วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2558

สารบัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2558
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติงานสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติงานสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีประชากรศึกษา 421 คน และสุ่มตัวอย่างแบบ Simple Random Sampling ได้ 244 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ.2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Chi-square Test และ Multiple logistic regressions เก็บข้อมูลได้ 209 คน คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 85.66 พบว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่มีการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐานคิดเป็นร้อยละ 81.30 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คือ ปัจจัยแรงจูงใจ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว (ORadj= 3.33, 95% CI = 1.37 – 8.11, ORadj= 3.89, 95% CI = 1.56 – 9.66) สำหรับปัจจัยส่วนบุคคลพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานสร้างสุขภาพ

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก้างปลา จังหวัดเลย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลก้างปลา จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 103 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา, Chi-square test กำหนดระดับค่าความเชื่อมั่น 95% กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า การควบคุมอาหารเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.000)

ปัจจัยกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่นไทย : มุมมองจากประสบการณ์ของวัยรุ่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่น ตามมุมมองการรับรู้ของวัยรุ่นและครอบครัว เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 17 คน ประกอบด้วยวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ที่เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายภายใน 9 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 11 คน ผู้ปกครองและหรือญาติใกล้ชิดจำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจพยายามฆ่าตัวตายตามมุมมองของวัยรุ่น ได้แก่ 1) การถูกตำหนิและไล่ให้ไปตายจากคนสำคัญในครอบครัว 2) ความรู้สึกผิดหวังและไม่เป็นที่ต้องการจากคนรักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเป็นคนแรก 3) การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 4) ปัญหาทางจิตนำมาสู่อารมณ์รุนแรง เศร้ามาก โกรธแรง ยับยั้งความคิดไม่ได้ จากปัจจัยดังกล่าวควรมีการนำมาใช้เพื่อสร้างแนวทางการป้องกันการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น โดยเสริมสร้างทักษะการจัดการอารมณ์และการสื่อสารให้แก่ผู้ปกครองและเด็กในครอบครัวที่มีความเสี่ยง ตลอดจนเสริมสร้างทักษะชีวิต การเผชิญปัญหาให้แก่วัยรุ่น

การศึกษารูปแบบการใช้กัญชาของผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินพฤติกรรมการใช้กัญชาในบริบทของคนไทยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ (Descriptive study) ในผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ใช้กัญชาโดยตรงด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล (Individual in-depth interview) ผู้ใช้กัญชาที่มาบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดเพศ จำนวน 22 คน โดยใช้แนวคำถามแบบมีโครงสร้างที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับกัญชา ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ใช้กัญชาชนิดแห้งด้วยวิธีการสูบรูปแบบและบริบทของผู้เสพกัญชาที่เป็นผู้ใช้ประจำมีความรุนแรงระดับปานกลางไปจนถึงระดับมาก โดยพบว่าอายุที่เริ่มใช้กัญชาน้อยที่สุดเป็นส่วนใหญ่ คือ ระหว่าง 10-15 ปี จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 54.60) ขนาด/ปริมาณกัญชาที่พบว่าใช้มากที่สุด คือ 10 หวีด/ครั้ง จำนวน 8 ราย (ร้อยละ 36.50) และความถี่มากที่สุด คือ 3 ครั้ง/วัน จำนวน 8 ราย (ร้อยละ 36.50) ในบริบทครอบครัวผู้ใช้กัญชา พบว่า ผู้ใช้กัญชาเพศหญิง มีเพศสภาพเป็นเด็กชายขอบ (marginal group) หรือด้อยโอกาส อยู่อาศัยเพียงลำพัง ขาดที่พึ่ง ไม่มีผู้ปกครองคอยชี้แนะจึงคบเพื่อนและถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี เป็นกลุ่มที่ครอบครัวแตกแยก บิดามารดาแยกทางกัน ส่วนปัจจัยที่นำไปสู่การใช้กัญชานั้น ได้แก่ กลุ่มเพื่อน (peer pressure) พ่อแม่/ญาติ คนในครอบครัวที่ใช้กัญชา ความรู้ ทัศนคติ และอารมณ์ด้านผลกระทบของการใช้กัญชา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้ที่ยอมรับว่าการใช้กัญชาของตนเองมีผลกระทบต่อชุมชน แต่มีผู้ใช้กัญชาร้อยละ 50.00 ที่ไม่คิดว่าการใช้กัญชาจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นโดยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและคิดว่ายาเสพติดชนิดอื่นมีอันตรายและผลกระทบมากกว่า ทั้งนี้ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย

