วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2563

สารบัญ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2563
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งของนักศึกษาที่อาศัยในหอพักของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑล
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งของนักศึกษาที่อาศัยในหอพัก เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาที่อาศัยในหอพักของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑล จำนวน 300 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ระหว่างเดือนมิถุนายน 2562 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.70-0.74 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 18-20 ปี มีความรู้และทัศนคติต่อการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 72.3 และ 59.0ตามลำดับ และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งอยู่ในระดับเหมาะสม ร้อยละ 57.3 ผลการวิเคราะห์ พบว่า ความรู้และทัศนคติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r= 0.212 และ 0.457 ตามลำดับ)

ความรู้เท่าทันสารเสพติดกับการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยชนิดภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เท่าทันสารเสพติดกับการดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัย จำนวน 360 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบไคสแควร์ และ Multinomial logistic regression ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.1) มีอายุเฉลี่ย 19.6 ปี มีความคาดหวังในผลลัพธ์เชิงบวกของการดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูง ร้อยละ 60.6 และมีความคาดหวังในผลลัพธ์เชิงลบของการดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูง ร้อยละ 50.6 ดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 52.3 และมีความรู้เท่าทันสารเสพติดระดับสูง ร้อยละ 73.6 ส่วนพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ำ ร้อยละ 36.7 และดื่มแบบเสี่ยง ร้อยละ 15.6 ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เท่าทันสารเสพติดกับการดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อควบคุมตัวแปรกวน พบว่า ความรู้เท่าทันสารเสพติดระดับต่ำมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการดื่มแอลกอฮอล์แบบเสี่ยง และการดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (aOR=2.96, 95%CI: 1.35,6.48; aOR=2.62, 95%CI: 1.36, 5.03 ตามลำดับ) ผลการศึกษาชี้ว่า พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาได้รับอิทธิพลมาจากความรู้เท่าทันสารเสพติด ดังนั้นการป้องกันและลดโอกาสเสี่ยงต่อการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษา ควรมีการพัฒนาทักษะความรู้เท่าทันสารเสพติดให้กับนักศึกษาด้วย

ผลลัพธ์ของแนวปฏิบัติการพยาบาลต่อระดับการเคลื่อนไหว และภาวะท้องอืดในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหลังผ่าตัด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลต่อระดับการเคลื่อนไหว ภาวะท้องอืดในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหลังผ่าตัดในหอผู้ป่วยวิกฤต ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2562 – มกราคม 2563 จำนวน 38 ราย แบ่งเป็นกลุ่มละ 19 ราย โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามแนวปฏิบัติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากพยาบาลที่ผ่านการอบรมจำนวน 42 ท่าน ผู้ป่วยได้รับการสอนด้วยสื่อวีดีทัศน์ และคู่มือการเคลื่อนไหววันละ 2 ครั้ง ประเมินผลทั้งสองกลุ่มโดยใช้ ICU mobility scale แบบประเมินท้องอืด โดยเก็บข้อมูลในวันแรกและก่อนจำหน่ายผู้ป่วย ประเมินความพึงพอใจของพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Fisher's exact test และ Independent t-test ผลวิจัยพบว่า ระดับการเคลื่อนไหวกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าเฉลี่ยคะแนนและความรุนแรงภาวะท้องอืดกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้แนวปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด การวิจัยนี้พบว่า แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มระดับการเคลื่อนไหวและลดภาวะท้องอืด ดังนั้นจึงควรนำมาประยุกต์ใช้เพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีหลังผ่าตัดในหอผู้ป่วยวิกฤตต่อไป

