วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความแตกฉานด้านสุขภาพระดับพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน และเพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาของบังอรศรี จินดาวงค์ ที่เคยใช้เครื่องมือนี้ทดสอบในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โดยใช้แบบทดสอบการอ่าน (REALM) และแบบทดสอบความเข้าใจในการอ่าน (STOFHLA) ซึ่งได้แปลและประยุกต์จากแบบทดสอบต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลภาคตัดขวาง (Cross-sectional Study) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 384 ราย ที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัด มุกดาหาร ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ คำนวณประมาณขนาดตัวอย่างโดยวิธีสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น จำนวนตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 384 ราย ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.3 ร้อยละ 42.4 ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมศึกษาร้อยละ 53.6 และอาชีพส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 49.0 กลุ่มตัวอย่างมีระดับความแตกฉานด้านสุขภาพในการอ่านและความเข้าใจในการอ่านอยู่ในระดับเพียงพอที่ระดับคะแนน 61-66 (54.4%), 23-26 (99.7%) ตามลำดับแบบทดสอบการอ่านมีความสอดคล้องกับคะแนนจากแบบทดสอบความเข้าใจในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนในกรณี Best case และ Worst case จากการศึกษาครั้งนี้ มีค่า 0.214 และ 0.203 (Pearson’s correlation) ตามลำดับ แบบทดสอบทั้งสองมีความสอดคล้องในระดับน้อยทั้ง 2 กรณี ดังนั้น ควรมีการพัฒนาเครื่องมือให้สอดคล้องกับพื้นที่ก่อนำไปใช้ และปรับปรุงให้เป็นแบบคัดกรองความแตกฉานด้านสุขภาพเป็นรายกรณีโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในชุมชน เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมป้องกันโรคอีกทางหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อเกิดผลดีต่อการดูแลรักษา
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบจำนวนเพิ่มขึ้นและผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบบางส่วนที่มารับการรักษายังคงต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมองตีบจึงได้มีการค้นคว้าวิธีการรักษาโรคนี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยการให้ยาละลายลิ่มเลือดในระยะเวลาไม่เกิน 270 นาที จากการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มาด้วยเรื่องหลอดเลือดสมองที่โรงพยาบาลโกสุมพิสัยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2553 จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2555 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 171 คน และมีผู้ป่วยเพียง 12 คน (คิดเป็นร้อยละ 7.01) เท่านั้นที่มาถึงโรงพยาบาลภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบมารับการรักษาที่โรงพยาบาลโกสุมพิสัยล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยอาการเข้าได้กับหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกที่มาโรงพยาบาลช้ากว่า 3 ชั่วโมง ณ ห้องตรวจอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2556 – 31 กรกฎาคม 2557 ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลช้ากว่าสามชั่วโมง จำนวน 30 คน ให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยมาช้ากว่าสามชั่วโมง อันดับหนึ่งคือ ผู้ป่วยต้องการสังเกตอาการก่อน สาเหตุรองคือไม่ทราบว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการของหลอดเลือดสมองที่ต้องมารับการรักษาทันที อันดับที่สามคือ ผู้ป่วยไม่ทราบว่าอาการดังกล่าวควรมาโรงพยาบาลก่อนสามชั่วโมง ดังนั้นผู้จัดวิจัยมีความเห็นว่าควรจัดให้ความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น และประชาสัมพันธ์เรื่องระยะเวลาที่ควรมาโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตในด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา โดยขั้นที่ 1 ศึกษาสภาวะสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งหมด 87 คน ขั้นที่ 2 สังเคราะห์รูปแบบการดูแลของผู้ป่วยร่วมกับผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และคณะทำงาน ขั้นที่ 3 ศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจำนวน 