วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2562

สารบัญ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2562
ปัจจัยทำนายความผาสุกทางใจของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ความผาสุกทางใจเป็นพลังที่สำคัญในการประคับประคองชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุกทางใจ และปัจจัยทำนายความผาสุกทางใจของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษา โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งจำนวน 67 ราย ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความผาสุกทางใจโดยรวมของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเท่ากับ 51.65 (SD=4.50) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกเข้าพบว่า ความสามารถในการดูแลตนเองและการสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความผาสุกทางใจของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้ ร้อยละ 19.70 (R2=.197, F=5.148, p<.05) โดยตัวแปรที่สามารถทำนายความผาสุกทางใจได้สูงสุด คือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β=.309, p<.05) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β=.268, p<.05)

ความสัมพันธ์ของระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันความสุขกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ความสุข และคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าว ในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 346 คน จากสูตรคำนวณขนาดตัวอย่างประมาณเฉลี่ย กรณีทราบประชากร เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยฉบับสั้น 15 ข้อ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วย Chi-squared test พบว่า อัตราการตอบกลับ ร้อยละ 99.7 โดยกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.1 มีอายุเฉลี่ย 78.48 ±9.04 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 92.5 มีบุตรหลาน เป็นผู้ดูแลหลัก ร้อยละ 82.3 โดยระยะเวลาที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่น้อยกว่า 5 ปี ร้อยละ 80.6 ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มติดบ้าน ร้อยละ 78.9 ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มติดเตียงร้อยละ 21.2 มีสุขภาพจิตในระดับเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 97.4 ส่วนที่เหลือมีระดับสุขภาพจิตน้อยกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 2.6 ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 78.81±14.59 โดยทั้งสี่ด้านมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลางเมื่อทดสอบความสัมพันธ์ของความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ดัชนีชี้วัดความสุขของผู้สูงอายุ กับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง พบว่า ดัชนีชี้วัดความสุขของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value=.003 ดังนั้น จึงควรจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อพฤติกรรมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกสามารถค้นพบได้จากการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้รักษาหายและลดอัตราการตาย การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อพฤติกรรมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพศหญิง อายุ 30-60 ปี ที่อาศัยในเขตพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน (25 คน เป็นกลุ่มทดลองและ 25 คน เป็นกลุ่มควบคุม) โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามค่าความเที่ยงของแบบวัดการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกเท่ากับ 0.89 เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองนาน 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีสัดส่วนพฤติกรรมการคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าก่อนการทดลองและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05) และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05) ผลการศึกษาในครั้งนี้แสดงว่าโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทำให้เพิ่มอัตราการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นจึงควรนำโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนี้ไปใช้กับกลุ่มสตรีอื่นๆ ต่อไป

การรับรู้ชุดสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามกลุ่มวัยของครัวเรือนในจังหวัดอำนาจเจริญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ได้พัฒนาระบบบริหารบริการสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชน โดยระยะแรกเน้นการรับรู้ชุดสิทธิประโยชน์ตามกลุ่มวัย ดังนั้น การวิจัยประเมินผลมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ชุดสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามกลุ่มวัยของครัวเรือน ในจังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดตัวอย่างตามสัดส่วนประชากร ได้กลุ่มตัวอย่าง 1,095 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวแทนครัวเรือนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละ 1 คน จำนวน 2 ครั้ง ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired Sample T-test ผลการศึกษา พบว่า อัตราการตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 91.1 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.9 มีอายุระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 36.1 มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 43.26 ±11.24 ปี มีสถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 76.7 ระดับการศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 42.9 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 66.1 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 5,000 บาท ร้อยละ 63.6 โดยร้อยละ 41.3 มีรายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สิน และใช้สิทธิบัตรทอง ร้อยละ 79.5 ภายหลังการพัฒนาระบบบริหารบริการสุขภาพ ทำให้ประชาชนมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ชุดสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามกลุ่มวัย เพิ่มจาก 3.84±.70 คะแนน เป็น 4.32±.70 คะแนน และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value<.001

รูปแบบการดำเนินงานบำบัดผู้เสพ ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นฐานบริบทพื้นที่ จังหวัดยโสธร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

จังหวัดยโสธร เริ่มดำเนินงานพื้นที่นำร่องในการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ตั้งแต่เดือน มีนาคม พ.ศ. 2561 การศึกษาครั้งนี้ จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงานบำบัดผู้เสพ ผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นฐาน ซึ่งเป็นรูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่ศึกษา คือ ชุมชนที่มีการดำเนินงานบำบัดยาเสพติดโดยชุมชนเป็นฐานในจังหวัดยโสธร 9 แห่ง ที่ดำเนินกิจกรรมตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2561 และผู้ผ่านการบำบัด 29 ราย เก็บข้อมูลด้วยวิธีใช้การสนทนากลุ่ม ร่วมกับการใช้แบบรายงานการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติด (บสต.) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบ 5 ปัจจัยที่ส่งเสริมกระบวนการดำเนินงานบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในพื้นที่ คือ 1. ผู้นำที่มีศักยภาพ 2. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 3. มุมมองวิธีคิดของคนในพื้นที่ 4. สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 5. ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ผลหลังดำเนินการ คือ เกิดศูนย์บำบัดผู้ป่วยยาเสพติดโดยคนในชุมชน มีรูปแบบการบำบัดอย่างง่าย ด้วยวิธีให้คำปรึกษาแบบสั้น และการติดตามแบบไม่เป็นทางการ ผู้ที่ผ่านการบำบัดครบตามกระบวนการทั้งหมด 29 ราย พบว่า มีอัตราการหยุดเสพต่อเนื่อง 3 เดือน ร้อยละ 100

