วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559

สารบัญ ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559
ความแตกฉานด้านสุขภาพ ของผู้ป่วยที่มารับบริการ ในโรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ปี 2558
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความแตกฉานด้านสุขภาพระดับพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน และเพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาของบังอรศรี จินดาวงค์ ที่เคยใช้เครื่องมือนี้ทดสอบในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โดยใช้แบบทดสอบการอ่าน (REALM) และแบบทดสอบความเข้าใจในการอ่าน (STOFHLA) ซึ่งได้แปลและประยุกต์จากแบบทดสอบต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลภาคตัดขวาง (Cross-sectional Study) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 384 ราย ที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัด มุกดาหาร ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ คำนวณประมาณขนาดตัวอย่างโดยวิธีสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น จำนวนตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 384 ราย ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.3 ร้อยละ 42.4 ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป การศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมศึกษาร้อยละ 53.6 และอาชีพส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 49.0 กลุ่มตัวอย่างมีระดับความแตกฉานด้านสุขภาพในการอ่านและความเข้าใจในการอ่านอยู่ในระดับเพียงพอที่ระดับคะแนน 61-66 (54.4%), 23-26 (99.7%) ตามลำดับแบบทดสอบการอ่านมีความสอดคล้องกับคะแนนจากแบบทดสอบความเข้าใจในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนในกรณี Best case และ Worst case จากการศึกษาครั้งนี้ มีค่า 0.214 และ 0.203 (Pearson’s correlation) ตามลำดับ แบบทดสอบทั้งสองมีความสอดคล้องในระดับน้อยทั้ง 2 กรณี ดังนั้น ควรมีการพัฒนาเครื่องมือให้สอดคล้องกับพื้นที่ก่อนำไปใช้ และปรับปรุงให้เป็นแบบคัดกรองความแตกฉานด้านสุขภาพเป็นรายกรณีโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในชุมชน เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมป้องกันโรคอีกทางหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อเกิดผลดีต่อการดูแลรักษา

สาเหตุที่ส่งผลต่อการมารับการรักษาที่โรงพยาบาลล่าช้า ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบของโรงพยาบาลโกสุมพิสัย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบจำนวนเพิ่มขึ้นและผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบบางส่วนที่มารับการรักษายังคงต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมองตีบจึงได้มีการค้นคว้าวิธีการรักษาโรคนี้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยการให้ยาละลายลิ่มเลือดในระยะเวลาไม่เกิน 270 นาที จากการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มาด้วยเรื่องหลอดเลือดสมองที่โรงพยาบาลโกสุมพิสัยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2553 จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2555 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 171 คน และมีผู้ป่วยเพียง 12 คน (คิดเป็นร้อยละ 7.01) เท่านั้นที่มาถึงโรงพยาบาลภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบมารับการรักษาที่โรงพยาบาลโกสุมพิสัยล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยอาการเข้าได้กับหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกที่มาโรงพยาบาลช้ากว่า 3 ชั่วโมง ณ ห้องตรวจอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2556 – 31 กรกฎาคม 2557 ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลช้ากว่าสามชั่วโมง จำนวน 30 คน ให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยมาช้ากว่าสามชั่วโมง อันดับหนึ่งคือ ผู้ป่วยต้องการสังเกตอาการก่อน สาเหตุรองคือไม่ทราบว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการของหลอดเลือดสมองที่ต้องมารับการรักษาทันที อันดับที่สามคือ ผู้ป่วยไม่ทราบว่าอาการดังกล่าวควรมาโรงพยาบาลก่อนสามชั่วโมง ดังนั้นผู้จัดวิจัยมีความเห็นว่าควรจัดให้ความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น และประชาสัมพันธ์เรื่องระยะเวลาที่ควรมาโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

