วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 9 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2564
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสัมผัสควันบุหรี่มือสองและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสัมผัสควันบุหรี่มือสองของพนักงานในสถานประกอบการอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด PRECEDE Model เป็นกรอบในการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานที่ไม่สูบบุหรี่ในสถานประกอบการอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม จำนวน 200 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย (ร้อยละ 58.00) อายุเฉลี่ย 29.40 ปี (S.D. = 6.74) ส่วนใหญ่เคยสัมผัสควันบุหรี่มือสอง (ร้อยละ 54.00) โดยในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพบพนักงานมีการสัมผัสควันบุหรี่มือสองจากสถานที่สาธารณะ ที่บ้าน และสถานที่ทำงาน (ร้อยละ 57.40, 44.40, และ 35.20) ตามลำดับ โดยสถานประกอบการมีนโยบายการห้ามสูบบุหรี่ (ร้อยละ 97.50) และมีจัดการอบรมให้ความรู้เรื่องควันบุหรี่มือสองให้แก่พนักงาน (ร้อยละ 55.50) เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยเอื้อด้านสถานที่ที่สัมผัสควันบุหรี่มือสอง บุคคลในครอบครัวที่สูบบุหรี่ ความถี่ในการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง และปัจจัยเสริมด้านแรงสนับสนุนจากครอบครัว/เพื่อนร่วมงาน มีความสัมพันธ์กับการสัมผัสควันบุหรี่มือสองของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางให้กับสถานประกอบการในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสควันบุหรี่มือสองที่เหมาะสม
การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบตัดขวาง (Cross-sectional study) เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ อุบลราชธานี จำนวน 135 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์วัดความรู้แจ้งแตกฉานด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์ และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับความรู้แจ้งต่ำ ร้อยละ 77.77 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ พบว่า อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การศึกษาเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบวัฒนธรรมสุขภาพ ที่สัมพันธ์กับการสาธารณสุขของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน บุคลากรด้านสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป 500 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่มีค่าความตรงตามเนื้อหา 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.98 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2564 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 70.00 อายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 32.60 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 72.20 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 36.40 อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 56.20 มีรายได้ต่อเดือน ระหว่าง 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 42.00 การวิเคราะห์องค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบของวัฒนธรรมสุขภาพสามารถจัดได้ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) องค์กรและการปฏิสัมพันธ์ อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 14.42 (2) บรรทัดฐาน อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.43 (3) ขนบธรรมเนียม/ประเพณี อธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 10.26 (4) การสื่อสารและเทคโนโลยี อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 8.09 (5) ค่านิยม อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 4.84 ดังนั้น จึงควรส่งเสริมวัฒนธรรมสุขภาพเหล่านี้ เพื่อให้การดำเนินงานสาธารณสุขบรรลุผล และประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวมีสุขภาพดี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการเรียนการสอนออนไลน์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 1.19, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.14) โดยมีค่าเฉลี่ยด้านสื่อและกิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 3.67, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน =0.77) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์จำแนกตามชั้นปี พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้เรียนชั้นปีที่ 4 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์แตกต่างจากผู้เรียนชั้นปีที่ 1 – 3 และผู้เรียนชั้นปีที่ 2 มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้เรียนชั้นปีที่ 3 นอกจากนี้ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังคงชอบรูปแบบการเรียนในชั้นเรียน (21.6%) รองลงมาคือ การเรียนแบบสอนสดผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ (20%) และการเรียนแบบผสมผสาน (18.4%) ตามลำดับ
