วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2562
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังทดลอง มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ คือ ผู้สูงอายุ ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 40 คน คัดเลือกโดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กำหนดคุณสมบัติของกลุ่ม คือ 1) เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ 2) อายุ 60 ปีขึ้นไป 3) มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 4) สื่อสารเข้าใจ 5) สามารถเคลื่อนไหวปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้ 6) ยินดีร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและร่วมกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ มีค่า Cronbach’s alpha เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p <.001) จากผลการวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุช่วยให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น ดังนั้นจึงควรนำโปรแกรมฯ ไปใช้กับผู้สูงอายุกลุ่มอื่นๆ ให้กว้างขวางและต่อเนื่อง
การวิจัยประเมินผลนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพททริค 2 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ประเมินผลปฏิกิริยา และระดับที่ 2 ประเมินผลการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการบริหารหรือปฏิบัติหน้าที่ทางการบริหารในกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามการประเมินผลการจัดอบรม และแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่อยู่ในสังกัดหน่วยงานราชการ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นเพศหญิง จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอายุเฉลี่ย 45.40 ปี (SD. = 7.31) ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อความเหมาะสมของหลักสูตร เนื้อหาวิชา วิทยากร/เทคนิคการสอน และกระบวนการจัดการฝึกอบรมในระดับมาก (x ̅= 4.66, SD. = 0.74) ความคิดเห็นต่อระดับความรู้ของตนเองก่อนการฝึกอบรมเฉลี่ย 4.13 คะแนน (SD.= 1.84)และหลังการฝึกอบรมเฉลี่ย 4.63 คะแนน (SD.=0.70) คะแนนก่อนและหลังการฝึกอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)
การวิจัยเชิงคุณภาพชนิดปรากฏการณ์วิทยานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายและอภิปรายการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของชุมชนลิตเติ้ลอิตาลีในประเทศสหรัฐอเมริกาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากชุมชนลิตเติ้ลอิตาลีในนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ยินดีให้ข้อมูล จำนวน 5 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนลิตเติ้ลอิตาลี ตั้งมานานกว่า 100 ปี ผ่านการปรับตัวต่างวัฒนธรรม ชาวชุมชนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนให้กำเนิดบุตรหลาน และสืบทอดกิจการของครอบครัวอย่างภาคภูมิใจแบบรุ่นต่อรุ่น โดยสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ที่มาจำหน่ายทั้งหมดจากอิตาลี การดำรงชีวิตอาศัยรายได้ที่ได้จากการเปิดร้านนี้ ผลการศึกษาให้องค์ความรู้ที่สำคัญ คือ ผู้ที่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ได้อย่างมีความสุข จะสามารถใช้ชีวิตภายใต้วัฒนธรรมใหม่นั้นได้ต่อไปซึ่งรูปแบบการปรับตัวภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ของแต่ละคนจะมีรูปแบบเฉพาะเป็นของตนเอง
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีแบบแผนการวิจัยสองกลุ่มเปรียบเทียบก่อน-หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับทักษะสมองในเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการสอน โดยใช้กิจกรรมเสริมทักษะสมองสู่ความสำเร็จและการเรียนรู้แบบปกติคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยการสุ่มอย่างง่าย โดยเป็นเด็กปฐมวัยอายุ 2– 5 ปี ในพื้นที่เป้าหมายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ กิจกรรมเสริมทักษะสมองสู่ความสำเร็จ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินความรู้กิจกรรมเสริมทักษะสมองสู่ความสำเร็จของครู และแบบประเมินมาตรฐาน (BRIEF®) ฉบับภาษาไทยการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาแจกแจงความถี่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติวิเคราะห์ chi square และ t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับทักษะสมองสู่ความสำเร็จหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับทักษะสมองสู่ความสำเร็จเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลอง 22.51คะแนน (95%CI :20.01, 25.02) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทักษะสมองสู่ความสำเร็จระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยทักษะสมองสู่ความสำเร็จสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) 