รูปแบบการดำเนินงานจังหวัดปลอดเหล้า
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดื่มสุรา ปัจจัยที่มีผลต่อการดื่มสุราของประชาชนในจังหวัดสกลนคร และพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายจังหวัดปลอดเหล้า ทำการศึกษาในกลุ่มประชากรจังหวัดสกลนคร จำนวน 2,120 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการถอดบทเรียนความสำเร็จในการเลิกเหล้าของบุคคลต้นแบบ แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะศึกษาสถานการณ์ ระยะปฏิบัติการ และระยะประเมินผล ดำเนินการศึกษาในระหว่างปี พ.ศ.2556 – 2557 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสถิติไคสแคว์ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อการดื่มสุราด้วยสถิติ Odd Ratio, 95% CI, Logistic Regression สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยในระยะแรก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นเพศชาย ร้อยละ 56.80 อายุเฉลี่ย 48 ปี ส่วนมากมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 52.30 อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 74.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,724.26 บาท เป็นผู้ที่เคยดื่มสุราร้อยละ 76.54 ทุกหมู่บ้านมีคนดื่มสุราและมีความชุกในการดื่มสูงมากในช่วงเทศกาล งานประเพณี โดยปัจจัยที่มีผลต่อการดื่มสุรา คือ อาชีพ รายได้ ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อเข้าถึงสุราได้ง่าย การดื่มของบุคคลในครอบครัว (ORadj= 6.65, 95%CI [1.27,4.28], p = 0.004; ORadj= 3.14, 95%CI [2.22,4.38], p = 0.004; ORadj= 2.58, 95%CI [1.27,5.42], p = 0.004; ORadj= 4.81, 95%CI [2.72,7.42], p = 0.004) ตามลำดับ กระบวนการขับเคลื่อนจังหวัดปลอดเหล้าที่สำคัญ มีผลทำให้เกิดปรากฏการณ์พื้นที่ปลอดเหล้าและปลอดการพนัน ร้อยละ 100.00 ในทุกอำเภอ สามรถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสุราได้ 28,105.00 บาท ต่องาน นอกจากนั้นยังมีบุคคลต้นแบบที่สามารถเลิกเหล้าได้ 400 คน เกิดการขยายผลไปสู่บุญประเพณีปลอดเหล้า

การสั่งใช้ยาสมุนไพรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสั่งใช้ยาสมุนไพรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้นโยบาย และความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกับการสั่งใช้ยาสมุนไพรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู ประชากรที่ใช้ในการศึกษา 422 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 250 คน สุ่มเลือกตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็นที่เป็นสัดส่วนต่อขนาด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ.2557 โดยได้รับการตอบกลับ 190 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 76.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และวิเคราะห์การถดถอยพหุโลจิสติกส์ ผลการศึกษา พบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการสั่งใช้ยาสมุนไพรเป็นประจำ คิดเป็นร้อยละ 80.00 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งใช้ยาสมุนไพรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว ได้แก่ เพศหญิง (ORadj =3.02, 95% CI: 1.32 – 6.90) ตำแหน่งปัจจุบันเป็นแพทย์แผนไทยหรือพยาบาลวิชาชีพ (ORadj =3.07, 95% CI: 1.22 – 7.73) และความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ORadj =0.39, 95% CI: 0.17 – 0.89)

ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ ศึกษา ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 222 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบเอง มีค่า reliability ของแบบวัดความรู้มีค่า KR20 เท่ากับ 0.56 แบบวัดทัศนคติมีค่า Cronbach Alpha เท่ากับ 0.77 และการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการออกกำลังกาย มีค่า Cronbach Alpha เท่ากับ 0.64 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Program SPSS สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย SD มัธยฐาน Inter-quartile rang, 95%CI และ independent sample t test อัตราตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 95.00 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิงคิดเป็นร้อยละ 74.30 อายุเฉลี่ยคิดเป็น 47.54 (SD 8.25) ปี เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายคิดเป็น ร้อยละ 53.20 นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้คิดเป็น 18.02 (SD2.48) (95%CI: 16.39,18.36) คะแนน เมื่อเทียบคะแนนเต็ม 22 คิดเป็นร้อยละ 81.91 มีระดับความรู้ในระดับดี ค่าเฉลี่ยของคะแนนทัศนคติคิดเป็น 3.36 (SD 0.27) (95%CI: 3.32,3.29 ) คะแนน เมื่อเทียบคะแนนเต็ม 4 คิดเป็นร้อยละ 84.00 มีระดับทัศนคติในทางบวก และมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการปฏิบัติ (มี 3 ระดับ) = 2.19 (SD 0.23) (95%CI: 2.16,2.22) เมื่อเทียบคะแนนเต็ม 3 คิดเป็นร้อยละ 73.00 มีการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ พบว่า อายุ และการเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายมีผลต่อการปฏิบัติเกี่ยวกับการออกกำลังกายเกี่ยวกับการออกกำลังกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จึงควรมีการให้อบรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายให้กับ อสม. เพื่อให้ ความรู้ สร้างทัศนคติที่ดีและเกิดความเข้าใจ เพื่อนำสู่ปฏิบัติต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ พฤติกรรม และผลกระทบด้านสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสุขสำราญ ตำบลนาด่าน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ พฤติกรรม และผลกระทบด้านสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสุขสำราญ ตำบลนาด่าน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 360 คน แต่ตอบแบบสอบถามกลับเพียง 291 คน คิดเป็นร้อยละ 80.80 ถูกสุ่มแบบมีระบบตามความน่าจะเป็นและแปรผันตามขนาดประชากร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ.2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร้อยละ 72.90 เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.00 มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ร้อยละ 68.00 มีความรู้อยู่ในระดับดี โดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงและเคยผ่านการอบรม (p<0.05) ร้อยละ 80.80 มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำ เคยผ่านการอบรม และมีความรู้ดี (p<0.05) แต่พบว่าเกษตรกรร้อยละ 78.70 ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเพศชายและผู้ที่ใช้สารเคมีเกิน 5 ปี (p<0.05) และผู้วิจัยได้ศึกษาเพิ่มเติม พบว่า เพศมีความสัมพันธ์กับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95%CI = 1.34-4.53) โดยเพศชายจะมีผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิง และระยะเวลาการใช้สารเคมีมีความสัมพันธ์กับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95%CI = 1.14-6.76) โดยผู้ที่ใช้สารเคมีนานเกิน 5 ปี จะมีผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าผู้ที่ใช้สารเคมีน้อยกว่า 5 ปี จึงควรนำข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพไปใช้เพื่อการวางแผนหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของประชาชนในพื้นที่

