วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2566

สารบัญ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2566
ความรู้และแนวปฏิบัติของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในชุมชนเมืองแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในชุมชนเมืองแห่งหนึ่ง จังหวัดขอนแก่น ที่มีความรู้เหมาะสมและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จำนวน 158 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความชุก สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ 95% Confidence interval, Chi square test และ Independent Samples t-test กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 87.3 พบว่าสัดส่วนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีความรู้เหมาะสม ร้อยละ 11.4 (95% CI: 6.38 – 16.40) ด้านแนวปฏิบัติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ถูกต้องได้คะแนนเฉลี่ย 6.31คะแนน จากคะแนนเต็ม 8 คะแนน ดังนั้นหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขในชุมชนควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 รวมถึงโรคระบาดอื่น ๆ ในชุมชนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคเบาหวาน ของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลนาบัว อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานและภาวะสุขภาพ ในผู้ป่วย 78 คน ในปี พ.ศ. 2564 อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า หลังใช้โปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ที่ถูกต้อง มากกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังใช้โปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และน้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผลของรูปแบบการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทีมพัฒนาเด็ก และครอบครัว ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในชุมชน ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทีมพัฒนาเด็กและครอบครัวในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในชุมชน จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง คือ ทีมพัฒนาเด็กและครอบครัว จำนวน 90 คน ผู้เลี้ยงดูเด็ก และเด็กปฐมวัย 239 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามทีมพัฒนาเด็กและครอบครัว และผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 และ 0.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน Paired Sample T-Test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทีมพัฒนาเด็กและครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 85.6 มีอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 44.4 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ร้อยละ 47.8 โดยรูปแบบการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในชุมชน เป็นการพัฒนาและกำหนดบทบาททีมเฉพาะ 3 ทีม ประกอบด้วย 1) ทีมรอบรู้ด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เพื่อดูแลกลุ่มที่ผู้เลี้ยงดูที่เห็นความสำคัญเข้าใจ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำ 2) ทีมนักปฏิบัติการพัฒนาการเด็กปฐมวัยมืออาชีพ เพื่อดูแลกลุ่มที่ผู้เลี้ยงดูยอมรับแต่ปฏิบัติตามคำแนะนำแบบไม่ต่อเนื่อง และ 3) ทีมนักจัดการพัฒนาการเด็กปฐมวัย เพื่อดูแลกลุ่มที่ผู้เลี้ยงดูไม่ยอมรับ ภายหลังการพัฒนาพบว่า ทีมพัฒนาเด็กและครอบครัวมีศักยภาพและการปฏิบัติตามบทบาทเพิ่มสูงขึ้น (p-value<.05) ผู้เลี้ยงดูเด็กมีความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยสูงขึ้น (p-value<.001) เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 97.1 ดังนั้นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทีมพัฒนาเด็กและครอบครัวในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในชุมชน เป็นกลไกที่ทำให้เด็กในชุมชนมีพัฒนาการที่สมวัยได้

ประสิทธิผลในการใช้โปรแกรม E-claim ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ และประสิทธิผลการใช้งานโปรแกรม E-claim ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 112 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นภาพรวมทั้งชุดเท่ากับ 0.74 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิผลการใช้งานโปรแกรม E-claim ก่อนและหลังทดลองด้วยสถิติ Paired Samples t-test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.3 อายุเฉลี่ย 38.53 ปี (S.D.=7.54) สถานภาพสมรส (คู่) ร้อยละ 79.2 ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ ร้อยละ 36.5 ระดับการศึกษาปริญญาตรีร้อยละ 84.3 ประสบการณ์การปฏิบัติงานเฉลี่ย 10 ปี ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอง มีดังนี้ 1) ความรู้ด้านการใช้โปรแกรม 2) ความสามารถในการบริหารจัดการระบบ 3) การประเมินประสิทธิผลการใช้ระบบโปรแกรม E-claim (ด้านความถูกต้อง ด้านการทำงานร่วมกับระบบอื่น ด้านความเหมาะสมของโปรแกรม ด้านความปลอดภัย และความสอดคล้องกับข้อกำหนด) ตลอดถึงความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ในการใช้โปรแกรม หลังการทดลองดีกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.0001)

