วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2558
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการบำบัด รักษาผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่ตำบลนาแขม อำเภอเมือง จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นกลุ่มผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษายาเสพติดในพื้นที่ตำบลนาแขม อำเภอเมือง จังหวัดเลย ที่เป็นคนไทยและ มีรายชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนฐานข้อมูลในระบบรายงาน บสต. ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2546 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ.2557 ทั้งหมดจำนวน 261 คน โดยคัดลอกข้อมูลฐาน บสต. 3 และ บสต. 5 ที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมือง จังหวัดเลย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ในช่วง 20 – 30 ปี และไม่เคยเข้ารับการรักษามาก่อน เข้ารับการรักษาแบบบังคับบำบัดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การติดตามผลผู้ผ่านการบำบัดรักษาพบว่าส่วนใหญ่นัดให้ผู้ผ่านการบำบัดมาพบที่หน่วยงานและทางจดหมาย/โทรศัพท์ แต่มีเพียงร้อยละ 7.50 ที่ไปเยี่ยมบ้านผู้ผ่านการบำบัด โดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ และตรวจพบสารเสพติดเพียงร้อยละ 2.00 ส่วนการยอมรับจากสังคมพบว่าครอบครัวยอมรับ/ให้ความช่วยเหลือมากกว่าชุมชน ดังนั้นในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ควรผลักดันมาตรการลดมลทินทางสังคม และเพิ่มการยอมรับของชุมชน มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดสามารถเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนได้ รวมถึงสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติโดยไม่หวนกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการป้องกันโรคฟันผุ ของอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ประชากร คือ อาสาสมัครสาธารณสุขในเขตอำเภอเมือง 2,402 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) ได้ 289 คน เก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามชนิดอ่านตอบเองในเดือน ธันวาคม 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและไคสแคว (Chi square) ผลการศึกษาพบว่าได้รับการตอบกลับร้อยละ 87.80 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 85.40 อายุเฉลี่ย 45 ปี สถานภาพสมรสคู่ร้อยละ 87.00 จบชั้นประถมศึกษาร้อยละ 47.60 รองลงมา คือ มัธยม ศึกษาร้อยละ 44.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 8,390 บาท ระยะเวลาการทำงานเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขเฉลี่ย 10 ปี อาสาสมัครสาธารณสุขมีความรู้ในการป้องโรคฟันผุในระดับพอใช้ร้อยละ 82.70 ทัศนคติระดับพอใช้ร้อยละ 79.10 และมีพฤติกรรมในการป้องโรคฟันผุในระดับพอใช้คิดเป็นร้อยละ 68.90
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหนองบัวลำภูและเพื่อเปรียบเทียบความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคมตามปัจจัยบุคคล ประสบการณ์ และช่องทางการรับรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกันตนที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหนองบัวลำภู จำนวน 210 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบทดสอบระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แบบทดสอบได้รับการตอบกลับจำนวน 204 คน คิดเป็นร้อยละ 97.10 ผลการศึกษาพบว่าผู้ประกันตนมีระดับความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกันสังคมพื้นฐานและความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคมทั้ง 7 กรณีอยู่ในระดับต่ำ โดยจากคำถามทั้งหมด 39 ข้อ คะแนนเฉลี่ยความรู้ = 13.99, S.D. = 7.41 และเมื่อจำแนกตามรายข้อพบว่าผู้ประกันตนประมาณสามในสี่ ตอบถูกต้องเกี่ยวกับผู้ประกันตนสามารถเข้ารับรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ระบุชื่อในบัตรรับรองสิทธิโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ประกันตนต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี บริบูรณ์ และการประกันสังคมมีแหล่งเงินทุนจากการจ่ายสมทบร่วม ซึ่งจ่ายโดยนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล (ร้อยละ 71.10-74.50) และข้อที่ตอบถูกประมาณสองในสาม คือเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย คือ 13,000 บาท/ครั้ง ส่วนประเด็นอื่นๆ ตอบถูกต่ำกว่า ร้อยละ 60.00 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบปัจจัยบุคคลกับระดับความรู้ของผู้ประกันตน พบว่าอายุงานที่เป็นผู้ประกันตนและประสบการณ์การเคยเข้ารับอบรม/ชี้แจงจะมีค่าเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นทุกหมวดความรู้
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาอาน จังหวัดเลย จำนวน 105 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ในช่วงเดือน ธันวาคม 2557 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.20 มีความรู้อยู่ในระดับพอใช้ มีผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 69.50 และคนส่วนใหญ่ร้อยละ 94.30 ตอบถูกว่าการควบคุมอาหารประเภทไขมันสูง และไม่รับประทานอาหารรสเค็ม จะป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ แต่เพียงร้อยละ 54.00 ทราบว่าเกลือมีโซเดียม และร้อยละ 58.00 ทราบว่าน้ำปลามีโซเดียม คำถามที่ตอบถูกน้อยที่สุด คือ เมื่อมีอาการใจสั่น ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตอบถูกร้อยละ 7.60 โดยส่วนใหญ่ พฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ได้แก่ การไม่เติมน้ำปลาในอาหารที่ปรุงเสร็จ ร้อยละ 95.20 การรับประทานอาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปต่างๆ และอาหารที่มีรสเค็ม การปฏิบัตินานๆ ครั้ง ร้อยละ 88.60
การศึกษาเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเหมืองแบ่ง ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ทำการสุ่มตัวอย่างเกษตรกรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จำนวน 420 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่าง เดือน ธันวาคม 2557 – กุมภาพันธ์ 2558 โดยได้รับการตอบกลับ 373 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 88.80 วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร้อยละ 88.80 เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากอันตรายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร้อยละ 51.20 ได้รับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์ ร้อยละ 64.90 เกษตรกร ที่เคยแพ้สารเคมี ร้อยละ 15.50 ใช้สารชีวภาพในการกำจัดศัตรูพืช ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 21.40 ความรู้อยู่ในระดับดี ร้อยละ 57.90 และมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับเหมาะสม ร้อยละ 78.60
