วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2567

สารบัญ ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2567
ประสิทธิผลของจิงจิวอล รีแทรคเตอร์ชนิด HIGH-DENSITY POLYETHYLENE (HDPE) ในการบูรณะโพรงฟันชนิดที่ 5 ด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน
  ดาวน์โหลดแล้ว 2 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของจิงจิวอล รีแทรคเตอร์ ชนิด High-density polyethylene (HDPE) ในการบูรณะโพรงฟันชนิดที่ 5 โดยเปรียบเทียบกับการใช้ด้ายแยกเหงือก (Gingival cord) ในด้านความแนบ ระยะเวลา และความเรียบของพื้นผิวของวัสดุอุดในการบูรณะโพรงฟันซี่ 21 กับฟันซี่ 36 ในโมเดลฟันจำลองชนิดพลาสติก (Dentoform) โดยกรอฟันพลาสติกเป็นโพรงฟันชนิดที่ 5 (Cavity preparation classification V) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ใช้จิงจิวอลรีแทรคเตอร์ ชนิด HDPEจำนวน 28 ซี่ และกลุ่มควบคุมที่ใช้ด้ายแยกเหงือก จำนวน 28 ซี่ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Mann-Whitney U-Test ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองที่ใช้จิงจิวอลรีแทรคเตอร์ชนิด HDPE มีระยะเวลา ความเรียบในการบูรณะโพรงฟันของกลุ่มทดลอง ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้ด้ายแยกเหงือกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความแตกต่างของความแนบในการบูรณะโพรงฟันซี่ 36 ระหว่างกลุ่มที่ใช้จิงจิวอลรีแทรคเตอร์ ชนิด HDPE กับกลุ่มที่ใช้ด้ายแยกเหงือก พบว่า กลุ่มทดลองมีความแนบในการบูรณะโพรงฟันดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่กลับพบว่า ไม่มีความแตกต่างของความแนบในการบูรณะโพรงฟันซี่ 21 ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าจิงจิวอล รีแทรคเตอร์ ชนิด HDPE เป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการบูรณะโพรงฟันชนิดที่ 5 และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรมอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยช่วยลดระยะเวลาของขั้นตอนการรักษา เพิ่มความคงทนและความสะดวกต่อการใช้งาน

การพัฒนารูปแบบการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ: พชอ. ในผู้ใช้ยาเสพติด ประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ในผู้ใช้ยาเสพติด ดำเนินการ ระหว่าง 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566 ในจังหวัดน่าน กาฬสินธุ์ สมุทรปราการ และนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้ยาเสพติด เครื่องมือที่ใช้ แบบประเมินและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติด เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิต ผลการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Komogorov-Smirnov, Paired simple T-test และ ANOVA 4. ประเมินผล พบว่า ขั้นตอนที่ 1 พบรูปแบบ 5 รูปแบบ ได้แก่ การบำบัดโดยชุมชนเป็นฐาน การฟื้นฟูครอบครัว การบำบัดแบบบูรณาการ เพื่อนช่วยเพื่อนและ การฟื้นฟูอาชีพ ขั้นตอนที่ 2 รูปแบบการบำบัดฟื้นฟู 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ ดำเนินการ บำบัดฟื้นฟูและคืนความยั่งยืนสู่ชุมชน ขั้นตอนที่ 3 กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 112 คน มีความแตกต่างคะแนนเฉลี่ย คุณภาพชีวิตก่อนและหลังการบำบัดฟื้นฟู ในภาพรวม ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสิ่งแวดล้อม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value < 0.001