ผลของการสั่งจิตต่อความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ความปวดเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับผลของการสั่งจิตต่อความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2558 จำนวน 5 เรื่อง ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เชิงทดลองและกึ่งทดลอง พบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ใช้การสั่งจิต หรือชักนำโดยใช้เทปที่จัดเตรียมไว้ในการบริหารด้วยตนเองทุกวัน สามารถช่วยให้ลดความเจ็บปวดลงในระหว่างทำการสั่ง และหลังทำการสั่งจิต ส่วนการใช้การสั่งจิตในการจัดการความปวดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า การสั่งจิตเป็นส่วนเสริมที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขอาการปวดเฉียบพลันและเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง การสั่งจิตอาจจะประสบความสำเร็จเป็นช่วงสั้นๆ แม้จะมีประโยชน์และได้รับการยอมรับ แต่การสั่งจิตยังไม่ได้ถูกนำมาเป็นมาตรฐานของการดูแลสำหรับการจัดการความเจ็บปวดของผู้ป่วยมะเร็ง อุปสรรคในการนำการสั่งจิตมาใช้ในปัจจุบันเกิดจากผู้ให้ บริการด้านการดูแลสุขภาพขาดความรู้ความเข้าใจถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการสั่งจิต ขาดแคลนผู้ที่ศึกษาและการฝึกอบรมการสั่งจิตขั้นสูง ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรวมความสำเร็จที่เป็นมาตรฐานของการจัดการความเจ็บปวดด้วยการสั่งจิตในผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้เห็นภาพรวมคร่าวๆ ของการใช้ประโยชน์จากการสั่งจิตและแสดงให้เห็นว่าการสั่งจิตสามารถบูรณาการเข้าสู่กระบวนการการรักษาทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของผู้ป่วยและทีมงานการดูแลสุขภาพ

ประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันยาเสพติดสำหรับเยาวชน: การทบทวนวรรณกรรม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนประสิทธิผลของโปรแกรมในการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด สำหรับเยาวชน ในประเด็นคุณลักษณะทั่วไปของโปรแกรม วัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล ผลของโปรแกรม ระเบียบวิธีศึกษา การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) โดยการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล Cochrane Center Register of Controlled trail, MEDLINE ผ่าน PubMed, CINAHL, Science Direct, Google scholar ผลการศึกษา พบว่า การวัดผลโปรแกรมโดยใช้แบบสอบถามประเมินตนเอง วัดพฤติกรรมการใช้สารเสพติด บุหรี่ แอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในเยาวชน โปรแกรมที่มีประสิทธิผลในการป้องกันยาเสพติดในเยาวชน คือ skills-based interventions โปรแกรมในการป้องกันการใช้ยาเสพติดในเยาวชนที่มีประสิทธิผลเป็นโปรแกรมที่บูรณาการทั้งระดับโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน การนำผลการวิจัยไปใช้ ควรมีการจัดทำต้นแบบโปรแกรมโดยใช้รูปแบบการวิจัยพัฒนา เพื่อปรับปรุงโปรแกรมให้มีประสิทธิผลเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ และมีการประเมินความคุ้มค่าของโปรแกรมป้องกันยาเสพติด องค์ความรู้ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำผลของการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดโปรแกรมการป้องกันยาเสพติดสำหรับเยาวชน โดยใช้ช่องว่างในงานวิจัยในการประยุกต์ใช้โปรแกรมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่