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรม การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก วิธีศึกษาเป็นการสำรวจภาคตัดขวาง (cross-sectional survey) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 240 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.74, 0.94 และ 0.70 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅=12.53, S.D. = 2.08) มีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับสูง (x ̅=4.19, S.D. = 0.45) และมีพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅=2.79, S.D. = 0.28) ด้านความสัมพันธ์ พบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพภาพรวม การรับรู้โอกาสเสี่ยง และการรับรู้ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนครพนม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 357 คน ถูกเลือกโดยการสุ่มแบบเป็นระบบ ตอบแบบสอบถาม ค่าความเที่ยง 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สมการถดถอย พหุโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 43.14 (95%CI: 37.97 to 48.30) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ การสูบบุหรี่ (ORadj= 12.34 ; 95 % CI: 3.31, 45.92) ระดับทัศนคติทางบวกต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ORadj.= 2.90; 95 % CI: 1.79, 4.72) ระดับแรงสนับสนุนทางสังคมทางบวกจากเพื่อน (ORadj= 4.97; 95 % CI: 2.57, 9.59)

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการผ่านเกณฑ์การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 8
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการผ่านเกณฑ์การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 8 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้รับผิดชอบงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 376 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือน มีนาคม ถึงพฤษภาคม 2562 โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยง = 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิงร้อยละ 89.4 มีอายุเฉลี่ย 41.8 ปี อายุราชการเฉลี่ย 18.4 ปี ผลการประเมิน รพ.สต.ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กผ่านเกณฑ์ประเมิน ร้อยละ 96.2, 97.6 และ 93.0 ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการผ่านเกณฑ์ ได้แก่ จำนวนประชากรที่ดูแล (r = -0.401, p<0.0001) สถานะทางการเงิน (r =0.105, p<0.05) นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีความความสัมพันธ์ต่อผลการดำเนินงาน ได้แก่ อายุ (r = -0.144, p<0.05) อายุราชการ (r = -0.150, p<0.05) ประสบการณ์ (r = -0.131, p<0.05) ความรู้ (r = 0.217, p<0.05) และเครือข่าย (r = 0.640, p<0.0001)

ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อระดับภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ด้วยการเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของโรงพยาบาลศรีสงคราม 3 ปี ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2561 จำนวน 2,536 คน และเก็บข้อมูลโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางในกลุ่มตัวอย่าง 316 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.81 ในช่วงเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม พ.ศ.2562 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา OR, 95% CI, Paired sample T-test และ Independent T- test ผลจากการศึกษา พบว่า สถานการณ์ความชุกภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ปี พ.ศ. 2561และปี พ.ศ.2562 มีแนวโน้มภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเพิ่มมากขึ้น โดยตาข้างซ้ายมากกว่าตาข้างขวา (ตาข้างซ้าย ร้อยละ 5.91, 8.48 ตาข้างขวา ร้อยละ 5.56, 5.60 ตามลำดับ) ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุ ≤ 60 ปี การมีความดันโลหิตสูงซิสโตลิค >130mmHg การมีความดันไดแอสโตลิค ≤ 80mmHg การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมีค่า >130mg% ระดับน้ำตาลในเลือดสะสม >7mg% ระดับไขมันโคเลสเตอรอล >170mg/dl ระดับไตรกลีเซอไรด์ >150mg/dl ระดับไขมัน HDL≤ 45mg/dl ระดับไขมัน LDL >100mg/dl และผลการสำรวจ พบว่า พ. ศ. 2562 มีภาวะแทรกซ้อนทางจอประสาทตา มากกว่า พ.ศ. 2561 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับความรุนแรงต่ำกว่าระยะที่สร้างหลอดเลือดใหม่พบว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

การสุขาภิบาลและการปนเปือนเชือจุลินทรีย์ในโรงงานผลิตนําแข็ง จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการสุขาภิบาลของโรงงานผลิตน้ำแข็งในจังหวัดสกลนคร เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตกระบวนการผลิตในโรงงานผลิตน้ำแข็ง จำนวน 25 แห่ง และเก็บตัวอย่างน้ำแข็งจากสถานที่ผลิตเพื่อตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนจุลินทรีย์ ได้แก่ Coliform bacteria, E. coli, Salmonella spp. และ Stapphylococcus aureus ด้วยวิธีการเพาะเชื้อและ Polymerase Chain Reaction ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการผลิตน้ำแข็งของโรงงาน ทั้งหมด 25 แห่ง พบว่า ผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตอาหารที่ดี คิดเป็นร้อยละ 72.00 ส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐานด้านสุขลักษณะของสถานที่ตั้ง และอาคารผลิต ด้านเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และด้านการควบคุมกระบวนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 84.00 และส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านแหล่งน้ำการปรับปรุงคุณภาพน้ำและการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ด้านสารทำความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ ถึงร้อยละ 80.00 ผลการวิเคราะห์การปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีการปนเปื้อนเชื้อ Coliform bacteria ร้อยละ 52.00 พบ Stapphylococcus aureus คิดเป็นร้อยละ 8.00 เชื้อ E. coli คิดเป็นร้อยละ 24.00 และไม่พบเชื้อ Salmonella spp. ตามเกณฑ์มาฐานของกระทรวงสาธารณสุข จะต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในกระบวนการผลิตน้ำแข็ง จากผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนได้ถึงกระบวนการผลิตน้ำแข็งที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบที่จะส่งถึงผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องควบคุม กำกับ ติดตามให้มีการผลิตน้ำแข็งที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยในทุกขั้นตอน