วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2559
การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ที่ขึ้นทะเบียนรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา ในกลุ่มตัวอย่าง 313 คน ที่คำนวณโดยใช้สูตรประมาณค่าเฉลี่ยประชากร กระบวนการวิจัยมี 4 ขั้นตอนคือ 1) สำรวจภาวะสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย 2) สังเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 3) ทดลองใช้รูปแบบที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 และ 4) คืนข้อมูลและรับฟังเสียงสะท้อน เพื่อปรับปรุงรูปแบบจากขั้นที่ 3 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.6 อายุเฉลี่ย 57.68 ปี (S.D.=11.64) มีบิดา มารดา และหรือญาติสายตรงป่วยด้วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 57.5 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดี ทั้งการออกกำลังกาย บริโภคอาหารที่ประกอบเอง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไปรักษาตามนัดสม่ำเสมอ ร้อยละ 94.9, 63.6, 92.7, 93.6 และ 92.0 ตามลำดับ มีระดับน้ำตาลในเลือดในระดับสีเหลือง (ระหว่าง 126-154 มก./ดล.) ร้อยละ 78.3 ได้รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางตามลักษณะปัญหา ภายหลังการทดลอง ทำให้ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ทั้งความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาล พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ <.001 ดังนั้น ควรขยายผลรูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไปสู่เขตพื้นที่อื่นๆ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยป้องกัน ที่ส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพ เพื่อออกแบบกิจกรรมการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เก็บข้อมูล โดยการสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการทำแผนที่ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในวัยสูงอายุ ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ร้อยละ 58.3 มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับสูงร้อยละ 33.3 และอยู่ในระดับสูงปานกลางร้อยละ 66.7 มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพไม่เหมาะสมในด้านการรับประทานอาหาร การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย การใช้ยา และการมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองไม่เพียงพอ ขาดทักษะและความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การสนับสนุนของชุมชนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในหน่วยบริการสุขภาพยังไม่มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งสิ่งแวดล้อมในชุมชนยังเอื้อต่อการมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพไม่เหมาะสมของผู้ป่วย จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้วิจัยและชุมชนได้ร่วมกันวางแผน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมเติมเต็มความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องอาหารและการออกกำลังกายโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ผลการดำเนินงานพบว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้เพิ่มขึ้น มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสม
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภค ความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับน้ำมันประกอบการทำอาหาร ในพื้นที่ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนจากครัวเรือนที่มีหน้าที่หลักในการประกอบอาหาร จำนวน 350 คน ได้รับการตอบแบบสอบถามกลับ 327 คน คิดเป็น ร้อยละ 93.43 เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ t- test และ Chi-square test ผลการศึกษา พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่มีการใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร ร้อยละ 72.5 ใช้เฉลี่ย 3 มื้อต่อสัปดาห์ ร้อยละ 41.0 ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการปรุงอาหาร ร้อยละ 59.6 ใช้น้ำมันหมูในการปรุงอาหาร ร้อยละ 48.3 และใช้น้ำมันมะพร้าวในรอบสามเดือนที่ผ่านมา เพียง ร้อยละ 16.8 ส่วนใหญ่ ซื้อที่ร้านขายของชำทั่วไป ร้อยละ 65.7 เหตุผลที่เลือกซื้อเพราะราคาเหมาะสม ร้อยละ 50.2 เลือกซื้อยี่ห้อเดิมเป็นประจำ ร้อยละ 47.1 ส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.8 และไม่เห็นด้วยว่าการประกอบอาหารให้อร่อยต้องผ่านการทอดด้วยน้ำมันเท่านั้น ร้อยละ 36.7