113 คน และขั้นที่ 4 คืนข้อมูลรับฟังเสียงสะท้อนจากคณะทำงาน เพื่อปรับปรุงรูปแบบการดูแลผู้ป่วย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวาย (KDQOL-36) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Pearson correlation และ Paired T test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 55.2 อายุเฉลี่ย 57.05 ปี (SD=12.39 ปี) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาชีพ (p-value=.038) ความสามารถในการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาด้วยตนเอง (p-value=.011) ระดับการศึกษา (p-value=.038) และสถานะสุขภาพ (p-value=.001) ผลจากขั้นที่ 1 นำมาสังเคราะห์ได้ รูปแบบการดูแลผู้ป่วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิต เพื่อระบุปัญหารายบุคคล 2) ให้ความรู้และฝึกทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยและญาติตามพฤติกรรมเสี่ยง 3) ติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เพื่อเสริมพลัง แก้ปัญหาระดับบุคคลจนกว่าปัญหาจะสิ้นสุด 4) ประสานภาคีเครือข่ายในการดูแลแบบองค์รวม ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิต แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value<.001 ดังนั้น จึงควรขยายผลการดำเนินงานเชื่อมโยงกับ Service plan ในระดับจังหวัด
วิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ถึง 3 จำนวน 229 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha coefficient) ได้ค่าเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรายด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข และพบว่าองค์ประกอบย่อยด้านดีเรื่องการควบคุมตนเองอยู่ระดับสูงกว่าปกติ 2) ความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมและรายด้านของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามชั้นปี พบว่าความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรายด้านชั้นปีที่ 1 และ 2 อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข ส่วนชั้นปีที่ 3 ด้านเก่งและด้านสุขอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ด้านดีอยู่ในระดับเกณฑ์สูงกว่าปกติ และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของแต่ละด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่างชั้นปีที่ 1, 2, และ 3 องค์ประกอบย่อยของด้านดีเรื่องการควบคุมตนเองอยู่ในระดับเกณฑ์สูงกว่าปกติ จากผลการวิจัยครั้งนี้ควรมีการจัดกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่นักศึกษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาแต่ละชั้นปี
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลผู้ป่วยนอกและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคหน่วยบริการปฐมภูมิเขตสุขภาพที่ 7 ทำการศึกษาระหว่าง 25 พฤศจิกายน 2558 ถึง 31 ตุลาคม 2559 เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม ( Focus group) กลุ่มตัวอย่างเป็นคณะกรรมการพัฒนาข้อมูลข่าวสารจังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ที่มีความรู้ดี (Key information) จำนวน 24 คน ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาคุณภาพข้อมูล จากนั้นออกแบบรูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลเพื่อเป็นต้นแบบแล้วนำไปทดสอบต้นแบบเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทดสอบกับสภาพจริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 และปรับปรุงก่อนนำไปใช้ วัดประสิทธิผลการใช้ต้นแบบด้วยค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) แล้วจึงสรุปแบบอุปนัย (Inductive) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยโปรแกรม SPSS ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูลในการทดสอบต้นแบบใช้สถิติ paired t-test ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลควร มีการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพในหน่วยบริการทุกระดับ โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือกำหนดขั้นตอนการพัฒนา การกำหนดขอบเขตปัญหา กำหนดวิธีการวัดผลคุณภาพข้อมูล โดยเลือกตัวแปรที่สำคัญในการวัดคือประชากร การให้วัคซีน อนามัยแม่และเด็ก โรคเรื้อรัง การให้รหัสโรค และการส่งต่อ มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพ รวมถึงมีการควบคุมกำกับ และคืนข้อมูลไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพข้อมูลที่ต่อเนื่องและยั่งยืน ในด้านผลการทดสอบการใช้รูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลเบื้องต้น(trial test) และทดสอบกับสภาพจริง (system run test) พบว่าค่าเฉลี่ยของคุณภาพข้อมูลมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value <0.001)โดยมีค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูลเพิ่มขึ้นหลังจากใช้รูปแบบการพัฒนาโดยมีค่าเฉลี่ยของความแตกต่าง 0.44 คะแนน (95% CI : 0.40 ถึง 0.48)และ0.36 คะแนน (95% CI : 0.34 ถึง 0.39)ตามลำดับ
