วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2559

สารบัญ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2559
ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค สมรรถนะด้านการตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 30 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากขนาดอิทธิพลและ การสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่า IOC = 0.98 แบบทดสอบความรู้แบบทดสอบความรู้ ได้ค่า KR 20 = 0.62 และในส่วนความพึงพอใจ ได้ค่าความเที่ยงที่ 0.70 ผลการศึกษา พบว่า สมรรถนะด้านความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคของแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหลังการได้รับการพัฒนาสมรรถนะมากกว่าก่อนการได้รับการพัฒนาสมรรถนะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยความรู้ก่อนได้รับการพัฒนาสมรรถนะเฉลี่ย 15.03 (S.D. = 1.35) และหลังได้รับการพัฒนาสมรรถนะมีความรู้เฉลี่ย 21.47 (S.D. = 2.34) ในส่วนของสมรรถนะด้านการตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร พบว่าหลังการได้รับการพัฒนาสมรรถนะมากกว่าก่อนการได้รับการพัฒนาสมรรถนะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีคะแนนสมรรถนะการตรวจสารปนเปื้อนในอาหาร ก่อนพัฒนาสมรรถนะเฉลี่ย 14.53 (S.D. = 4.62) และหลังมีคะแนนสมรรถนะการตรวจสารปนเปื้อนในอาหารเฉลี่ย 24.23 (S.D. = 2.06) และในส่วนของความพึงพอใจในการจัดโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เฉลี่ย 3.78 (S.D. = 0.63) โดยเนื้อหาและวิธีการที่นำมาใช้ของโปรแกรมมีความเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ขาดการพัฒนาศักภยาพอาสาสมัครในการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จึงควรมีการพัฒนาศักยภาพแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอื่นๆ ทั้งด้านความรู้และทักษะในการตรวจสารปนเปื้อนในอาหารเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

ประสบการณ์การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรของวัยรุ่นในเขตพื้นที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตั้งครรภ์ของวัยรุ่นฯ ในพื้นที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานีเก็บรวบรวมข้อมูลจากหญิงวัยรุ่นที่มีประสบการณ์การตั้งครรภ์ ทั้งแบบพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ที่มีการตั้งครรภ์และการคลอด ตลอดจนมีการดำเนินชีวิตหลังการคลอดในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี จำนวน 12 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผลการวิจัย พบว่า ก่อนการตั้งครรภ์พบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง คือ มีมุมมองว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดา ขาดความรู้การคุมกำเนิด มีการอบรมเลี้ยงดูที่ให้อิสระ เพื่อนชักจูงดื่มแอลกอฮอล์และนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ส่วนในขณะตั้งครรภ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย หวาดกลัวและเป็นกังวล ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ และหลายคนต้องออกจากงาน บางส่วนพยายามทำแท้ง แต่ก็ล้มเหลวจึงต้องตั้งครรภ์ต่อ และในขณะคลอด เกิดความรู้สึกหวาดกลัวความเจ็บปวด มีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ไม่มีเงินหรือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลักษณะของการเลี้ยงดูบุตรนั้น หลังคลอดและช่วงเลี้ยงดู วัยรุ่นนำบุตรมาเลี้ยงด้วยตนเองและความช่วยเหลือจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาศัยความเข้าใจของครอบครัวเป็นกำลังใจ และมีการวางแผนอนาคต โดยตั้งใจจะกลับไปเรียนหรือกลับไปอยู่กับครอบครัวภายหลังคลอด และส่วนใหญ่ยกลูกให้มูลนิธิ สรุปผลการศึกษา พบว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นนั้น