2. ระดับทักษะสมองสู่ความสำเร็จหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับทักษะสมองสู่ความสำเร็จเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม 25.34คะแนน (95%CI: 20.37, 30.31) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทักษะสมองสู่ความสำเร็จระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยทักษะสมองสู่ความสำเร็จสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) การศึกษาครั้งนี้ จึงสนับสนุนให้ครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็กต้องร่วมกันส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจถึงวิธีการเสริมทักษะสมองสู่ความสำเร็จรวมถึงส่งเสริมคุณภาพทักษะสมองขั้นสูงและของเด็กปฐมวัยต่อไป
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการติดเกมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนคัดสรรจังหวัดนนทบุรีเก็บข้อมูลจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 337 คน ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2561 โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบการติดเกมจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติไคสแควร์ ผลการศึกษาด้านการติดเกม พบว่า มีเด็กวัยรุ่นตอนต้นอยู่ในกลุ่มปกติ จำนวน 237 คน คิดเป็นร้อยละ 70.33 กลุ่มคลั่งไคล้ จำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 20.18 และกลุ่มติดเกม จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 9.49 และด้านพฤติกรรมสุขภาพมีพฤติกรรมสุขภาพระดับดีจำนวน 186 คน คิดเป็นร้อยละ 55.19 และมีพฤติกรรมสุขภาพระดับปานกลาง จำนวน 151 คน คิดเป็นร้อยละ 44.81 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ ระดับชั้นการศึกษา เพื่อนใกล้ชิดที่ติดเกมและการติดเกม จากผลการศึกษานี้ โรงเรียนควรให้การแนะนำการเล่นเกมที่เหมาะสม รวมถึงให้ข้อมูลผลกระทบของการหมกมุ่นกับการเล่นเกมที่มากเกินไป และควรมีการให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพตนเองแก่นักเรียนให้เหมาะสมกับแต่ละชั้นปี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุระเบียบวิธีศึกษาเป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional descriptive study)โดยนำทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) มาประยุกต์ใช้ประชากร ได้แก่ ผู้สูงอายุ จำนวน 112 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม– ธันวาคม 2561 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.0 มีอายุระหว่าง 70-79 ปี ร้อยละ 46.3 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 56.3 ไม่ได้ทำงานร้อยละ 53.6 รายได้ต่อเดือน ระหว่าง 500-1,000 บาท มีโรคประจำตัวร้อยละ 71.4 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 53.6 ไม่มีความกังวลหรือความเครียดกับโรคที่เกิดขึ้น ร้อยละ 75.9 อยู่อาศัยกับลูก/หลาน ร้อยละ 63.4 มีความสัมพันธ์ ในครอบครัวดี ร้อยละ 83.0 เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ ร้อยละ 48.2 ด้านกลไกลการป้องกันทางจิต พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนกลไกการป้องกันทางจิตโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 2.62,SD=.408) ด้านพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติทุกครั้ง ( = 2.65, SD=.207) การประเมินภาวะซึมเศร้า โดยใช้แบบประเมิน 2Q พบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า ร้อยละ 56.3 อย่างไรก็ตามเมื่อใช้แบบประเมิน 9Q พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้า อยู่ในระดับไม่มีอาการ/น้อยมาก ( =.31, SD=.352) ร้อยละ 88.4 ด้านความสัมพันธ์ของตัวแปร พบว่า ความกังวลหรือความเครียดกับโรคที่เกิดขึ้น การอยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) กลไกการป้องทางจิต มีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วย สังคม เศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุข การจัดการตนเองเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถควบคุมโรคเบาหวาน บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดการตนเอง การทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปความรู้จากงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการจัดการตนเองสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 การสืบค้นข้อมูลจากรายงานการวิจัยที่เผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษระหว่าง ปี พ.