การสูญหายของทรัพย์สินขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาล (รพ.) เป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก (นักศึกษาแพทย์) แต่กลับมีข้อมูลการรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง และปัจจุบันยังไม่ทราบขนาดของปัญหาที่แท้จริง การวิจัยนี้เป็นวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ที่ทรัพย์สินสูญหายขณะปฏิบัติงานใน รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 2) สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ที่ทรัพย์สินสูญหายและมีการรายงาน 3) ผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน อัตราการตอบกลับร้อยละ 83.9 (395/471) โดย นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่ทรัพย์สินสูญหายมีร้อยละ 20.5 [95%CI(16.7,24.9)] สูญหายรวมทั้งสิ้น 109 ครั้ง แต่มีการรายงานเพียง ร้อยละ 31.5 [95%CI(23.1,41.2)] ใน 1 ปีที่ผ่านมา รายการทรัพย์สินที่สูญหายเป็นสัดส่วนมากที่สุด ได้แก่เงินสด (ร้อยละ 37.6) คิดเป็นมูลค่า 49,400 บาท สถานที่ที่เกิดการสูญหายมากที่สุดคือหอผู้ป่วย (ร้อยละ 40.8) รองลงมาเป็นบริเวณห้องผ่าตัด (ร้อยละ 27.2) เวลาเกิดเหตุการณ์ที่พบบ่อยที่สุดคืออยู่ระหว่าง 13.00-16.00 น. และ16.00-22.00 น. ร้อยละ 30.8 เท่ากัน ทั้งนี้ส่งผลให้สูญเสียเงินในการใช้จ่าย (ร้อยละ 78.1) เสียเวลาเพื่อติดตามทรัพย์สิน (ร้อยละ 41.9) เป็นต้น นอกจากนั้นนักศึกษาแพทย์ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยขอให้จัดล็อคเกอร์ (ร้อยละ 80.0) ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ (ร้อยละ 66.8) เป็นต้น
โรคหัวใจ และหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลก โดยปัจจัยที่สำคัญคือการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่นอาหารที่ใช้น้ำมันทอด ซึ่งยังไม่มีการศึกษาอะไรในมหาวิทยาลัยขอนแก่น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของร้านอาหารที่เลือกใช้น้ำมันชนิดต่างๆ ประกอบอาหาร 2) เหตุผลหลักในการเลือกใช้น้ำมันประกอบอาหาร 3) ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันของผู้ประกอบการร้านอาหาร เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ประชากรศึกษาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารในโรงอาหารสวัสดิการมหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงอาหารคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 92 ร้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง และวิเคราะห์ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลร้านอาหาร และความรู้เกี่ยวกับน้ำมัน ด้วยโปรแกรม SPSS version 19 อัตราการตอบกลับร้อยละ 83.69 (77/92) พบว่าร้านอาหารส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันปาล์มร้อยละ 63.3 (95%CI=51.83,74.07) โดยเหตุผลสำคัญในการเลือกใช้มากที่สุดคือราคาเหมาะสมร้อยละ 46.8 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความรู้ระดับปานกลางร้อยละ 61.0 ร้านอาหารประมาณ 2 ใน 3 ในโรงอาหารสวัสดิการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงอาหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้น้ำมันปาล์มประกอบอาหาร โดยเหตุผลในการเลือกใช้มากที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งคือราคาเหมาะสม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับน้ำมันระดับปานกลาง จึงควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำมันปาล์มที่ถูกต้องต่อไป