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเข้าถึงบริการสุขภาพและศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยระหว่างเพศ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ ระยะเวลาการเข้ามาอยู่ในประเทศไทย การมีโรคประจำตัว กับการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ดำเนินการในพื้นที่ 8 ตำบล ในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระยะเวลาในการศึกษาอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม 2559 ประชากรทั้งหมด 509 คน มีประชากรกลุ่มตัวอย่าง 253 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ t- test ผลการศึกษาพบว่า แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.3 อายุเฉลี่ย 33 ปี สถานภาพสมรส ร้อยละ 73.5 สัญชาติลาว ร้อยละ 83.0 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 80.6 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 70.8 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 - 10,000 บาท ร้อยละ 68.8 ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 91.3 ระยะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย 1-2 ปี ร้อยละ 61.7 และไม่มีผู้ติดตาม ร้อยละ 83.4 การเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติพบว่า ในรอบ 1 ปีแรงงานข้ามชาติไม่มีความต้องการในการบริการสุขภาพ ร้อยละ 79.8 วิธีการปฏิบัติตัวเบื้องต้นเมื่อเจ็บป่วยรับบริการที่โรงพยาบาล/รพ.สต. ร้อยละ 55.3 ได้รับการบริการปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ร้อยละ 62.1 มีการเข้าถึงบริการสุขภาพ อยู่ในระดับ มาก ผลการทดสอบ พบว่า เพศ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และระยะเวลาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับจำนวนคะแนนการประเมินการเข้าถึงบริการสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความมั่นใจในการให้ความรู้และทักษะการดูแลตนเองสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีในตัวเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่าง 347 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ในระหว่างเดือนธันวาคม 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 75.2 อายุเฉลี่ย 37 ปี ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่มีความมั่นใจการให้ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ร้อยละ 54.8 โดยมีความมั่นใจในเรื่อง การออกกำลังกาย ภาวะน้ำตาลต่ำหรือสูงในเลือดและวิธีการแก้ไข การดูแลสุขภาพโดยทั่วไป ร้อยละ 80.1, 73.5, 73.2 ตามลำดับ และไม่มีความมั่นใจในเรื่อง ยารักษาเบาหวาน โภชนบำบัด การดูแลในภาวะพิเศษ ร้อยละ 78.7, 73.5, 41.8 ตามลำดับ มีความมั่นใจทักษะในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ร้อยละ 53.3 โดยมีความมั่นใจในเรื่อง การดูแลโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ร้อยละ 56.8 ไม่มั่นใจในเรื่อง ทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร้อยละ 53.0
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยวิธีการศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตนให้แก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 420 คน ได้รับตอบแบบสอบถามกลับ 347 คน คิดเป็นร้อยละ 82.61 ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม - วันที่ 31 ธันวาคม 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และ ค่าสูงสุด ผลการศึกษา พบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 75.2 อายุเฉลี่ย 37.37 ปี อยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 38.3 สถานภาพสมรส ร้อยละ 61.4 ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข ร้อยละ35.4 ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 83.0 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ มีแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการให้คำแนะนำเรื่องเบาหวานมาจากการอบรม ร้อยละ 83.3 เคยเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับโรคเบาหวานจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นผู้จัดร้อยละ 65.7 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ด้านอาหารของผู้ป่วยเบาหวานสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่ามีความรู้ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 38.9 ดังนั้นควรอบรมให้ความรู้แก่บุคลากร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในส่วนที่ยังขาดความรู้ในการให้คำแนะนำด้านอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ธรรมยุติที่อาพาธด้วยโรคเรื้อรัง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกพระสงฆ์ทั้งหมด 5 รูป เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า การดูแลสุขภาพตนเองของพระสงฆ์ธรรมยุตที่อาพาธด้วยโรคเรื้อรัง ประกอบด้วย ด้านมุมมองของการเจ็บป่วยสามารถแยกออกได้ 3 ข้อ ดังนี้ 1) การเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติ 2) แม้ปฏิบัติสมาธิภาวนาก็เจ็บป่วยได้ 3) ต้องดูแลตนเองก่อน จะพึ่งพาอาศัยคนอื่นเมื่อจำเป็น ในด้านการปฏิบัติตนของพระสงฆ์ธรรมยุตที่อาพาธด้วยโรคเรื้อรังเมื่อเปรียบเทียบกับฆราวาส พระสงฆ์ธรรมยุตจะมีการปฏิบัติที่แตกต่าง 5 ข้อ ดังนี้ 1) การปฏิบัติแบบมุ่งมั่น 2) การฉันอาหาร จะพิจารณาเรื่องการฉันอาหารที่ไม่แสลงกับโรคที่เป็นหรือไม่สบายต่อธาตุขันธ์ 3) การออกกำลังกายพระสงฆ์ธรรมยุตจะเลือกให้เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวัน 4) การไปโรงพยาบาลจะมีโยมอุปัฏฐากไปด้วย โดยแพทย์ผู้ที่จะสัมผัสร่างกายต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น 5) การปฏิบัติสมาธิเดินจงกรม เป็นการได้พักผ่อนร่างกายและจิตใจผ่องใสส่งผลให้ร่างกายมีกำลังขึ้น ในด้านการมีผู้ดูแล พระสงฆ์ธรรมยุตสามารถดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวันตามปกติ แต่เมื่อจำเป็น ผู้ดูแลจะเป็นพระสงฆ์ด้วยกันหรือโยมอุปัฏฐากผู้ชายซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดมาช่วยเหลือดูแล สรุปแล้ว พระสงฆ์ธรรมยุตที่อาพาธด้วยโรคเรื้อรังมีมุมมองของการเจ็บป่วย การปฏิบัติตนและการมีผู้ดูแลแตกต่างจากฆราวาส เนื่องจากข้อวัตรปฏิบัติพระสงฆ์
การศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติชาวลาวในบริบทด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดอุดรธานีโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มในแรงงานข้ามชาติชาวลาวที่เข้ามาทำงานในจังหวัดอุดรธานี จำนวนทั้งสิ้น 23 ราย ช่วงระหว่างเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 52.17 มีอายุเฉลี่ย 27.21 ปี (18-47 ปี) ทุกคนประกอบอาชีพรับจ้างส่วนใหญ่กลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวลาวที่เข้ามาทำงานในจังหวัดอุดรธานีจะมีนายหน้าซึ่งเป็นคนรู้จักหรือเป็นญาติพี่น้องชักชวนให้มาทำงาน การปรับตัวในด้านสุขภาพเมื่อแรงงานกลุ่มนี้เจ็บป่วยเล็กน้อยส่วนใหญ่จะซื้อยาหรือไปที่คลินิกและจ่ายเงินเอง แต่เมื่อเจ็บป่วยรุนแรงจะไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามพบว่าบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มแรงงานไม่มีความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์บัตรประกันสุขภาพในด้านการปรับตัวด้านเศรษฐกิจ กลุ่มแรงงานทุกคนพึงพอใจในรายรับของตนเอง ส่วนในด้านการปรับตัวด้านสังคม ในกลุ่มวัยรุ่น ส่วนใหญ่มีภาวะเครียด และเหงาในช่วงแรกๆที่มาทำงาน เพราะถูกจำกัดบริเวณ บางรายถูกหลอกลวง ไม่จ่ายค่าจ้าง กดขี่ข่มเหง และทำร้ายร่างกายในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ จะมีการปรับตัวได้ดี เพราะอยู่กันเป็นกลุ่มญาติ คนบ้านเดียวกัน ในคนที่แต่งงานกับคนไทย ทุกคนไม่ได้จดทะเบียนสมรส เพราะว่า การจดทะเบียนสมรส จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของผู้ดื่มแอลกอฮอล์ และพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนอายุ10-65 ปี ในจังหวัดอุดรธานี เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ 878 หลังคาเรือน จำนวน 1,756 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนา ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้จำนวน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ค่ามัธยฐาน และพิสัยควอไทล์ ผลการศึกษาความชุกของดื่มแอลกอฮอล์พบผู้ดื่มแอลกอฮอล์ 769 คนคิดเป็นค่าอัตราความชุกร้อย 43.79 (95%CI; 44.47,46.22) พบผู้ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเพศชายดื่มร้อยละ 60.98 เพศหญิงร้อยละ 26.57 จำแนกตามคุณลักษณะดื่มมากสุดได้แก่ ช่วงอายุที่ 51-60 ร้อยละ 49.43 สถานภาพสมรส หย่าร้างหรือเลิกกันดื่มร้อยละ 46.99 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีดื่มร้อยละ 57.14 อาชีพรับราชการดื่มมากสุดร้อย 66.67 รายได้ยู่ในช่วง 10,001-30,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 54.38 เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มร้อยละ 42.43 ส่วนมากดื่มเป็นประจำความเสี่ยงต่ำเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 31.32 ดื่มอย่างหนักร้อยละ 12.47 ในระดับปฐมภูมิควรจัดบริการกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวเป็นอันดับแรก ในระดับทุติยภูมิที่มีคลินิกเลิกเหล้าควรวางแผนในการช่วยเหลือผู้ติดสุราหรือหาแนวทางป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อลด ละเลิกดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบจำลองขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนตำบลหนองหัวคู อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 20 – 60 ปี จำนวน 239 คน สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในเดือน ธันวาคม 2558 ได้รับแบบสอบถามตอบกลับ จำนวน 215 คน คิดเป็นร้อยละ 89.96 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อย ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยคลอไทด์ ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุด ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินกึ่งหนึ่งมีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ ที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ร้อยละ 56.3 มีการรับรู้ทั้ง 6 ปัจจัยหลักตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เพียงร้อยละ 39.5 และมีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ อยู่ในขั้นเริ่มพิจารณา มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 34.0 ผู้วิจัยได้ศึกษาเพิ่มเติม พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในขั้นปฏิบัติสม่ำเสมอ มีการรับรู้ครบทั้ง 6 ปัจจัยหลักตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มากที่สุด ร้อยละ 59.6 และกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในขั้นลงมือปฏิบัติ พบว่า มีการรับรู้ 6 ปัจจัยหลักตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มากที่สุด เช่นเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 53.3 สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในขั้นเริ่มพิจารณา ยังคงมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ พบว่า มีการรับรู้ที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ มากที่สุด ร้อยละ 69.9