้อเข่าตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการทำหน้าที่ของข้อเข่า โปรแกรมการดูแลข้อเข่า คู่มือการดูแลข้อเข่าสำหรับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบแบบที ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการทำหน้าที่ของข้อเข่าโดยรวม รวมถึงมิติด้านความปวด และการงานข้อเข่า ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง ในสัปดาห์ที่ 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมในทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่า โปรแกรมการดูแลข้อเข่าสามารถพัฒนาการทำหน้าที่ของข้อเข่าได้ บุคลากรทีมสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมเพศหญิง ที่มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาการทำหน้าที่ของข้อเข่าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมต่อไป

ปัจจัยเสี่ยงของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ แบบการวิจัย ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้รูปแบบการศึกษาเป็นแบบ Population based nested case-control study ในประชากรอายุ 15-64 ปี จากการสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศในปี 2559 จำนวน30,411 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ NPS ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จำนวน 2,955 คน และกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และอายุใกล้เคียงกัน จำนวน 2,955 คน เท่ากัน เครื่องมือและการเก็บข้อมูล ใช้แบบสัมภาษณ์ทำการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวในที่พักอาศัยของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปร โดยใช้ค่า Odds ratio, ไคว์สแคว์, multiple logistic regression, 95%CI ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-64 ปี โดยกลุ่มศึกษา คิดเป็นร้อยละ 87.99 กลุ่มควบคุม ร้อยละ 87.92 และมีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน โดยส่วนใหญ่มีงานทำ และมีสุขภาพดีมีประวัติการเข้ารับการบำบัดสารเสพติด และประวัติอาชญากรรม ใกล้เคียงกันการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ NPS เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรกวน พบว่า เพศชายผู้ที่มีสุขภาพดี ผู้ที่ไม่เคยเสพกัญชา และผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการจับกุมหรือการดำเนินคดีมีโอกาสใช้สาร NPS มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