วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2564
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่ตำบลสันป่าตอง อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวนทั้งหมด 542 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่ามัธยฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 55.7) สถานภาพสมรสมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ประวัติการเจ็บป่วยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง รองลงมาคือ โรคเบาหวาน พฤติกรรมการบริโภคอาหารส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 51.50 นอกจากนี้พบว่า เพศ รายได้ โรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.079, p = 0.01; r=0.115, p=0.026; r=0.112, p=0.001ตามลำดับ) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดอบรมความรู้ ด้านการบริโภคอาหารและการดูแลสุขภาพให้กับผู้สูงอายุอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีความรู้ และทัศนคติไปในทางที่ดีในการบริโภคอาหารและการดูแลสุขภาพตนเองมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังคาง อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนและหลังการได้รับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน จำนวน 42 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้เรื่องโรคเบาหวาน มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบด้วยสถิติทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิง ร้อยละ 73.8 มีอายุระหว่าง 60-69 ปี ร้อยละ 80.9 ป่วยเป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปี ร้อยละ 54.8 หลังได้รับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวานมีความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และหลังได้รับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือด ลดลงกว่าก่อนได้รับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเครียด การเผชิญความเครียด และปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรสำหรับวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ได้เท่ากับ 130 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความเครียด การเผชิญความเครียด มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วย Multiple regression analysis โดยวิธี Stepwise ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่เป็นมารดา อายุเฉลี่ย 56.77±12.43 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพเกษตร ไม่มีโรคประจำตัว ดูแลผู้ป่วยมามากกว่า 30 ปี มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วย การรับรู้สมรรถนะตนเองและแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก มีความเครียดเฉลี่ย 29.02±11.18 คะแนน เผชิญความเครียดด้วยวิธีการเผชิญหน้ากับปัญหา ร้อยละ 53.1 โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของผู้ดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะตนเอง (r=-.936, p<.001) สัมพันธภาพกับผู้ป่วย (r=-.930, p<.05) โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 88.6 (F=241.818, p<.001) ดังนั้น ควรสร้างเสริมสมรรถนะของผู้ดูแลและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว
ปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาที่สำคัญทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จากข้อมูลของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่มีผู้เสพมากที่สุด การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตหลังได้รับการบำบัดและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้เสพยาเสพติด โดยสุ่มตัวอย่างจากผู้เสพยาเสพติดที่ขึ้นทะเบียนบำบัดยาเสพติดในโรงพยาบาลบรบือเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการบำบัดในช่วง 1 กันยายน ถึง 23 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามให้ผู้ป่วยตอบด้วยตนเอง และวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS version 26 ลิขสิทธิ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 73.3 อายุเฉลี่ย 29 ปี จบมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 43.3 ว่างงานร้อยละ 36.7 ส่วนมากโสด ร้อยละ 56.7 เป็นผู้สมัครใจบำบัดร้อยละ 70 ใช้ยาเสพติดหลายชนิดร่วมกันกับยาบ้า เช่น กัญชา ยาไอซ์ บุหรี่ สุรา คิดเป็นร้อยละ 43.3 คุณภาพชีวิตพบว่า ร้อยละ 96.67 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรืออยู่ในระดับกลาง ๆ เท่า ๆ กับคนทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบ คุณภาพชีวิตครั้งที่ 2 หลังบำบัดครบ 1 เดือน พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าครั้งที่ 