การพัฒนารูปแบบการดำเนินงาน “เบาหวานในระยะสงบ” (Diabetes Remission) จังหวัดอุบลราชธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเบาหวานในระยะสงบ จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยกระบวนการ 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์บริบท สถานการณ์ และรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระยะสงบ ระยะที่ 2 นำผลการศึกษาในระยะที่ 1 มาพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระยะสงบด้วยแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมทฤษฎีของแคปแลนด์ ระยะที่ 3 นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้และประเมินผลการใช้รูปแบบกิจกรรม และระยะที่ 4 การปรับปรุงรูปแบบการจัดการสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานในระยะสงบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระยะสงบ จำนวน 712 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired sample t-test ผลการศึกษา พบว่า ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ก่อนการเริ่มดำเนินงาน Remission เท่ากับ 7.03 mg% และหลังการดำเนินงานเท่ากับ 6.22 mg% เมื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลสะสมในเลือดก่อนและหลังการดำเนินงาน remission มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.005) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และอารมณ์ พบว่าคะแนนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และอารมณ์ หลังดำเนินงาน remission สูงกว่าก่อนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.005)

พฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าและปัจจัยกำหนดสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 357 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงอันดับของสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนเป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.10 มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้า ร้อยละ 96.10 และมีความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารเช้าเฉลี่ย 7.18 คะแนน (SD=+.79) ผู้ปกครองร้อยละ 79.80 เป็นเพศหญิงและจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 32.60 นอกจากนี้มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้า ร้อยละ 95.50 และเตรียมอาหารเช้าให้บุตรหลาน ร้อยละ 90.20 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านนักเรียน และด้านผู้ปกครอง ได้แก่ ความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียน (r=.101) และระดับการศึกษาของผู้ปกครอง (r=.097) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเช้าของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในทางตรงกันข้าม เวลาเข้านอน (r=-.153) และตื่นนอน (r=-.123) ของนักเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับการบริโภคอาหารเช้า (p<.05) เช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการเตรียมอาหารเช้าสำหรับบุตรหลาน (r=-.257) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)

การพยากรณ์จำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์จำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ด้วยวิธีอนุกรมเวลา ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ระหว่างปีงบประมาณ 2556 ถึง 2567 รวบรวมจากระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตัวแบบการถดถอยพหุนาม ตัวแบบทฤษฎีระบบเกรย์ และตัวแบบวิธีบอกซ์และเจนกินส์ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อใช้ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ปีงบประมาณ 2556 ถึง 2566 พัฒนาตัวแบบแล้ว ทุกตัวแบบมีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ต่ำกว่า 10 สามารถใช้พยากรณ์ได้แม่นยำสูง ตัวแบบ GM(1,1) EPC มีค่า MAPE ต่ำสุด 2.55 และมีสัมประสิทธิ์การกำหนดสูงที่สุด 99.21 มีความแม่นยำในช่วงการพัฒนาตัวแบบสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยปีงบประมาณ 2567 ซึ่งประมวลเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2567 มีจำนวน 9,307 ราย หากอยู่ในระหว่างรายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว ถ้าประมาณว่ายังมีข้อมูลผู้ป่วยถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ที่ต้องเข้าระบบอีกประมาณร้อยละ 4.10 แล้ว ตัวแบบ ARIMA(0, 1, 0) with drift พยากรณ์ว่าจะมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงปีงบประมาณ 2567 จำนวน 9,673 ราย เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 ร้อยละ 3.93 ก็จะมีความเหมาะสมใช้เป็นค่าพยากรณ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานสาธารณสุขเกี่ยวกับความชุกของโรคความดันโลหิตสูงต่อไป