ภูมิหลัง: ประชาชนไทยประมาณ 1.6 ล้านคน เคยเสพยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ใช้ยาบ้ามากที่สุด โดยมีอัตราการกลับมาเสพซ้ำภายหลังการบำบัดสูง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกลับมาเสพซ้ำของผู้เสพเมทแอมเฟตามีนในกลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดรักษาแบบบังคับบำบัด กับปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและปัจจัยบริบทอื่น ๆ วัสดุและวิธีการ: เป็นการศึกษาแบบบรรยาย จากผู้เสพเมทแอมเฟตามีน ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 และกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 65 คน ที่ผ่านการบำบัดรักษาแล้ว เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และการสังเกต นำเข้าข้อมูลแบบสอบทาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Pearson chi-square, Fisher’s exact test และ odds ratio ผลการศึกษา: พบผู้เสพเมทแอมเฟตามีนที่ผ่านการบำบัดแล้วทั้งหมด 65 ราย (เป็นผู้กลับมาเสพซ้ำ 13 ราย และไม่เสพซ้ำ 52 ราย) ปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการกลับมาเสพซ้ำ อย่างไรก็ดีพบความสัมพันธ์ดังกล่าวในปัจจัยบริบทอื่น ๆ ได้แก่ การยอมรับจากสังคม [การยอมรับจากผู้นำชุมชน (p = 0.006), การยอมรับให้เข้าทำงานหรือเรียนหนังสือ (p = 0.049)], สถานการณ์เสี่ยงในชุมชน [การใช้ยาบ้า ของเพื่อนสนิท, การมีผู้เสพยาบ้า และมีการซื้อขายยาบ้าอยู่ในชุมชน (p = 0.014, p < 0.001 และ p = 0.038 ตามลำดับ)] และพฤติกรรมเสี่ยงส่วนตัวของผู้เสพฯ [เคยขายหรือเป็นตัวแทนขายยาบ้า และการดื่มสุรา เพื่อลดความอยากเสพยาบ้า (p = 0.012 and p = 0.013)]. สรุป: ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว กับกลับมาเสพยาบ้าซ้ำ ภายหลังการบำบัดแต่มีปัจจัยบริบทหลายประการที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับการกลับมาเสพซ้ำ ดังกล่าว
ภูมิหลัง: การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลเสียต่อสุขภาพ ผลกระทบต่อสังคม และประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งต่อผู้บริโภคและต่อสังคม วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเพื่อประมาณมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในปี 2562 วิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงสำรวจในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างในพื้นที่ 30 ชุมชน ในเดือนมีนาคม 2562 ผลการศึกษา: ผู้ตอบ 1,053 คน เคยดื่มสุราในช่วงชีวิตร้อยละ 52.90 (95% CI: 46.1, 59.9) มีผู้ที่ดื่มสุราในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 43.3 (95% CI: 37.1, 49.5) จำนวนวันที่ดื่มในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ย 36.8 วัน ผู้ดื่มส่วนใหญ่ดื่มเพื่อการสังสรรค์ โดยดื่มกับเพื่อนหรือญาติเป็นส่วนมาก มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจระดับบุคคลมีความแตกต่างกันมาก ค่าเฉลี่ยความสูญเสีย เมื่อถ่วงน้ำหนักเท่ากับ 975.5 บาทต่อคน เมื่อคำนวณความสูญเสียไปในยอดประมาณการ ผู้เคยดื่มในจังหวัดพื้นที่ศึกษาพบว่ามูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในภาพรวมของจังหวัดมีมูลค่า 691.2 ล้านบาท (95% CI: 280.2, 1,102.3) หรือเฉลี่ย 502.9 บาทต่อหัวประชากร
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของการใช้ยาเสพติดและความสัมพันธ์ของบริบทการทำงานกับการใช้ยาเสพติดในกลุ่มแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร วิธีการ: เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางกลุ่มแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจำนวน 2,936 คน จาก 10 จังหวัดทั่วประเทศไทย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Multiple logistics regression ผลลัพธ์: ความชุกรายปีของการใช้ยาเท่ากับ 58.73% โดยมียาเสพติด ยารักษาโรคที่แพทย์ไม่ได้ สั่งใช้ หรือยาที่หามาใช้เอง ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย อายุ เพศ และพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดที่มีนัยสำคัญทางสถิติ บริบทส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้ยาในกลุ่มแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อัตราการเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นสามารถพยากรณ์การใช้ยา 12.7 เท่า และการใช้ยาบ้า 15.3 เท่า
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุในเด็ก และสภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย วิธีการ: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวนทั้งสิ้น 1,871 แห่ง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา: อัตราส่วนระหว่างเด็กต่อผู้ดูแลเด็ก 17:1 ในปีที่ผ่านมา อุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุ 7.17 ตอนเด็ก 100 คน โดยมีอัตราส่วนเด็กชายต่อเด็กหญิง 1.9:1 และสถานที่เกิดอุบัติเหตุ พบมากภายนอกอาคาร (สนามเด็กเล่น) ส่วนภายในอาคาร (ในห้องเรียน) นอกจากนี้สถานที่ตั้งของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางแห่งอยู่ติดถนน ไม่มีรั้วกั้น และมีแหล่งน้ำ ตลอดจนมีต้นไม้ นอกจากนี้ โถสุขภัณฑ์ส่วนใหญ่ เป็นสุขภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่มีราวจับ มีเพียง 22.9% ที่เป็นโถสุขภัณฑ์สำหรับเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนมาก 93.3% มีภาชนะบรรจุน้ำและกักเก็บไว้ ภายในห้องสุขา