ควรบูรณาการด้วยการประสานงานและร่วมแรงร่วมใจกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ ครอบครัว ศาสนา ชุมชนท้องถิ่น สถานศึกษา และควรพัฒนาข้อมูลการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพื่อสะท้อนปัญหาสังคมในปัจจุบันให้เด่นชัด เพื่อสร้างความตระหนักปัญหาของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยเน้นกระบวนการสื่อสารอย่างทันสมัยเหมาะสมกับวัยรุ่น และสอดคล้องต่อการวางแผนและบริหารจัดการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ประสบการณ์การดูแลตนเองด้านสุขภาพของแรงงานพม่าที่ป่วยด้วยวัณโรค ในอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบปรากฏการณ์วิทยา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ปรากฏการณ์ วิถีการดำเนินชีวิต ตามประสบการณ์การเจ็บป่วยด้วยวัณโรคของแรงงานพม่า ที่มาทำงานในประเทศไทย ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ แรงงานพม่า ที่อาศัยในอำเภอเกาะพะงัน และ ได้รับการรักษาวัณโรค จากโรงพยาบาลเกาะพะงัน จำนวน 7 ราย เป็นชาย 5 ราย หญิง 2 ราย ซึ่งมีอายุมากกว่า 25 ปี คำถามการวิจัย คือ แรงงานพม่า ให้ความหมายเกี่ยวกับ การเจ็บป่วยด้วยวัณโรคว่าอย่างไร และมีประสบการณ์ในการดูแลตนเองตั้งแต่เริ่มป่วย ระยะการเจ็บป่วย ระยะการฟื้นฟูสภาพอย่างไร ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In- depth interview) และเป็นการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal Interview) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2528 – มกราคม 2559 การวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนของโคไลซซี (Colaizzi) นำเสนอประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลในภาพรวม ผลการวิจัย พบว่า ผู้ให้ข้อมูลเป็นชาย 5 ราย หญิง 2 ราย ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 25 ปี โดยแรงงานพม่า ได้ให้ความหมายของการเจ็บป่วยวัณโรค คือ เมื่อเริ่มเจ็บป่วยจะไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร มีอาการไอ ตัวร้อน และน้ำหนักลด ส่วน ระยะเวลาการป่วยจะมีอาการ ไอมาก เหนื่อยหอบ รับประทานอาหารไม่ได้ ไม่มีแรง ต้องกินยาทุกวันจำนวนวันละหลายเม็ด มีผื่นขึ้นทั่วตัว อยากเลิกกินยา และได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเพื่อนและนายจ้าง ส่วนระยะเวลาการหายจากโรคพบว่าจะใช้เวลานานมาก มีอาการไอน้อยลง ต้องตรวจเสมหะและเอ็กซเรย์ปอด ส่วนประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อป่วยวัณโรค พบว่าแรงงานพม่ายังขาดความรู้ ในการป้องกันและการดูแลตัวเองเมื่อเจ็บป่วย แต่ มีทัศนคติที่ดีต่อโรค โดยเป็นโรคที่รักษาหาย สามารถป้องกันไม่ให้ติดต่อได้ และผู้ป่วยมีความหวังว่าถ้ารับประทานยาครบแล้วจะหาย และใส่หน้ากากอนามัยและทำความสะอาดที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ยังได้รับสวัสดิการและการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นอย่างดี และเมื่อร่างกายแข็งแรงสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ สรุปผลการวิจัย พบว่า กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีการดูแลตนเองด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง เมื่อได้รับความรู้ในการดูแลตนเองในระยะเริ่มป่วย ระยะอาการของโรค และระยะฟื้นหายจากโรค โดยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากหน่วยบริการสุขภาพ โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีความหวังและกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนและสังคม เพื่อเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านส่งเสริมสุขภาพ ด้านป้องกันโรค ด้านรักษาพยาบาลและด้านฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้มีสุขภาพด้านจิตใจที่เข็มแข็ง มีสุขภาพที่ดีขึ้นและหายจากโรคภายในระยะเวลา 6 เดือน

ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถแห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อการดูแลตนเองในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบสองกลุ่มและทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (The Pretest - Posttest Control Group Design) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความคาดหวังผลลัพธ์ในอนาคต พฤติกรรมการปฏิบัติตน และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถแห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อการดูแลตนเองในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด สถิติที่ใช้ได้แก่ Independent samples t-test และ Paired samples t-test ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 – มกราคม 2559 ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมจะมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความคาดหวังผลลัพธ์ในอนาคต และพฤติกรรมการปฏิบัติตนสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และภายหลังทดลอง พบว่าผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานในกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความคาดหวังผลลัพธ์ในอนาคต และพฤติกรรมการปฏิบัติตนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการศึกษา พบว่า การใช้โปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถแห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อการดูแลตนเองในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน ส่งผล ที่ดีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน

ผลของการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมและการเสริมสร้างคุณค่าในตนเองต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียว วัดผล ก่อน หลัง การทดลอง (Quasi Experimental one group pre – post test design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแรงสนับสนุนทางสังคม และการเสริมสร้างความมีคุณค่าในตนเองต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุจำนวน 30 คน โดยการสุ่มแบบ stratified sampling เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ รูปแบบกิจกรรมสร้างเสริมคุณค่าในตนเองประกอบด้วยกิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์ การผลิตสิ่งประดิษฐ์ หรือการแสดงความสามารถเฉพาะตัวด้านต่างๆ ส่วนกิจกรรมแรงสนับสนุนทางสังคมประกอบด้วย การถ่ายทอดความรักความผูกพันจากบุตรหลานต่อผู้สูงอายุ การโทรศัพท์ปรึกษาทุกข์ เล่าความสุขแก่เพื่อนๆ ในกลุ่ม การเยี่ยมผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย และการแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิได้ค่า IOC = 0.87 และแบบวัดสุขภาพจิตคนไทย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะเวลาดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 ถึง เดือนมกราคม 2559 ผลการศึกษา พบว่า จากการศึกษาผลของการใช้แรงสนับสนุนทางสังคม และการเสริมสร้างความมีคุณค่าในตนเองต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัด สุราษฎร์ธานี พบว่าหลังการเข้าร่วมกิจกรรม ผู้สูงอายุมีระดับสุขภาพจิตเปลี่ยนแปลงจากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมโดยมีผู้สูงอายุที่มีสุขภาพจิตระดับสูงกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 13.30 มีระดับสุขภาพจิต เท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 86.70 เพิ่มขึ้นกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม คือ ไม่มีผู้สูงอายุมีระดับสุขภาพจิตสูงกว่าคนทั่วไป และมีระดับสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 100 ส่วนคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิต หลังการเข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตสูงกว่า ก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมคะแนนเฉลี่ย 3.02 และหลังเข้าร่วมกิจกรรมคะแนนเฉลี่ย 3.77 สรุปผลการศึกษา พบว่า จากการศึกษาผลของแรงสนับสนุนทางสังคม และการเสริมสร้างความมีคุณค่าในตนเองต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น โดยเนื้อหาและวิธีการนำมาใช้ของกิจกรรมทั้ง 12 สัปดาห์ที่จัดขึ้นนั้น มีความเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สังคมยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนและการเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ เมื่อนำกิจกรรมมาใช้แล้วสามารถช่วยเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุรับรู้ถึงคุณค่าในตนเองและมีระดับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

กระบวนการมีส่วนร่วมของพนักงานในการพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ: กรณีศึกษา อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ ในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างคือ สถานประกอบการ จำนวน 3 แห่ง พร้อมด้วย ผู้ดำเนินการสปา จำนวน 3 คน พนักงาน จำนวน 12 คน รวม 15 คน คัดเลือกโดยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แนวคำถามความคิดเห็นในการพัฒนาสถานประกอบการ 2) แผนการให้ความรู้เรื่องเกณฑ์มาตรฐาน 3) คู่มือการรับรองมาตรฐาน 4) แบบทดสอบความรู้ 5) แบบตรวจสอบมาตรฐาน ทั้งนี้การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบทดสอบความรู้ แผนการให้ความรู้ ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.84, 0.87 นำแบบทดสอบความรู้มาหาค่าความเชื่อมั่นโดยการใช้สูตร KR 20 ได้ค่า = 0.87 ผลการศึกษาพบว่า การตรวจสอบสถานประกอบการก่อนการดำเนินการพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการ พบว่า สถานประกอบการทั้ง 3 แห่ง ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพโดยแห่งที่ 1 ได้ คะแนน 47 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 88.68 สถานประกอบการแห่งที่ 2 ได้ คะแนน 50 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 94.33 และ สถานประกอบการแห่งที่ 3 ได้คะแนน 44 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.02 และหลังการดำเนินงาน พบว่า สถานประกอบการสปาเพื่อสุขภาพ ทั้ง 3 แห่ง ได้คะแนน 53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 หมายความว่าสถานประกอบการ สปาเพื่อสุขภาพ ทั้ง 3 แห่ง มีการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและผ่านการรับรองมาตรฐาน ทั้ง 3 แห่ง

การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้พิการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้พิการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในปี พ.ศ.2557 วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) ศึกษาย้อนหลังจากฐานข้อมูลระบบรายงานการเข้ารับบริการเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในปี พ.ศ.2557 ประชากรศึกษาเป็นผู้พิการที่จดทะเบียนในปี พ.ศ.2557 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม บึงกาฬ เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี จำนวนทั้งสิ้น 144,357 คน เก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการคัดลอกข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้รับบริการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2557 วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) ผลการศึกษา พบว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม บึงกาฬ เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี มีผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนบัตรทองทั้งสิ้น 109,391 คน โดยในปี พ.ศ.2557 มีผู้พิการเข้ารับบริการสุขภาพเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งสิ้นเพียง 63,552 คน คิดเป็นร้อยละ 58.10 ของผู้พิการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ ผู้พิการเหล่านี้ขึ้นทะเบียนรับบริการไว้ที่โรงพยาบาล 94 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิ 141 แห่ง จำนวนผู้พิการที่มารับบริการมากที่สุดคือ จังหวัดอุดรธานี คิดเป็นร้อยละ 30.40 จำนวนครั้งของการรับบริการคิดเป็นร้อยละ 35.10 และจำนวนบริการที่ได้รับคิดเป็นร้อยละ 34.00

การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดหนองบัวลําภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลคุณลักษณะ ด้านสังคมแรงจูงใจทัศนคติ ความรู้เรื่องการแปรงฟันและการสนับสนุนของโรงเรียนและครอบครัวต่อการแปรงฟันที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลําภู กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 758 คน ถูกสุ่มแบบมีระบบตามความน่าจะเป็นและแปรผันตามขนาดประชากร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายร้อยละ 46.70 มีการแปรงฟันที่เหมาะสม ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (P≤0.05) คือ บุคคลที่อาศัยอยู่กับบิดามารดา ความพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และการรับข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

การพัฒนามาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดของคนไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดของคนไทย ซึ่งประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประมวลข้อคำถาม 2) การหาความแม่นตรงตามตัวสร้างปัจจัย 3) การทดสอบความน่าเชื่อถือของแต่ละปัจจัย 4) การหาความแม่นตรงตามตัวสร้างของมาตรวัด 5) การทดสอบมาตรวัดตัวสร้างตามกรอบแนวคิด 6) การสร้างมาตรวัดใหม่ 7) การปรับภาษา และ 8) การทดลองใช้/ทดสอบความเป็นสากล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ร่วมพิจารณา ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified three stages cluster sampling ในประชากรอายุ 12-65 ปี จำนวนทั้งสิ้น 3,824 คน ทั่วประเทศ มาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดที่พัฒนาขึ้นในครั้งนี้มี 2 ชุด ได้แก่ 1) มาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดฉบับมาตรฐานเป็นแบบสัมภาษณ์มีคำถามจำนวนทั้งสิ้น 37 ข้อ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน มีค่าดัชนีความแม่นตรงของเนื้อหา 0.650 ค่าความแม่นตรงเสมือน 0.648 ค่าความคงที่ภายในรวม 0.902 (ค่าความคงที่ภายในแต่ละด้านอยู่ระหว่าง 0.739-0.975) ค่าความไว 0.714 ค่าความจำเพาะ 0.465 ค่าพยากรณ์ผลลบ 0.714 และค่าพยากรณ์ผลบวก 0.440 และ 2) มาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดฉบับย่อ เป็นแบบสอบถามแบบตอบเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 32 ข้อ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน มีค่าดัชนีความแม่นตรงของเนื้อหา 0.860 ค่าความแม่นตรงเสมือน 0.667 ค่าความคงที่ภายในรวม 0.833 (ค่าความคงที่ภายในแต่ละด้านอยู่ระหว่าง 0.745-0.954) ค่าความไว 0.773 ค่าความจำเพาะ 0.314 ค่าพยากรณ์ผลลบ 0.707 และค่าพยากรณ์ผลบวก 0.393 ผลการสำรวจความรู้เท่าทันสารเสพติดของคนไทยนำร่องได้ผลสอดคล้องกับผลการสำรวจเพื่อประมาณการจำนวนประชากรที่ใช้สารเสพติด ในประเทศไทยรวมถึงรายงานสถิติอื่นๆ ของทางราชการ มาตรวัดความรู้เท่าทันสารเสพติดที่สร้างขึ้นทั้งสองชุด ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสมที่จะใช้สำรวจความรู้เท่าทันสารเสพติด เพื่อใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมต่อไป

พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดผิดกฎหมายในวัยรุ่น และผลกระทบด้านสุขภาพ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดผิดกฎหมายของนักเรียน ในโรงเรียน ขอบเขตของการศึกษาครอบคลุมถึงแรงจูงใจ พฤติกรรมและผลกระทบ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน เป็นวัยรุ่นที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2556 ด้วยระบบสมัครใจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกถึงประวัติชีวิตรวมทั้งการวิเคราะห์เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง พบว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการใช้ยาเสพติด อันเป็นผลมากจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวแทนจำหน่ายยาเสพติด หลังจากที่ใช้ยาเสพติดพวกเขากลายเป็นสมาชิกของเครือข่ายยาเสพติด มีความต้องการเงิน และสภาพ แวดล้อมของโรงเรียนที่เอื้อให้นักเรียนเหล่านี้กลายเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในโรงเรียน กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกันถูกนำมาใช้ เช่น บรรจุภัณฑ์ (ขนาดเล็ก ซุกซ่อนง่าย และการจัดส่ง) และราคา (เงินน้อยในแพ็คเล็ก) การจำหน่ายให้กับคนรอบข้างในเครือข่ายของตนเองและผู้ที่มีอายุน้อยกว่า การขายตรงจะได้รับความนิยมระหว่างสมาชิกในเครือข่าย ยาเสพติดไม่เพียงแต่ติด แต่ยังทำให้เกิดความผิดปกติของสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า ความวิตกกังวลและหวาดระแวง ความรุนแรง พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หนีโรงเรียน ขาดความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใช้ยาเสพติดหลายชนิดนั่นคือผลของมัน ข้อเสนอแนะจากการศึกษาควรมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในการป้องกันยาเสพติด