ผลของโปรแกรมให้ความรู้ในการดูแลเท้าและการนวดเท้าด้วยตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอาการชาเท้า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านไก่คำ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้ในการดูแลเท้าและการนวดเท้าด้วยตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านไก่คำ ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 28 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูล ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 – มีนาคม 2562 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.43 มีอายุระหว่าง 45-59 ปี ร้อยละ 75 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 85.71 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 42.86 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 71.43 ส่วนใหญ่ไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 92.86 มีระยะเวลาเป็นเบาหวาน 5-10 ปี ร้อยละ 64.29 ไม่เคยมีแผลที่เท้า ร้อยละ 82.14 และระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมไม่ได้ตามเป้าหมาย (>130 mg/dl) ร้อยละ 57.14 ภายหลังการทดลองผู้ป่วยมีความรู้ระดับมากเพิ่มจากก่อนทดลองร้อยละ 50.00 เป็นร้อยละ 82.17 มีสภาวะเท้าด้านระบบไหลเวียนโลหิตด้านระบบประสาทส่วนปลาย และโดยรวมผิดปกติลดลงจากก่อนทดลอง ร้อยละ 71.14, 71.14 และ 67.86 เป็น ร้อยละ 57.14, 57.14 และ 46.53 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลเท้า และสภาวะเท้าโดยรวมของผู้ป่วยเบาหวาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกโรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความอยู่ดีมีสุขผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกในโรงเรียนผู้สูงอายุ ประชากรเป็นผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกในโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดเพชรบูรณ์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 39 แห่ง ในปี พ.ศ.2562 ทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 1,179 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเองวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Multiple logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุระหว่าง 66-70 ปี มีความอยู่ดีมีสุข ร้อยละ 74.64 รู้สึกสงบและผ่อนคลาย ร้อยละ 38.50 และส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ ร้อยละ 43.26 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุต่อการได้รับบริการของโรงเรียนผู้สูงอายุ [AOR]= 5.09 และการปฏิบัติธรรม [AOR]= 5.03

อาการผิดปกติในผู้ใช้เมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดแบบค่าย ประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายพฤติกรรมและอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการใช้ เมทแอมเฟตามีน โดยใช้ข้อมูลการสำรวจประเทศไทย ในปี 2561 สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ได้จำนวน 1,649 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้จำนวน, ร้อยละ, ไคสแควร์, สหสัมพันธ์ ฟี, อัตราส่วนออด, ระดับนัยสำคัญ < 0.05 กลุ่มตัวอย่าง 1,649 คน มีอาการผิดปกติ 1,169 คน (70.90%) ในกลุ่มที่ใช้เมทแอมเฟตามีนมากกว่าหนึ่ง 1 ครั้ง/วัน มีโอกาสเกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากกว่ากลุ่มที่ใช้ครั้งเดียว/วัน (COR 1.315, 95% CI 1.064-1.625) หุนหันพลันแล่นเพิ่มขึ้นมากกว่า (COR 1.305, 95% CI 1.055-1.614) มีอาการหงุดหงิดมากกว่า (COR 1.232, 95% CI 1.031-1.584) อาการผิดปกติด้านร่างกาย พบว่า ในผู้ที่ใช้เมทแอมเฟตามีนมากกว่า 1 ครั้ง/วัน มีโอกาสเกิดอาการหัวใจเต้นเร็วมากกว่าผู้ใช้เมทแอมเฟตามีน ครั้งเดียว/วัน (COR 1.365, 95% CI 1.095-1.700) ความตึงตัวของกล้ามเนื้อมากกว่า (COR 1.328, 95% CI 1.083-1.628) และเหงื่อออกเพิ่มขึ้น มากกว่า (COR 1.374, 95% CI 1.106-1.707), กลุ่มอาการผิดปกติทางจิต ในผู้ใช้เมทแอมเฟตามีนมากกว่า 5 เม็ดต่อสัปดาห์ มีโอกาสเกิดอาการกระสับกระส่าย (COR 4.156, 95% CI 1.203-14.328), อาการหลงผิด (COR 4.078, 95% CI 1.181-14.081) มากกว่าผู้ที่ใช้เมทแอมเฟตามีนน้อยกว่า 5 เม็ด/สัปดาห์ และมีโอกาสเกิดอาการประสาทหลอนมากกว่า (COR 3.663, 95% CI 1.064-12.612)