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi experiment) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนหลัง (one group pre-post test design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนเพื่อการป้องกันการสูบบุหรี่ และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน พื้นที่ศึกษาเป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนสมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ ก่อน และหลังการทดลอง (Post – test) ด้วยสถิติเชิงวิเคราะห์ด้วย T – test (Dependent Samples) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.05 ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลองและระยะเวลาติดตามประเมินผล 1 เดือน นักเรียนมีสมรรถนะแห่งตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ สูงกว่าก่อนการทดลองเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และนักเรียนมีพฤติกรรมในการป้องกันการสูบบุหรี่ สูงกว่าก่อนการทดลองเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนเพื่อการป้องกันการสูบบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น สามารถเพิ่มสมรรถนะและพฤติกรรมในการป้องกันการสูบบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้ ดังนั้นควรมีการนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นด้านอื่นๆ เช่น การป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ การป้องกันมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การป้องกันการใช้สารเสพติดอื่นๆ ต่อไป
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) กลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมการลดน้ำหนัก โดยประยุกต์แนวคิดแรงจูงใจและความสามารถแห่งตน ต่อการลดน้ำหนัก ลดพุงของอาสาสมัครสาธารณสุข ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การส่งเสริมการออกกำลังกาย และการควบคุมอารมณ์และความรู้สึกขณะลดน้ำหนัก กลุ่มตัวอย่าง คืออาสาสมัครสาธารณสุข ที่มีรอบพุงมากเกินเกณฑ์ และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ paired t – test และการทดสอบ chi – square รูปแบบประกอบด้วยจัดกิจกรรมเข้าค่ายพิชิตอ้วน พิชิตพุง พักค้างใช้ระยะเวลา 3 วัน จัดกิจกรรมโดยให้กลุ่มตัวอย่างได้ฝึกปฏิบัติในภารกิจ 3 อ. คือ 1) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เน้นหลักการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก 2) การออกกำลังกาย เน้นหลักการออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักและรอบพุง 3) การควบคุมอารมณ์และความรู้สึกขณะลดน้ำหนัก ผลการศึกษาพบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักลดลง ร้อยละ 76.50 น้ำหนักเท่าเดิม ร้อยละ 20.60 น้ำหนักเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.90 กลุ่มตัวอย่างมีรอบเอวลดลง ร้อยละ 76.50 รอบเอวเท่าเดิม ร้อยละ 20.6 รอบเอวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.90 ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มตัวอย่างมีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 29.57 หลังเข้าร่วมกิจกรรมมีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 28.74 และเปรียบเทียบระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการปฏิบัติตัว และดัชนีมวลกายสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <0.001
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Two group pretest – posttest designed) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการโรงพยาบาลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน ซึ่งมีคุณลักษณะ ใกล้เคียงกัน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานตามกรอบแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ผ่านการทดสอบความตรงและความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ .80 และ .75 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบด้วยสถิติ Independent paired t–test ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการรับรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานตามกรอบแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานหลังการใช้โปรแกรม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยใช้กรอบแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและทฤษฎีการรับรู้ความสามารถในตนเอง ส่งผลที่ดีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของครู และศึกษาคุณภาพการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก เก็บรวบรวมข้อมูลจากครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จำนวน 70 คน โดยใช้แบบสอบถาม แบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงวิเคราะห์ด้วยสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปากของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 98.60 ปัจจัยนำในการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ด้านความรู้เรื่องโรคมือ เท้า ปาก อยู่ในระดับสูงมากที่สุด ร้อยละ 82.85 และมีทัศนคติในการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก อยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด ร้อยละ 51.42 ปัจจัยเอื้อในการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปากด้านความพอเพียงของทรัพยากรอยู่ในระดับสูงมากที่สุดร้อยละ 90.00 ปัจจัยเสริมในการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ด้านการได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด ร้อยละ 55.72 ปัจจัยนำด้านความรู้และทัศนคติในการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของครู ปัจจัยเอื้อด้านความพอเพียงของทรัพยากรในการควบคุมและป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ปัจจัยเสริมด้านการได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจัยทั้ง 3 ด้าน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคมือ เท้า ปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า .01
การศึกษาชนิดสองกลุ่มก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุตำบลนาใต้ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน ถูกเลือกแบบการเลือกกลุ่มตัวอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ประกอบด้วยการจับสลากได้หมู่บ้านในเขตตำบลนาใต้เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือน กันยายน 2557 ระยะการทดลองประกอบด้วย 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 ขั้นการพัฒนาโคร่งร่างโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุระยะที่ 3 การทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ ระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อน หลังเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มตัวอย่างระหว่างก่อนทดลองกับหลังการทดลองของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value <0.05 ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุต่อไป ผู้วิจัยได้มีการเสนอแนะให้มีการศึกษาติดตามระยะยาวเพื่อยืนยันความยั่งยืนของผลที่ได้รับ