ผลการจัดการเรียนการสอนด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความรู้ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดและแก้ปัญหาได้อย่างมีวิจารณญาณ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความรู้ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 119 คน กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 98 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 49 คน คัดเลือกเข้ากลุ่มโดยจับคู่ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันและการสุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจนครบ เก็บรวบรวมข้อมูล 1 สัปดาห์ก่อนและหลังสิ้นสุดดำเนินการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือทดลอง คือ คู่มือการจัดการเรียนการสอน และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบทดสอบความรู้ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.75 และ 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ t-test ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หลังการสอนโดยการใช้ปัญหาเป็นฐาน (M=24.78) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=23.86) การเปรียบเทียบ พบว่า ก่อนและหลังการทดลองความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่แตกต่าง (t =1.840, p-value=.072) ส่วนด้านความรู้ พบว่า กลุ่มทดลองมีความรู้ระดับต่ำ มากกว่ากลุ่มควบคุม (77.60% เทียบกับ 63.30%) คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลอง 14.84 (SD=3.01) และ 14.43 (SD=0.20) เมื่อเปรียบเทียบ พบว่า ความรู้หลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่าง (t=1.348, p-value=.181) สรุป การสอนด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณในนักศึกษาพยาบาลได้ ดังนั้น การเรียนการสอนด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐาน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายวิชา และทุกรายวิชา และเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยรวม และด้านการรวบรวมข้อมูล ด้านการประเมินความสมเหตุสมผล

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของทหารประจำการศูนย์การบินทหารบก จังหวัดลพบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มกาแฟและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านลักษณะงาน และปัจจัยด้านความเครียดกับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของทหารประจำการ ศูนย์การบินทหารบก จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 301 คน เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงอันดับของสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคกาแฟ (ร้อยละ 67.40) เป็นเพศชาย (ร้อยละ 96.70) อายุเฉลี่ย 31.79 ปี (S.D. = 9.028) ศึกษาระดับอนุปริญญา และ ปวส. (ร้อยละ 54.70) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 22,315.55 บาท (S.D. = 11,743.58) มีหนี้สิน (ร้อยละ 68.40) มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (ร้อยละ 57.80) มีอายุราชการเฉลี่ย 10.45 ปี (S.D. = 9.384) ส่วนใหญ่ชั้นยศนายทหารชั้นประทวน (ร้อยละ 70.80) มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานในเวลาราชการเฉลี่ย 7.96 ชั่วโมง/วัน (S.D. = 3.274) มีระยะเวลาในการเข้าเวร 21 ชั่วโมงขึ้นไป/วัน (ร้อยละ 93.70) และมีความเครียดระดับสูง (ร้อยละ 45.20) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ ระดับการศึกษา ภาวะหนี้สิน พฤติกรรมการสูบบุหรี่) ปัจจัยด้านลักษณะงาน (ระยะเวลาในการเข้าเวร) และปัจจัยด้านความเครียด มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคกาแฟของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)

เปรียบเทียบประสิทธิผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดระหว่าง Matrix Program กับ CBTx ในคลินิกยาเสพติดและสุขภาพจิต โรงพยาบาลทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร
  ดาวน์โหลดแล้ว 2 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง เพื่อศึกษาแบบแผนการบําบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด และเปรียบเทียบประสิทธิผลการบำบัดรักษาระหว่าง Matrix Program (MP) กับ Community Based Treatment (CBTx ) ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยยาเสพติดที่รักษาด้วย MP กับ CBTx เดือนธันวาคม 2565 – ธันวาคม 2566 จำนวน 125 คน เป็นกลุ่ม MP จำนวน 60 คน กลุ่ม CBTx จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึก และระเบียนข้อมูลจากฐานข้อมูล (Query Database) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน ได้แก่ Chi-square test หรือ Fisher exact test ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบำบัดรักษา พบว่าระยะบำบัดรักษา ทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกัน และระยะติดตาม ในภาพรวมสามารถติดตามผู้ป่วยได้ จำนวน 118 คน ร้อยละ 94.4 ผลการติดตามที่ 2 สัปดาห์ - 3 เดือน กลุ่ม MP และกลุ่ม CBTx ไม่กลับไปเสพซ้ำ ร้อยละ 46.7 และ 93.1 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการไม่กลับไปเสพซ้ำหลังการบำบัดที่ 2 สัปดาห์ - 3 เดือน ทั้งกลุ่ม MP และกลุ่ม CBTx ได้แก่ เพศ และการใช้สารเสพติดประเภทบุหรี่ และสุรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05