ศ. 2551 - 2561 พบรายงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการจัดการตนเอง 530 เรื่อง มีงานวิจัยจำนวน 24 เรื่องที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด ผลการทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้ พบว่า การสนับสนุนการจัดการตนเองประกอบด้วย 1) การให้ความรู้การจัดการตนเอง 2) การฝึกทักษะการจัดการตนอง 3) การสนับสนุนด้านอารมณ์และจิตใจ 4) การสนับสนุนและติดตามอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนการจัดการจัดการตนเองนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเข้ารับการบริการการตรวจสุขภาพร่างกายของประชากรไทย และสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างระบบประกันสุขภาพกับการเข้ารับการบริการการตรวจสุขภาพร่างกายของประชากรไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากแบบสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2558 ของสำนักงานโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ประชากรอายุ 15-79 ปี จำนวนทั้งหมด 22,496 คน ใน 12 เขตบริการสุขภาพ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และสถิติ chi-square test ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และระบบประกันสุขภาพกับการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี พบว่า เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาสูงสุด และเขตสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับการตรวจสุขภาพร่างกายตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 นอกจากนี้ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท รักษาทุกโรค) ระบบประกันสังคม ระบบประกันสุขภาพกับบริษัทเอกชน และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ มีความสัมพันธ์กับการตรวจสุขภาพร่างกายตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐวิสาหกิจไม่มีความสัมพันธ์กับการตรวจสุขภาพร่างกายตามปกติ
การศึกษานี้เป็นการวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ค่ายศูนย์ขวัญแผ่นดิน) จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ กลุ่มผู้ผ่านค่ายบำบัดรักษายาเสพติด จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2559 จำนวน 69 คน และพื้นที่ 2 ชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ช่วงอายุ 15 - 19 ปี มีระดับการศึกษาที่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นประกอบอาชีพรับจ้างและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 3,001 - 6,000 บาท โดยหลังจากผ่านค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นระยะเวลา 1 ปี กลุ่มตัวอย่างสามารถเลิกใช้สารเสพติดที่เคยใช้ก่อนการเข้าค่าย ได้แก่ ยาไอซ์, ยาแก้ไข้/แก้ปวด/แก้แพ้, ยาแก้ไอ, ยาบ้า, บุหรี่, และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้คิดเป็นร้อยละ 100, 57.7, 50.0, 14.5, 6.9, และ 3.1 ตามลำดับ ด้านกระบวนการและหลักสูตรค่ายนั้น พบว่า กระบวนการคัดกรองผู้เข้ารับการบำบัดในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ หลักสูตรค่ายมีความไม่สอดคล้องกับหลักการบำบัดยาเสพติดของ NIDA หลักการบำบัดยาเสพติดของ UNODC ร่วมกับ WHO และทฤษฎีกลุ่มบำบัด อีกทั้งยังมีเนื้อหาบางส่วนไม่เกี่ยวข้องกับการบำบัดรักษาที่เป็นความพยายามแก้ไข (remediation) ปัญหาสุขภาพตามการวินิจฉัย รวมถึงการเรียงลำดับเนื้อหาวิชาไม่มีความต่อเนื่อง ในการปูพื้นฐานและนำพาให้ ผู้เข้ารับการบำบัดเลิกใช้ยาเสพติด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิผลของค่าย ด้านทักษะชีวิต คุณภาพชีวิต และการฝึกอาชีพ พบว่า ค่ายส่งผลให้ผู้ผ่านค่ายมีทักษะชีวิตทั้งในด้านสังคม ความคิด และอารมณ์ รวมถึงมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง คือ ร้อยละ 63.62, 63.77, 65.31 และ 62.30 ตามลำดับ ทว่าการฝึกอาชีพระหว่างกระบวนการค่าย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลังที่ออกจากค่ายได้
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา คัดเลือกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 167 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.20 มีอายุเฉลี่ย 56.02 ปี (SD = 11.40) ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.40 มีความสัมพันธ์เป็นบุตร ร้อยละ 67.70 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 58.20 มีสถานภาพ สมรสและให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะติดบ้านร้อยละ 74.90 พบปัญหาและความต้องการด้านการดูแลของผู้ดูแลปานกลาง พบปัญหาการทำแผลการดูแลอุปกรณ์ทางการแพทย์เล็กน้อย ผู้ดูแลต้องการวิธีการที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลเพื่อการฟื้นฟูมาก คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลโดยรวมอยู่ในระดับดี การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัญหาด้านการดูแล ความต้องการด้านการดูแล และภาวะสุขภาพมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