ผลการส่งเสริมพฤฒพลังต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการส่งเสริมพฤฒพลังในผู้สูงอายุตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้สูงอายุ 126 คน และผู้เกี่ยวข้อง 14 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบเอง, สนทนากลุ่ม, สัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับดี คือ การดูแลตนเองทั่วไป, ตามระยะพัฒนาการและเมื่อมีภาวะเบี่ยงเบน ค่าเฉลี่ย 1.55, 1.49, 1.49 ตามลำดับ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการดูแลตนเองมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

การประเมินผลโครงการกระเป๋ายาสมุนไพรในครัวเรือน อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการกระเป๋ายาสมุนไพร ในครัวเรือน ในพื้นที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มบุคคลที่เข้าร่วมสนทนากลุ่มและให้ข้อมูลสำคัญของโครงการ ได้แก่ แกนนำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน และคณะทำงาน (ซึ่งเลือกแบบเจาะจง) จำนวน 47 คน และ 2) กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวน 355 คน ใช้การสุ่มอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติพรรณา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า มีครัวเรือนเข้าร่วม จำนวน 3,099 ครัวเรือน ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจการดูแลสุขภาพเบื้องต้นด้วยยาสมุนไพร ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่พึงพอใจในโครงการ ซึ่งข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนครัวเรือน จำนวน 355 คน พบว่า มีพฤติกรรมการใช้ยาแคปซูลขมิ้นชัน ร้อยละ 35.21 ส่วนใหญ่มีระดับความรู้เรื่องสุขภาพในระดับดี ร้อยละ 65.4 ("X" ̅ = 15.81 , SD. = 2.14) มีความพึงพอใจต่อโครงการกระเป๋ายาสมุนไพรประจำครัวเรือนในภาพรวมปานกลาง ร้อยละ 55.8 พบความสัมพันธ์ระหว่างการเจ็บป่วยในระหว่าง 3 เดือนที่ผ่านมา และอาการเจ็บป่วยกับการใช้ยาสมุนไพรในครัวเรือนของประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

ผลของการสนับสนุนทางสังคมต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซี ในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2: การทบทวนวรรณกรรม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล คือ การสนับสนุนทางสังคม ด้วยเหตุนี้จึงมีงานวิจัยที่หลากหลายเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคมในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลของการสนับสนุนทางสังคมต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซีผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จากการสืบค้นงานวิจัยปฐมภูมิ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 – 2562 พบรายงานวิจัย 383 เรื่องที่ศึกษาเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคม ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด 18 เรื่อง แบ่งเป็นงานวิจัยทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม จำนวน 6 เรื่อง งานวิจัยแบบกึ่งทดลอง จำนวน 11 เรื่อง และการวิจัยแบบผสมผสาน 1 เรื่อง ผลการทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้พบว่า การสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลให้ระดับฮีโมโกลบินเอวันซีลดลง ประกอบไปด้วย ผู้ให้การสนับสนุนทางสังคม รูปแบบการสนับสนุนทางสังคม วิธีการสนับสนุนทางสังคม โดยผู้สนับสนุนทางสังคมเป็นบุคคลในครอบครัว และอาศัยอยู่ร่วมกัน การสนับสนุนทางสังคมต้องนำครอบครัวเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะโรคที่เป็นอยู่ และการควบคุมระดับน้ำตาล วิธีการสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนทางด้านจิตใจและอารมณ์ การสนับสนุนทางสังคมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับประสิทธิผลของโปรแกรมป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัจจุบันพบปัญหาวัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและเศรษฐกิจ การทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับประสิทธิผลของโปรแกรมป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552-2562 จำนวน 8 เรื่อง โดยใช้เครื่องมือการศึกษาจากสถาบันโจแอนนาบริกส์ วิเคราะห์ข้อมูลแบบบรรยาย ผลลัพธ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า 1) การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 2) การให้ความรู้โดยใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น การบรรยาย การแสดงบทบาทสมมติ การอภิปรายกลุ่ม การใช้สื่อมัลติมีเดีย การสาธิตย้อนกลับ 3) การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้