ปัจจุบันมีแพทย์ลาออกไปทำงานสถานประกอบการพยาบาลเอกชนมากขึ้น แพทย์ของรัฐจึงไม่เพียงพอ การศึกษาความต้องการและเหตุผลในการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนตั้งแต่เป็นนักศึกษาอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาดังกล่าว และหาแนวทางแก้ไขต่อไป การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษาแพทย์ (นักศึกษาแพทย์) ชั้นปี 5 และ 6 ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการพยาบาลเอกชน อัตราการตอบกลับร้อยละ 82.5 สัดส่วนของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ที่ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนเท่ากับร้อยละ 51.0 (95%CI: 40.8,61.2) โดยปัจจัยสามอันดับแรกจากการคำนวณด้วยการถ่วงน้ำหนัก ได้แก่ ภาระงาน (167 คะแนน), รายได้ (134 คะแนน) และการจัดการความเสี่ยงฟ้องร้อง (41 คะแนน) ปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ทำงานของกลุ่มที่ต้องการลาออก ได้แก่ รายได้ (p = 0.001), ภาระงาน (p = 0.016), ความก้าวหน้าในอาชีพ (p = 0.022) และรายได้ที่คาดหวัง (p = 0.004) สัดส่วนของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ที่ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนมีถึงครึ่งหนึ่งของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ทั้งหมด ถือว่าค่อนข้างมาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการนี้สามอันดับแรก ได้แก่ ภาระงาน รายได้ และการจัดการความเสี่ยง ตามลำดับ
วัณโรคปอดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย แพร่กระจายได้ง่ายทางอากาศและละอองเสมหะ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัณโรคปอดด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคและการตายได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ของนักศึกษาแพทย์ (นักศึกษาแพทย์) ต่อการแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 2) การให้คำแนะนำของ นักศึกษาแพทย์ต่อการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 3) อุปสรรคการให้คำแนะนำของ นักศึกษาแพทย์ต่อผู้ป่วย อัตราตอบกลับ ร้อยละ 84.56 ความรู้ของนักศึกษาแพทย์ในการให้คำแนะนำผู้ป่วย คะแนนเต็ม 12 คะแนน มัธยฐาน 10 พิสัยควอไทล์ 2 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพียงพอ ร้อยละ 53.6 และให้คำแนะนำเพียงพอ ร้อยละ 42.7 หัวข้อที่ “ไม่เคย” แนะนำให้แก่ผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ “การให้ยาป้องกันกับญาติผู้ป่วย” (ร้อยละ 19.2) หัวข้อที่แนะนำ “ทุกครั้ง” มากที่สุด คือ “ไปพบแพทย์ตามนัด” (ร้อยละ 80.8) อุปสรรคต่อการให้คำแนะนำ มากที่สุด คือ “ต้องใช้เวลานานในการแนะนำผู้ป่วย” (ร้อยละ 47.7) 1 ใน 2 ของ นักศึกษาแพทย์ มีความรู้เพียงพอแต่ยังขาดเรื่อง การให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วยวัณโรคปอด และอุปสรรคในการให้คำแนะนำ คือ ต้องใช้เวลานานในการแนะนำผู้ป่วย
ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอันตรายที่เกิดจากการใช้สารเสพติดประเภทฝิ่นและพัฒนารูปแบบในการให้บริการการลดอันตรายจากการติดสารเสพติดประเภทฝิ่นในสถานบริการสาธารณสุข เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการ (action research) กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาสารเสพติด ในสถานบริการสาธารณสุขบ้านกาหม่าผาโด้ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2557 – 30 กันยายน 2558 วิเคราะห์ข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการคัดกรองโรคติดต่อข้อมูลการวินิจฉัยโรคร่วม ในภาพรวมพบว่าการมีนโยบายและแนวทางการดำเนินงานการลดอันตรายจากระดับกระทรวงชี้แจงมายังคณะทำงานยาเสพติดระดับจังหวัดและระดับจังหวัดได้ทำการชี้แจงให้ทีมสาธารณสุขในพื้นที่และมอบหมายให้เครือข่ายในพื้นที่ขับเคลื่อนแต่การมีกลไกการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้อง นโยบายการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดทำให้ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาลดการใช้เข็มฉีดยาลง ซึ่งการลดอันตรายจากการใช้ยาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าใช้จ่าย โครงการลดอันตรายที่มีการขยายผลเป็นวิธีที่ได้ผลในการป้องกันและควบคุมการระบาดของเอชไอวีและโรคอื่นๆ ที่ติดต่อทางเลือด เช่น ตับอักเสบบี และซีเป็นต้น ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์ ตับอักเสบบี และซีในระยะยาว และนอกจากนี้ยังทำให้คนไข้ดำรงสถานภาพการไม่เสพยาให้นานที่สุด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น