1 หลังบำบัดครบ 1 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมโภชนศึกษาต่อความรู้ แรงจูงใจ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดโซเดียม กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลหนองปลิง อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีอายุ 20-60 ปี จำนวน 33 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน สิ่งแทรกแซงเป็นโปรแกรมโภชนศึกษา ประกอบด้วย การให้ความรู้ สาธิต และเยี่ยมบ้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ t-test ผลการวิจัย ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง และความคาดหวังในผลดี และพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดโซเดียมสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โปรแกรมโภชนศึกษานี้ สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ แรงจูงใจ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารลดโซเดียมเพิ่มขึ้นส่งผลทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงได้ต่อไป
การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเล่นการพนัน และการใช้สารเสพติดของวัยรุ่นในสถานศึกษา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน/นักศึกษาสถาบันการศึกษาเอกชน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา จำนวน 2,497 คน ในสถานศึกษา 3 แห่ง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามในปีการศึกษา 2561 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วย Chi Square, Odd Ratio (OR) และ 95% confidence interval ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 55.2 อายุเฉลี่ย 17.7 ปี มีการเล่นการพนันถึงหนึ่งในสาม โดยมีอายุเฉลี่ยของการเล่นการพนันครั้งแรก 14.5 ปี (SD 3.19) โดยเกินครึ่งเป็นการเล่นการพนันประเภทไพ่ ประสบการณ์การใช้สารเสพติด พบว่าเคยใช้สารเสพติดร้อยละ 10.1 สารเสพติดที่เคยใช้เป็นกัญชามากที่สุดร้อยละ 4.7 รองลงมาเป็นยาบ้าร้อยละ 2.2 ยาไอซ์ ร้อยละ 1.7 ร้อยละ 5.6 เคยเล่นการพนัน และใช้สารเสพติด วัยรุ่นที่เล่นการพนัน และใช้สารเสพติด มีผู้ที่เล่นการพนันก่อนใช้สารเสพติดมากถึงร้อยละ 54.8 ผู้ที่เริ่มเล่นการพนันพอ ๆ กับเริ่มใช้สารเสพติดพบร้อยละ 27.9 ส่วนผู้ที่ใช้สารเสพติดมาก่อนการเล่นการพนันพบเพียงร้อยละ 17.3 การติดการพนันเปรียบเสมือนการติดสารเสพติด วัยรุ่นในสถานศึกษาที่เล่นการพนันมีโอกาสเสี่ยงที่จะใช้สารเสพติดเป็น 4 เท่าของผู้ไม่เล่นการพนัน (COR = 4.803, 95%CI = 3.575 – 6.454, P-value <0.001
การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างครอบครัวกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานที่มารับการรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิในตัวเมืองของจังหวัดขอนแก่น จำนวน 167 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้กรอบเวลา (Time frame allocation) ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2562 ด้วยแบบสอบถามชนิดสัมภาษณ์ โดยสถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าความชุก สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ Chi-square test กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68.3 อายุอยู่ในช่วง 70-79 ปี ร้อยละ 37.7 อยู่ในครอบครัวขยาย ร้อยละ 56.3 ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างครอบครัวกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะมีการปฏิบัติตัวที่ดีกว่าผู้ป่วยที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่น้อยกว่า
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการลดบริโภคเค็มในกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการระหว่าง เมษายน –พฤศจิกายน 2562 โดยการสร้างรูปแบบการลดบริโภคเค็มเพื่อเป็นต้นแบบแล้วนำไปใช้กับสภาพจริงในพื้นที่ 26 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ( Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรในการทดสอบต้นแบบใช้สถิติ Paired t-test ผลการศึกษาการใช้รูปแบบการลดบริโภคเค็มในกลุ่มตัวอย่าง 1,300 คน พบว่า คะแนนความรู้ก่อนดำเนินการเฉลี่ย 5.27 คะแนน หลังดำเนินการ เฉลี่ย 7.74 คะแนน มีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.46 คะแนน ด้านปริมาณโซเดียมในอาหารก่อนดำเนินการ เฉลี่ย 0.87 กรัม หลังดำเนินการ เฉลี่ย 0.71 กรัม ลดลงเฉลี่ย 0.16 กรัมด้านความดันโลหิต (Systolic) ก่อนดำเนินการเฉลี่ย 131.51 มิลลิเมตรปรอท หลังดำเนินการ เฉลี่ย 125.37 มิลลิเมตรปรอท ลดลงเฉลี่ย 6.14 มิลลิเมตรปรอท โดยการเปรียบเทียบตัวแปรดังกล่าว ก่อนและหลังดำเนินการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value <0.001)