วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2566
การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กระบวนการสัมภาษณ์สร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมสุขภาพและความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังได้รับกระบวนการสัมภาษณ์สร้างแรงจูงใจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจงจำนวน 31 คน อายุระหว่าง 35-60 ปี รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพและค่าเฉลี่ยความดันโลหิตก่อนและหลังการทดลองโดยใช้สถิติทดสอบ paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.001) จำแนกรายด้าน พบว่าคะแนนพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายแตกต่างสูงที่สุด (t = 5.24, p<.001) และด้านการจัดการความเครียดแตกต่างต่ำที่สุด (t = 1.93, p<.05) และพบว่าระดับความดันโลหิตซิสโตลิค เฉลี่ย 133.20 mmHg. ระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิคเฉลี่ย 78.33 mmHg. ที่ลดลงมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.001)
การวิจัยในชั้นเรียนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชาวิจัยด้านสาธารณสุข และความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน สำหรับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2564จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการเรียนรู้ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน แบบวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา และแบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบทดสอบ และประเมินการให้คะแนนแบบรูบริค รวมระยะเวลาดำเนินการวิจัยทั้งสิ้น 2 ภาคการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า หลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยของผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา ในด้าน 1) จริยธรรมและจรรยาบรรณการทำวิจัยสาธารณสุข (CLO 1-CLO 2) 2) ความรู้ในการทำวิจัยสาธารณสุข (CLO 3) 3) ทักษะด้านการทำวิจัยสาธารณสุข (CLO 4- CLOs 9) และ 4) ลักษณะนิสัย และค่านิยมในการทำวิจัยสาธารณสุข (CLO 10) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) นอกจากนี้พบว่านักศึกษามีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานในระดับมาก (x ̅ = 32.14, SD = 4.021)
การวิจัยเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับน้ำตาลในเลือด คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วยรับบริการที่คลินิกหมอครอบครัวโรงพยาบาลน้ำพอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มรับบริการจากคลินิก NCD และกลุ่มรับบริการจากทีมสหวิชาชีพ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด แบบประเมินคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มรับบริการจากคลินิก NCD และกลุ่มรับบริการจากทีมสหวิชาชีพ มีน้ำตาลสะสมในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติเท่ากับ ร้อยละ 15.79 และ ร้อยละ 52.63 ตามลำดับ ค่ามัธยฐานน้ำตาลสะสมในเลือดเปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มรับบริการจากคลินิก NCD มีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพทั้ง 5 ด้าน ระดับปานกลาง – สูง กลุ่มรับบริการจากทีมสหวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตระดับสูงทุกด้าน ค่ามัธยฐานคะแนนคุณภาพชีวิต 5 ด้าน เปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภาพรวมความพึงพอใจต่อคุณภาพการบริการทั้ง 2 กลุ่ม ระดับสูง ค่ามัธยฐานคะแนนความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการที่ได้รับเปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่มพบว่าไม่แตกต่างกัน
โรคเบาหวานก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังทางสุขภาพ และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา ผู้ป่วยเบาหวานของ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการหาวิธีป้องกันกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานเพื่อลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนาโปรแกรม และศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยชุดบริการส่งเสริมสุขภาพรูปแบบใหม่สำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานใน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี กลุ่มทดลอง 105 คน และกลุ่มควบคุม 111 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired T-test และ chi-square ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังจบโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ระดับน้ำตาลในเลือด และคะแนนเสี่ยงเป็นเบาหวาน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีเพียงคะแนนเสี่ยงเป็นเบาหวานเท่านั้นที่ลดลง และเมื่อเปรียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว และคะแนนเสี่ยงเป็นเบาหวาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพรูปแบบใหม่มีความสามารถในการป้องกันกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ไม่ให้เกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้ ดังนั้นโปรแกรมนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันโรคเบาหวานได้
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังพบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้การศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 ธันวาคม 2565 จำนวน 612 คน กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยเสียชีวิต ด้วยโรคปอดบวมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 204 คน กลุ่มควบคุมเป็นผู้ป่วยไม่เสียชีวิต จำนวน 408 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปี (ORadj 55.23, 95% CI = 28.77 -106.05, p-value <0.001) มีโรคประจำตัว ได้แก่ วัณโรค (ORadj 11.80, 95% CI = 2.54 -54.73, p-value 0.002) เบาหวาน (ORadj 9.07, 95% CI = 1.52 – 54.28, p-value 0.016) ความดันโลหิตสูง (ORadj 4.29, 95% CI = 1.59-11.60, p-value 0.004) และไม่ได้รับวัคซีน (ORadj 2.00, 95% CI = 1.14 – 3.49, p-value 0.015)
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียการเกิดอุบัติเหตุทางถนน จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบรวบรวมสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบเครื่องหมาย Wilcoxon และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย การปลุกระดมความร่วมมือจากชุมชน ปลูกจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย ปลอดภัยด้วยธรรมนูญชุมชน ปรับปรุงถนนและสภาพแวดล้อม และประเมินแล้วปรับปรุง ส่งผลให้จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ระหว่างปีงบประมาณ 2562 - 2565 มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับอัตราตายจากอุบัติเหตุต่อประชากรแสนคน จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุรายเดือนเปรียบเทียบระหว่างก่อน-หลังการใช้รูปแบบพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแอพพลิเคชันช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน ในจังหวัดสกลนคร ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน 2566 รวบรวมข้อมูลจากแบบคัดลอกข้อมูลโปรแกรม Thai ACS Registry และโปรแกรม Hospital Management Information (HMS) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจ ร้อยละ 38.7 มีประวัติการสูบบุหรี่ร้อยละ 63.6 เมื่อมีการใช้แอพพลิเคชัน SAKON NAKHON MODEL แล้ว พบว่าประสิทธิผลของแอพพลิเคชันช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้านมิติเวลา คือ ระยะเวลาจากการแจ้งเหตุถึงศูนย์สั่งการ ระยะเวลาจากศูนย์สั่งการถึงจุดเกิดเหตุ และระยะเวลาจากการแจ้งเหตุถึงโรงพยาบาล เร็วกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนระยะเวลาจากจุดเกิดเหตุถึงโรงพยาบาล เร็วกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็กวัยเรียน กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งเด็กวัยเรียนจำเป็นต้องมีพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำที่เหมาะสม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจมน้ำในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี พื้นที่อำเภอเมืองสกลนคร โดยใช้ข้อมูลรายงานย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561-2565) โดยเป็นผู้ป่วยจมน้ำ 16 ราย ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและไคสแควร์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่จมน้ำในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2565 มีผู้เสียชีวิตสูงสุดใน ปี พ.ศ. 2561 ที่ 50.0% อายุเฉลี่ย 7 ปี และอายุน้อยที่สุด คือ 3 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 68.8% ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในการจมน้ำ คือ การจมน้ำจากอุบัติเหตุ การเล่นน้ำที่บ่อน้ำในไร่นา การควบคุมดูแล โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05).