พิสัยการพัฒนารูปแบบการดูแลของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตในด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา โดยขั้นที่ 1 ศึกษาสภาวะสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งหมด 87 คน ขั้นที่ 2 สังเคราะห์รูปแบบการดูแลของผู้ป่วยร่วมกับผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และคณะทำงาน ขั้นที่ 3 ศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจำนวน 113 คน และขั้นที่ 4 คืนข้อมูลรับฟังเสียงสะท้อนจากคณะทำงาน เพื่อปรับปรุงรูปแบบการดูแลผู้ป่วย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวาย (KDQOL-36) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Pearson correlation และ Paired T test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 55.2 อายุเฉลี่ย 57.05 ปี (SD=12.39 ปี) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาชีพ (p-value=.038) ความสามารถในการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาด้วยตนเอง (p-value=.011) ระดับการศึกษา (p-value=.038) และสถานะสุขภาพ (p-value=.001) ผลจากขั้นที่ 1 นำมาสังเคราะห์ได้ รูปแบบการดูแลผู้ป่วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิต เพื่อระบุปัญหารายบุคคล 2) ให้ความรู้และฝึกทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยและญาติตามพฤติกรรมเสี่ยง 3) ติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เพื่อเสริมพลัง แก้ปัญหาระดับบุคคลจนกว่าปัญหาจะสิ้นสุด 4) ประสานภาคีเครือข่ายในการดูแลแบบองค์รวม ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิต แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value<.001 ดังนั้น จึงควรขยายผลการดำเนินงานเชื่อมโยงกับ Service plan ในระดับจังหวัด

ความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ถึง 3 จำนวน 229 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha coefficient) ได้ค่าเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรายด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข และพบว่าองค์ประกอบย่อยด้านดีเรื่องการควบคุมตนเองอยู่ระดับสูงกว่าปกติ 2) ความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมและรายด้านของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามชั้นปี พบว่าความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรายด้านชั้นปีที่ 1 และ 2 อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข ส่วนชั้นปีที่ 3 ด้านเก่งและด้านสุขอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ด้านดีอยู่ในระดับเกณฑ์สูงกว่าปกติ และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของแต่ละด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่างชั้นปีที่ 1, 2, และ 3 องค์ประกอบย่อยของด้านดีเรื่องการควบคุมตนเองอยู่ในระดับเกณฑ์สูงกว่าปกติ จากผลการวิจัยครั้งนี้ควรมีการจัดกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่นักศึกษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาแต่ละชั้นปี

รูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลผู้ป่วยนอกและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคหน่วยบริการปฐมภูมิเขตสุขภาพที่ 7
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลผู้ป่วยนอกและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคหน่วยบริการปฐมภูมิเขตสุขภาพที่ 7 ทำการศึกษาระหว่าง 25 พฤศจิกายน 2558 ถึง 31 ตุลาคม 2559 เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม ( Focus group) กลุ่มตัวอย่างเป็นคณะกรรมการพัฒนาข้อมูลข่าวสารจังหวัดขอนแก่น เป็นผู้ที่มีความรู้ดี (Key information) จำนวน 24 คน ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาคุณภาพข้อมูล จากนั้นออกแบบรูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลเพื่อเป็นต้นแบบแล้วนำไปทดสอบต้นแบบเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ทดสอบกับสภาพจริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 และปรับปรุงก่อนนำไปใช้ วัดประสิทธิผลการใช้ต้นแบบด้วยค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) แล้วจึงสรุปแบบอุปนัย (Inductive) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยโปรแกรม SPSS ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูลในการทดสอบต้นแบบใช้สถิติ paired t-test ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลควร มีการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพในหน่วยบริการทุกระดับ โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือกำหนดขั้นตอนการพัฒนา การกำหนดขอบเขตปัญหา กำหนดวิธีการวัดผลคุณภาพข้อมูล โดยเลือกตัวแปรที่สำคัญในการวัดคือประชากร การให้วัคซีน อนามัยแม่และเด็ก โรคเรื้อรัง การให้รหัสโรค และการส่งต่อ มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพ รวมถึงมีการควบคุมกำกับ และคืนข้อมูลไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพข้อมูลที่ต่อเนื่องและยั่งยืน ในด้านผลการทดสอบการใช้รูปแบบการพัฒนาคุณภาพข้อมูลเบื้องต้น(trial test) และทดสอบกับสภาพจริง (system run test) พบว่าค่าเฉลี่ยของคุณภาพข้อมูลมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value <0.001)โดยมีค่าเฉลี่ยคุณภาพข้อมูลเพิ่มขึ้นหลังจากใช้รูปแบบการพัฒนาโดยมีค่าเฉลี่ยของความแตกต่าง 0.44 คะแนน (95% CI : 0.40 ถึง 0.48)และ0.36 คะแนน (95% CI : 0.34 ถึง 0.39)ตามลำดับ

สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่มีทรัพย์สินสูญหาย ขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศรีนครินทร์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การสูญหายของทรัพย์สินขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาล (รพ.) เป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก (นักศึกษาแพทย์) แต่กลับมีข้อมูลการรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง และปัจจุบันยังไม่ทราบขนาดของปัญหาที่แท้จริง การวิจัยนี้เป็นวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ที่ทรัพย์สินสูญหายขณะปฏิบัติงานใน รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 2) สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ที่ทรัพย์สินสูญหายและมีการรายงาน 3) ผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน อัตราการตอบกลับร้อยละ 83.9 (395/471) โดย นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่ทรัพย์สินสูญหายมีร้อยละ 20.5 [95%CI(16.7,24.9)] สูญหายรวมทั้งสิ้น 109 ครั้ง แต่มีการรายงานเพียง ร้อยละ 31.5 [95%CI(23.1,41.2)] ใน 1 ปีที่ผ่านมา รายการทรัพย์สินที่สูญหายเป็นสัดส่วนมากที่สุด ได้แก่เงินสด (ร้อยละ 37.6) คิดเป็นมูลค่า 49,400 บาท สถานที่ที่เกิดการสูญหายมากที่สุดคือหอผู้ป่วย (ร้อยละ 40.8) รองลงมาเป็นบริเวณห้องผ่าตัด (ร้อยละ 27.2) เวลาเกิดเหตุการณ์ที่พบบ่อยที่สุดคืออยู่ระหว่าง 13.00-16.00 น. และ16.00-22.00 น. ร้อยละ 30.8 เท่ากัน ทั้งนี้ส่งผลให้สูญเสียเงินในการใช้จ่าย (ร้อยละ 78.1) เสียเวลาเพื่อติดตามทรัพย์สิน (ร้อยละ 41.9) เป็นต้น นอกจากนั้นนักศึกษาแพทย์ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยขอให้จัดล็อคเกอร์ (ร้อยละ 80.0) ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ (ร้อยละ 66.8) เป็นต้น

สัดส่วนของร้านอาหารที่เลือกใช้น้ำมันชนิดต่างๆ ประกอบอาหารและความรู้เกี่ยวกับน้ำมันของผู้ประกอบการร้านอาหารในโรงอาหารสวัสดิการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงอาหารคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

โรคหัวใจ และหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลก โดยปัจจัยที่สำคัญคือการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่นอาหารที่ใช้น้ำมันทอด ซึ่งยังไม่มีการศึกษาอะไรในมหาวิทยาลัยขอนแก่น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของร้านอาหารที่เลือกใช้น้ำมันชนิดต่างๆ ประกอบอาหาร 2) เหตุผลหลักในการเลือกใช้น้ำมันประกอบอาหาร 3) ความรู้เกี่ยวกับน้ำมันของผู้ประกอบการร้านอาหาร เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ประชากรศึกษาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารในโรงอาหารสวัสดิการมหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงอาหารคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 92 ร้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง และวิเคราะห์ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลร้านอาหาร และความรู้เกี่ยวกับน้ำมัน ด้วยโปรแกรม SPSS version 19 อัตราการตอบกลับร้อยละ 83.69 (77/92) พบว่าร้านอาหารส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันปาล์มร้อยละ 63.3 (95%CI=51.83,74.07) โดยเหตุผลสำคัญในการเลือกใช้มากที่สุดคือราคาเหมาะสมร้อยละ 46.8 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความรู้ระดับปานกลางร้อยละ 61.0 ร้านอาหารประมาณ 2 ใน 3 ในโรงอาหารสวัสดิการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงอาหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้น้ำมันปาล์มประกอบอาหาร โดยเหตุผลในการเลือกใช้มากที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งคือราคาเหมาะสม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับน้ำมันระดับปานกลาง จึงควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำมันปาล์มที่ถูกต้องต่อไป

