วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2562

สารบัญ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2562
ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และผลลัพธ์ ทางสุขภาพของผู้สูงอายุ จังหวัดอำนาจเจริญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ผลลัพธ์ทางสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จังหวัดอำนาจเจริญ 409 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่น 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุเพศหญิง 59.2% อายุเฉลี่ย 69.66 +7.02 ปี เป็นสมาชิกชมรม 44.5% สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ดี 98.5% ปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพระดับประจำมากที่สุด มีผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี 58.2% มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับไม่ดี 71.9% เมื่อควบคุมอิทธิพลของปัจจัยอื่นพบว่า ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (AOR 5.35) และการออกกำลังกาย (AOR 5.64) มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สารออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง: ผลกระทบต่อสุขภาพเศรษฐกิจและสังคม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสารที่ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้ดำเนินการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานข้อมูลจาก PubMed ที่เกี่ยวข้องกับสารที่ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย Benzodiazepine Barbiturate Methaqualone และ Gamma - Hydroxybutyric (GHB) รวมไปถึงกลไกการออกฤทธิ์ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ใช้ยาและผลกระทบจากการใช้สารออกฤทธิ์กดประสาท ผลจากการทบทวนฯ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของสารออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีผลต่อสุขภาพส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมาก โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาเพื่อลดความวิตกกังวล ลดอาการตื่นตระหนก ใช้เป็นยานอนหลับ และช่วยทำให้เกิดความผ่อนคลาย แต่มีบางรายงานได้นำเสนอว่ามีการนำสารออกฤทธิ์ในกลุ่มนี้ไปใช้ในทางที่ผิด หรือนำไปใช้ทดแทนในกลุ่มที่มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่ใกล้เคียงกัน หรือนำไปใช้ร่วมกับสารออกฤทธิ์อื่นอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของวัยรุ่น ซึ่งผลจากการใช้ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ อาชญากรรมทางสังคม และทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ดังนั้นเรื่องนี้ควรได้รับความสำคัญและมีความจริงจังในการดำเนินการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาในการใช้สารออกฤทธิ์ในกลุ่มกดประสาทส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ และนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อการป้องกันให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการใช้สารเสพติดในอนาคต

ความรู้เท่าทันสารเสพติดในนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการสำรวจแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เท่าทันสารเสพติด พฤติกรรมการใช้สารเสพติด และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เท่าทันสารเสพติดกับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ในนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา จังหวัดสกลนคร กลุ่มศึกษา คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 1,274 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบความสัมพันธ์ใช้สถิติไคสแคว์ นักเรียนกลุ่มศึกษาเป็นเพศหญิงร้อยละ 56.8 อายุเฉลี่ย 14.9 ปี มีความรู้เท่าทันสารเสพติดร้อยละ 97.0 มีประสบการณ์ใช้บุหรี่และแอลกอฮอล์ร้อยละ 4.8 ความชุกของการใช้สารเสพติด ร้อยละ 4.1 สารเสพติดที่ใช้มากที่สุด คือ กัญชา รองลงมายาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอินรวมถึงยาแก้ไอผสมน้ำอัดลม และยาบ้า ตามลำดับ โดยมีระดับความเสี่ยงต่ำร้อยละ 92.3 ในกลุ่มที่ใช้สารเสพติดมีเฉพาะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ข้อค้นพบชี้แนะให้มีการเฝ้าระวัง สุ่มตรวจสารเสพติดอย่างต่อเนื่อง การสร้างความตระหนักและความรู้เท่าทันสารเสพติดในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณา

การวิเคราะห์ปัจจัยในการดำเนินงานบำบัดผู้ติดสารเสพติด โดยใช้รูปแบบชุมชนเป็นฐาน จังหวัดยโสธร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวาง เพื่อวิเคราะห์ขนาดน้ำหนักปัจจัยในการดำเนินงานบำบัดผู้ติดสารเสพติดโดยใช้รูปแบบชุมชนเป็นฐาน จังหวัดยโสธร เก็บรวมรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามจากผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการบำบัดทั้งสิ้น 484 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบ และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษา พบว่ามี 6 ปัจจัยในกระบวนการดำเนินงาน คือ 1. ความเข้มแข็งของชุมชน 2. ความต้องการของชุมชน 3. มุมมองของคนในพื้นที่ 4. ความครอบคลุม 5. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 6. สอดคล้องยุทธศาสตร์ของประเทศซึ่งวัดจากตัวแปรบ่งชี้ 25 ตัว สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 62.37 นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยสำคัญสามอันดับแรก (มุมมองของคนในพื้นที่ ความต้องการของชุมชน และความเข้มแข็งของชุมชน) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดีขึ้นของผู้เสพสารเสพติดหลังผ่านการบำบัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดกรณีศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด จัดเป็นประชากรหลบซ่อนที่เข้าถึงยากแต่เป็นกลุ่มที่มีอันตรายจากการฉีดยา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดในปัจจุบัน วิธีการฉีด ชนิดยาที่ฉีด และอันตรายจากการใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดในจังหวัดนครราชสีมา คัดเลือกโดยการใช้วิธีการสืบเสาะกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดที่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลรวม 31 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นของเนื้อหาและสถิติเชิงพรรณา กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด มีอายุเฉลี่ย 34.6 ปี (18-53 ปี) เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.1สมรสแล้ว ร้อยละ 45.2 ยังไม่มีงานทำหรือไม่ทำงาน (มีรายได้จากการขายยาเสพติด/ส่งยา) อยู่ถึงร้อยละ 6.4 เริ่มใช้สารเสพติดอายุน้อยที่สุดเพียง 11 ปี 2 ใน 3 ของกลุ่มนี้ เริ่มใช้ยาบ้าเป็นสารเสพติดชนิดแรก เริ่มใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด เมื่ออายุเฉลี่ยเพียง 20.5 ปี โดยมีผู้ที่เริ่มฉีดอายุน้อยที่สุดเพียง 11 ปี (ฉีดปีเดียวกันกับปีที่เริ่มใช้ยา/เริ่มใช้ยาด้วยวิธีฉีด) มีผู้ฉีดสารเสพติดติดต่อกันนานที่สุดถึง 23 ปี มีอยู่เพียงร้อยละ 39.4 ที่ใช้สารเสพติดชนิดเดียว ร้อยละ 21.2 ใช้สารหลายชนิดสลับกันไปมาอีก ร้อยละ 39.4 ใช้สารเสพติดมากกว่า 1 ชนิด ในการเสพแต่ละครั้ง ผู้นิยมฉีดส่วนใหญ่ใช้ยามานานใช้หลายตัว ไม่กลัวเข็ม ต้องการรับรู้ฤทธิ์ของยาเร็ว ไม่ใช่คนยากจน อันตรายจากการใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด ครอบคลุมการใช้ยาฉีดผิดชนิด ปริมาณยาที่ฉีด และผลข้างเคียงจากฤทธิ์ยาการติดเชื้อจากการใช้เข็มร่วมกัน กระบอกฉีดร่วมกัน จึงควรเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาต่อกลุ่มดังกล่าว

ประสิทธิผลของกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพระดับอำเภอ ในพื้นที่นำร่อง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยประเมินผลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพระดับอำเภอ ในพื้นที่อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มศึกษาประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสุขภาพอำเภอขุนหาญ จำนวน 21คน และระบบคลังข้อมูลผลการดำเนินงาน เก็บรวบรวมด้วยแบบประเมินสมรรถนะและแบบบันทึกประเมินศักยภาพคณะกรรมการฯ ซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t –test กลุ่มศึกษามีอายุเฉลี่ย 54.50±10.27 ปี เพศชาย ร้อยละ 65.0 สมรส ร้อยละ 75.0 การศึกษาระดับปริญญาโทหรือสูงกว่าร้อยละ 50.0 เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการดำเนินงานขับเคลื่อนกิจกรรมของคณะกรรมการ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รูปแบบขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการ พชอ. พชต. และ พชม.ที่ดำเนินการกำหนดประเด็นสุขภาพและชุดสิทธิประโยชน์เพื่อแก้ปัญหา 3 ประเด็น คือ เมืองน่าอยู่ ผู้คนเป็นคนดี ชุมชนไม่ทอดทิ้งกัน ประกอบด้วย 20 ตัวชี้วัด ซึ่งพิจารณาผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 ผลการประเมินการพัฒนาคณะกรรมการ พชอ. ยกระดับขึ้นทุกองค์ประกอบ 3 ประเด็นสุขภาพ ดังนั้น จึงควรขยายผลในอำเภออื่นต่อไป

พฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ของสตรีวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาที่ทุกหน่วยงานให้สำคัญที่จะหามาตรการป้องกันและแก้ไขการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ของสตรีวัยรุ่นของ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วิธีศึกษาเป็นการสำรวจภาคตัดขวาง (cross-sectional survey) กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีวัยรุ่นจำนวน 170 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2561 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า สตรีวัยรุ่นมีพฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X ̅= 50.09, S.D. = 10.17) ด้านความสัมพันธ์ พบว่า เกรดเฉลี่ย และการรับรู้ความสามารถในการป้องกันตนเองจากการตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ สถานศึกษาควรมีการพัฒนาทักษะชีวิตของสตรีวัยรุ่นตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการป้องกันตนเองจากการตั้งครรภ์เพื่อให้สตรีวัยรุ่นเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสามารถลดปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ต่อไป

ประสิทธิผลของโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติด ในนักเรียน (D.A.R.E.) อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษา อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และตำรวจ จำนวน 410 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบประเมินความรู้นักเรียน และการสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ ร้อยละ 82.5 และยาเสพติด ร้อยละ 77.5 สรุป โครงการ DARE ช่วยให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด หากส่งเสริมให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้นักเรียนหรือเยาวชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้

ประสิทธิผลของการใช้ยาเม็ดเสริมไอโอดีนกับยาแคบซูลน้ำมันไอโอดีน ในหญิงตั้งครรภ์ จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบบูรณาการผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน (1) ประสิทธิผลการแก้ไขภาวะเสี่ยงต่อการขาดสารไอโอดีนของทารกแรกเกิดด้วยการใช้ยาในรูปแบบยาเม็ดเสริมไอโอดีนกับยาแคบซูลน้ำมันไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ (2) ความรู้และความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ ผู้ให้บริการด้านไอโอดีนของจังหวัดหนองบัวลำภู ด้วยการเก็บข้อมูลย้อนหลังในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ จากรายงานอนามัยแม่และเด็ก ระหว่าง 2558-2561 จำนวน 4,051 คน และศึกษาติดตามประเมินผลจนถึงปี 2562 โดยสัมภาษณ์กลุ่มอาสาสมัครตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงหลังคลอด ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนระหว่างการตั้งครรภ์ 35 คน และกลุ่มกินยาแคบซูลน้ำมันไอโอดีนระหว่างการตั้งครรภ์ 35 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้แทนของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T-test วิเคราะห์เปรียบเทียบผล 3) การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่ออธิบายผลข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา พบว่า มารดามีอายุเฉลี่ย 24 ปี (SD=6.5338) มีระดับความเข้มข้นของเลือดเมื่อฝากครรภ์ครั้งแรกเฉลี่ย 36.3%(SD=6.5338) ส่วนทารกแรกเกิดมีน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 3090.882 กรัม (SD=910.241) ค่า Apgar Score ใน 1 นาทีแรกเกิด เฉลี่ย 9.34 คะแนน (SD=4.592) และมีค่าประเมินภาวะเสี่ยงต่อการขาดสารไอโอดีน (TSH) เฉลี่ย 5.46(mU/L) (SD=4.592) ทารกที่เกิดจากมารดากินยาเม็ดเสริมไอโอดีน ร้อยละ 68.1 กินยาแคบซูลน้ำมันไอโอดีน ร้อยละ 31.9 กลุ่มทารกที่เกิดจากมารดากินยาเม็ดเสริมไอโอดีน มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดสารไอโอดีน ร้อยละ 9.3 (ค่าเฉลี่ย= 5.59, SD=4.989) ส่วนกลุ่มที่มารดากินยาแคบซูลน้ำมันไอโอดีน มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดไอโอดีน ร้อยละ 3.0 (ค่าเฉลี่ย= 5.02 (SD=2.932)โดยทั้งสองวิธีให้ผลที่แตกต่างกัน (p<0.05) และเมื่อประเมินประสิทธิผลการใช้ไอโอดีนในหญิงมีครรภ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู พบว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข (p<0.0001) นอกจากนี้ ทั้งสองกลุ่มมีความรู้อยู่ในระดับสูง และความรู้เรื่องไอโอดีนของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน (P = 0.457) รวมทั้งผู้รับบริการ และ ผู้ให้บริการมีความพึงพอใจในรูปแบบการให้ไอโอดีนแก่หญิงตั้งครรภ์ เพราะมองเห็นประโยชน์ต่อการลดภาวะเสี่ยงต่อการขาดสารไอโอดีนของทารกแรกเกิดได้อย่างมีประสิทธิผล

พฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงสำรวจ โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 716 คน และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผ่าน Google questionnaire สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ Anova ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนใหญ่อายุ 18-20 ปี (ร้อยละ 54.9) ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 (ร้อยละ 45.8) และส่วนใหญ่ครอบครัวของกลุ่มตัวอย่างมีรายได้มากกว่า 40,000 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 31.0) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยเพศหญิงมีแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีกว่าเพศชาย สำหรับชั้นปีการศึกษากับรายได้ต่อเดือน พบว่าไม่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องควรปลูกจิตสำนึกของนักศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ โดยเน้นให้นักศึกษารับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน ไม่รับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบตามที่ต้องการรับประทานอาหารที่สะอาดและปลอดภัยที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นปกติ