ผลของโปรแกรมการสร้างพลังในการป้องกันและควบคุม โรคไข้เลือดออกในแกนนำครอบครัว
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างพลังของแกนนำครอบครัวในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก กลุ่มตัวอย่าง คือ แกนนำครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านทรายมูล ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 34 คน จากคำนวณหาขนาดตัวอย่าง และทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการเสริมสร้างพลังของแกนนำครอบครัวในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและคู่มือแกนนำครอบครัวในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก ระยะเวลาในการวิจัยทั้งหมด 5 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 52.95 อายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 52.95 สถานภาพสมรส คู่ ร้อยละ 85.29 ระดับการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 88.23 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 82.35 ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ความภูมิใจในตนเองในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ความคาดหวังในความสามารถของตนเองในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และค่าคะแนนพฤติกรรมการปฏิบัติตนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังทดลองพบว่า ค่าคะแนนหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)

การประเมินผลรูปแบบการสร้างสุขภาวะชุมชนสถาบันพระบรมราชชนก : กรณีศึกษาชุมชนบ้านแมด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยและประเมินผลนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลรูปแบบการสร้างสุขภาวะชุมชน สถาบันพระบรมราชชนก ในชุมชนบ้านแมด จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้รูปแบบซิป เลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 125 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานใช้ McNemar test ผลการศึกษาพบว่า การสร้างสุขภาวะชุมชนบ้านแมด ประกอบด้วย การตรวจคัดกรองสุขภาพ การให้ข้อมูลด้านสุขภาพทั้งรายบุคคลและกลุ่ม การเยี่ยมและดูแลครอบครัว การจัดมหกรรมสุขภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สังคมตื่นตัวและการเรียนรู้จากตัวแบบ ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตได้ และกลุ่มเสี่ยงสูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้พืชกระท่อมเพื่อสันทนาการของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้พืชกระท่อม เพื่อการสันทนาการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิให้ได้ 6 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 720 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม พ.ศ. 2565 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติการทดสอบไคสแควร์ การทดสอบที และสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเคยใช้พืชกระท่อมและเลิกใช้แล้ว 117 คน (ร้อยละ 16.3) และปัจจุบันยังใช้อยู่ 51 คน (ร้อยละ 7.0) โดยรูปแบบที่ใช้เป็นน้ำต้มกระท่อม (ร้อยละ 77.9) และน้ำกระท่อมผสมกับสารอื่น (ร้อยละ 29.2) ปัจจัยทำนายการใช้กระท่อมเพื่อสันทนาการ ประกอบด้วยปัจจัยนำ ได้แก่ ระดับทัศนคติต่อพืชกระท่อมที่ไม่เหมาะสม (ORadj=15.38, 95%CI=3.36-70.36, p-value<0.001), การใช้ยาแก้ไอน้ำดำเพื่อการเสพติด (ORadj=14.51, 95%CI=2.94-71.58, p-value=0.001) และการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า (ORadj=6.42, 95%CI=2.89-14.23, p-value<0.001) และปัจจัยเสริม ได้แก่ การเคยเห็นพี่น้องใช้กระท่อม (ORadj=2.92, 95%CI=1.38-6.19, p-value=0.005), การเคยเห็นรุ่นพี่นอกโรงเรียนใช้กระท่อม (ORadj=5.82, 95%CI=2.04-16.62, p-value=0.001)

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ตำบลโคกกลาง อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วม, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ตำบลโคกกลาง อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 373 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅=3.05 S.D.=.62) ได้แก่ การประชุมจัดทำแผน (x ̅=3.09 S.D.=.26), การพัฒนาระบบข้อมูล (x ̅=3.04 S.D.=.31) และการขับเคลื่อน (x ̅=3.03 S.D.=.33) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของชุมชน และบทบาทท้องถิ่น มีค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ เท่ากับ .585 .025 และ -.045