ความต้องการทำงานในสถานประกอบการพยาบาลเอกชนของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 และ 6 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัจจุบันมีแพทย์ลาออกไปทำงานสถานประกอบการพยาบาลเอกชนมากขึ้น แพทย์ของรัฐจึงไม่เพียงพอ การศึกษาความต้องการและเหตุผลในการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนตั้งแต่เป็นนักศึกษาอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาดังกล่าว และหาแนวทางแก้ไขต่อไป การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษาแพทย์ (นักศึกษาแพทย์) ชั้นปี 5 และ 6 ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการพยาบาลเอกชน อัตราการตอบกลับร้อยละ 82.5 สัดส่วนของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ที่ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนเท่ากับร้อยละ 51.0 (95%CI: 40.8,61.2) โดยปัจจัยสามอันดับแรกจากการคำนวณด้วยการถ่วงน้ำหนัก ได้แก่ ภาระงาน (167 คะแนน), รายได้ (134 คะแนน) และการจัดการความเสี่ยงฟ้องร้อง (41 คะแนน) ปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ทำงานของกลุ่มที่ต้องการลาออก ได้แก่ รายได้ (p = 0.001), ภาระงาน (p = 0.016), ความก้าวหน้าในอาชีพ (p = 0.022) และรายได้ที่คาดหวัง (p = 0.004) สัดส่วนของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ที่ต้องการลาออกจากราชการไปทำงานสถานประกอบการเอกชนมีถึงครึ่งหนึ่งของ นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 5 และ 6 ทั้งหมด ถือว่าค่อนข้างมาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการนี้สามอันดับแรก ได้แก่ ภาระงาน รายได้ และการจัดการความเสี่ยง ตามลำดับ

ความรู้และการปฏิบัติในการให้คำแนะนำผู้ป่วยวัณโรคปอดของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วัณโรคปอดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย แพร่กระจายได้ง่ายทางอากาศและละอองเสมหะ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัณโรคปอดด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคและการตายได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ของนักศึกษาแพทย์ (นักศึกษาแพทย์) ต่อการแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 2) การให้คำแนะนำของ นักศึกษาแพทย์ต่อการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 3) อุปสรรคการให้คำแนะนำของ นักศึกษาแพทย์ต่อผู้ป่วย อัตราตอบกลับ ร้อยละ 84.56 ความรู้ของนักศึกษาแพทย์ในการให้คำแนะนำผู้ป่วย คะแนนเต็ม 12 คะแนน มัธยฐาน 10 พิสัยควอไทล์ 2 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพียงพอ ร้อยละ 53.6 และให้คำแนะนำเพียงพอ ร้อยละ 42.7 หัวข้อที่ “ไม่เคย” แนะนำให้แก่ผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ “การให้ยาป้องกันกับญาติผู้ป่วย” (ร้อยละ 19.2) หัวข้อที่แนะนำ “ทุกครั้ง” มากที่สุด คือ “ไปพบแพทย์ตามนัด” (ร้อยละ 80.8) อุปสรรคต่อการให้คำแนะนำ มากที่สุด คือ “ต้องใช้เวลานานในการแนะนำผู้ป่วย” (ร้อยละ 47.7) 1 ใน 2 ของ นักศึกษาแพทย์ มีความรู้เพียงพอแต่ยังขาดเรื่อง การให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วยวัณโรคปอด และอุปสรรคในการให้คำแนะนำ คือ ต้องใช้เวลานานในการแนะนำผู้ป่วย

การบำบัดผู้ติดฝิ่นด้วยเมทาโดนระยะยาว บ้านกาหม่าผาโด้ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอันตรายที่เกิดจากการใช้สารเสพติดประเภทฝิ่นและพัฒนารูปแบบในการให้บริการการลดอันตรายจากการติดสารเสพติดประเภทฝิ่นในสถานบริการสาธารณสุข เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการ (action research) กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาสารเสพติด ในสถานบริการสาธารณสุขบ้านกาหม่าผาโด้ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2557 – 30 กันยายน 2558 วิเคราะห์ข้อมูลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการคัดกรองโรคติดต่อข้อมูลการวินิจฉัยโรคร่วม ในภาพรวมพบว่าการมีนโยบายและแนวทางการดำเนินงานการลดอันตรายจากระดับกระทรวงชี้แจงมายังคณะทำงานยาเสพติดระดับจังหวัดและระดับจังหวัดได้ทำการชี้แจงให้ทีมสาธารณสุขในพื้นที่และมอบหมายให้เครือข่ายในพื้นที่ขับเคลื่อนแต่การมีกลไกการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้อง นโยบายการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดทำให้ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาลดการใช้เข็มฉีดยาลง ซึ่งการลดอันตรายจากการใช้ยาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าใช้จ่าย โครงการลดอันตรายที่มีการขยายผลเป็นวิธีที่ได้ผลในการป้องกันและควบคุมการระบาดของเอชไอวีและโรคอื่นๆ ที่ติดต่อทางเลือด เช่น ตับอักเสบบี และซีเป็นต้น ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์ ตับอักเสบบี และซีในระยะยาว และนอกจากนี้ยังทำให้คนไข้ดำรงสถานภาพการไม่เสพยาให้นานที่สุด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น