วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2560

สารบัญ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2560
ผลของการใช้กระบวนการกลุ่มต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (quasi experimental) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง และเปรียบเทียบพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ประชากร คือ ผู้สูงอายุหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 280 คน กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 30 คน เลือกเข้ากลุ่มควบคุมและทดลองโดยแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มทดลองได้รับการใช้กระบวนการกลุ่ม ระยะเวลาการอบรม 1 วัน ประกอบด้วย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมละลายพฤติกรรม การให้ความรู้และเพิ่มการรับรู้ แบ่งเป็น 3 ฐาน การเยี่ยมบ้านในสัปดาห์ที่ 2 และ 6 รวมถึงนัดหมายการรวมกลุ่มในสัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 กลุ่มควบคุมได้รับการให้ความรู้ตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ได้แก่ ด้านอาหาร ด้านออกกำลังกาย ด้านอารมณ์และการจัดการความเครียด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ จำนวนความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Independent t–test และ paired t-test ผลการวิจัย พบว่า หลังทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ด้านอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านอารมณ์และการจัดการความเครียด ดีกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ด้านอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านอารมณ์และการจัดการความเครียด ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

การศึกษาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่นในอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วัตถุประสงค์เพื่อ เข้าใจการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และรวบรวมองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่น ในเขตอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มหญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ที่มารับบริการฝากครรภ์ ที่โรงพยาบาลปะทิว จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของวัยรุ่นใน อ.ปะทิว จ.ชุมพร พบว่า องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 1) วัยรุ่นขาดความรู้และความตระหนักในเรื่องเพศศึกษาและการคุมกำเนิด 2) ด้านทัศนคติ การถูกเนื้อต้องตัวและการมีแฟนเป็นเรื่องธรรมดา 3) การมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการอยู่กันตามลำพังในที่ลับตา 4) ขาดความรักและความอบอุ่นและสภาพการเลี้ยงดูจากครอบครัว 5) สิ่งแวดล้อม สิ่งยั่วยุเข้าถึงได้ง่าย การดำเนินชีวิตของวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์รู้สึกเสียดายโอกาสในชีวิต ระยะตั้งครรภ์ ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวพ่อแม่ ญาติและสามีทั้งด้านการดูแลสุขภาพและการเงิน ระยะหลังคลอดมีแผนจะศึกษาต่อให้จบและหางานทำ

แรงจูงใจในการเลิกยาเสพติด ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 134 คน ระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึงมกราคม 2560 ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรวัดแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติดที่ผู้วิจัยแปลเป็นภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ สถิติบรรยาย Independent sample T-test และ One-way ANOVA ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 30.28 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อาชีพรับจ้าง รายได้ 5,001-10,000 บาท ระยะเวลาที่ใช้ สารเสพติดอยู่ระหว่าง 1-4 ปี เข้ารับการรักษาเป็นครั้งแรก ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามปกติและไม่มีสมาชิกอื่นในครอบครัวใช้ยาเสพติด สารเสพติดหลักที่ใช้คือ ยาบ้า/ไอซ์ ส่วนสารเสพติดรองคือ บุหรี่ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติดในภาพรวมเท่ากับ 3.53 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุ สถานภาพสมรส และจำนวนครั้งที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่แตกต่างกัน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีระยะเวลาในการใช้สารเสพติดหลักแตกต่างกันมีค่าเฉลี่ยของคะแนนแรงจูงใจในการเลิกยาเสพติดด้าน Action และ Maintenance แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)

ผลของรูปแบบการส่งเสริมการดูแลตนเองในชุมชนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจกในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลนากอก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการส่งเสริมการดูแลตนเองในชุมชนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนากอก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร โดยกลุ่มผู้ป่วยได้รับการเยี่ยมติดตาม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่แรกรักผู้ป่วยหลังจำหน่ายกลับบ้าน โดยเยี่ยมให้คำแนะนำ ประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อน ความเจ็บปวด และความเครียด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความเครียดและแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามการปฏิบัติตัว และแบบทดสอบความรู้ เท่ากับ 0.83 และ 0.67 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Paired Sample t test พบว่า พบต้อกระจกตาซ้าย 28.2% และข้างขวา 19.9% จากจำนวนผู้ได้รับการคัดกรอง 206 คน ได้รับการผ่าต้อกระจก 17 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 64.7% อายุเฉลี่ย 74.06 ปี (S.D.=7.21) ตาเริ่มมีอาการพร่ามัวมาแล้ว 1 ปี 52.9% เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคต้อกระจก และเคยได้รับการตรวจคัดกรอง 94.1% ผลการทดสอบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่าผู้ป่วยมีความรู้เพิ่มขึ้น มีการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองดีขึ้น และมีความเครียดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value<.001, p-value<.001 และ p-value=.002 ตามลำดับ ดังนั้น จึงควรนำรูปแบบการเยี่ยมดูแลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองในชุมชนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจกอย่างต่อเนื่องไปขยายผล

ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ คะแนนการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ถึงประโยชน์ การรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติตน ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. และความเชื่อด้านสุขภาพที่มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า = 0.94 และ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ และ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพและแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05

ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายของเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเพชรผดุงเวียงไชย อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi – experimental research ) ชนิดกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว (one group pre-post test designed) วัดผลโดยเปรียบเทียบความรู้การปฏิบัติตน รวมทั้งแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายของเด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 35 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา = 0.78, 0.80, 0.85, 0.80 และ 0.75 ประกอบด้วย ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ด้านการรับรู้ประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก ด้านการปฏิบัติตัวในการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และ ด้านการปฏิบัติตัวในการออกกำลังกายที่เหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังทดลองนักเรียน มีระดับการรับรู้ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วนและการควบคุมน้ำหนัก ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ด้านการรับรู้ประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก ด้านการปฏิบัติตัวในการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการปฏิบัติตัวในการออกกำลังกายที่เหมาะสม มากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) และ 2) หลังทดลองนักเรียนมีพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย มากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถของตนเองในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research) กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนที่มีน้ำหนักเกิน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถของตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต จำนวน 35 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา = 0.92 ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วน ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความคาดหวังในผลลัพธ์ และพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถของตนเองในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน มีความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วน การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความคาดหวังในผลลัพธ์และพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย ก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. หลังทดลอง นักเรียนที่ได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถของตนเองในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวลดลง โดยก่อนทดลองมีน้ำหนักตัวเริ่มอ้วน (25.0-29.9 kg/ m2) คิดเป็นร้อยละ 57.14 และ หลังทดลอง มีน้ำหนักตัวสมส่วน (18.5-22.9 kg/ m2) คิดเป็นร้อยละ 68.57

ระดับการรับรู้การเจ็บป่วยของผู้ป่วยนอก ห้องตรวจเวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลศรีนครินทร์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

แพทย์ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบการเจ็บป่วยของตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการให้ความร่วมมือและประสบผลสำเร็จในการรักษา การศึกษาระดับการรับรู้จะบ่งชี้ถึงคุณภาพการให้ข้อมูลด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหา 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ในเรื่องความเข้าใจ คะแนนการรับรู้ในเรื่องความสามารถต่อการเจ็บป่วย และคะแนนการรับรู้รวม 2) สัดส่วนของผู้ป่วยจำแนกตามระดับการรับรู้การเจ็บป่วย ผลการศึกษา อัตราการตอบกลับ 97.22% (105/108) ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ในเรื่องความเข้าใจต่อตัวโรค สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง การรักษา และการพยากรณ์โรคอยู่ที่ 0.99±0.69 (95%CI:0.86,1.12), 0.90± 0.74 (95%CI:0.66,0.94), 1.05±0.66 (95%CI:0.92,1.17) และ 0.72 ± 0.66 (95%CI:0.60,0.85) คะแนน ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ในเรื่องความสามารถในการจัดการหรือรับมือกับอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ในภาพรวม 1.06±0.65 คะแนน (95%CI:0.93,1.18) จากคะแนนเต็มข้อละ 2 คะแนน ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้รวม 5.32±2.72คะแนน (95%CI: 4.79,5.85) จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน จำนวนผู้ป่วยที่มีระดับการรับรู้เพิ่มขึ้นในเรื่องความเข้าใจและความสามารถต่อการเจ็บป่วยคิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มที่ไม่เพิ่มขึ้นเกือบทุกข้อที่นำมาประเมิน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น

สถานการณ์และความคิดเห็นต่อการบูรณาการการแพทย์ทางเลือกกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ของผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ในประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษางานวิจัยด้านการแพทย์ทางเลือกย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ.2543-2552) จากทั้งหมด 252 เรื่อง พบว่าเป็นงานวิจัยด้านการแพทย์ทางเลือกเพียง 5 เรื่อง (ร้อยละ 1.98) ที่ศึกษาโดยสาขาแพทยศาสตร์ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และคิดเห็นของผู้บริหารในสถาบันแพทยศาสตร์ต่อการบูรณาการการแพทย์ทางเลือกกับการแพทย์แผนปัจจุบันในด้านการบริการสุขภาพและด้านการเรียนการสอน ผลการวิจัยจากแบบสอบถาม 55 ชุด ได้รับการตอบกลับ 15 ชุด มีผู้บริหารฯ 8 คน ที่ระบุว่าในหน่วยงานของตนมีการให้บริการการแพทย์ทางเลือกและมีผู้บริหาร 13 คน เห็นด้วยกับการบูรณาการการแพทย์ทางเลือกกับการแพทย์แผนปัจจุบันในด้านการบริการสุขภาพ ศาสตร์ที่มีการให้บริการและเห็นด้วยในการนำมาบูรณาการกับแพทย์แผนปัจจุบันมากที่สุดคือสมาธิบำบัด ในด้านการจัดการเรียนการสอนการแพทย์ทางเลือก พบว่ามีผู้บริหาร 6 คน ระบุว่ามีการสอนฯในโรงเรียนแพทย์ของตน โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับชั้นคลีนิกและปรีคลินิก และมีลักษณะการสอนฯ เป็นหัวข้อในรายวิชา ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนฯพบว่าผู้บริหาร 12 คนเห็นด้วย โดยเห็นด้วยให้มีการสอนฯทั้งในระดับชั้นคลินิกและปรีคลินิกเป็นส่วนใหญ่ และมีลักษณะการสอนฯเป็นแบบรายวิชาและหัวข้อในรายวิชา นอกจากนี้ผู้บริหารทุกคนที่ตอบกลับเห็นด้วยกับการทำวิจัยเพื่อให้เกิดหลักฐานเชิงประจักษ์ของการแพทย์ทางเลือกในโรงเรียนแพทย์ ผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการบูรณาการการแพทย์ทางเลือกกับการแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในงานวิจัยชิ้นนี้มีจำนวนผู้ตอบกลับแบบสอบถามไม่มากเพียงพอที่จะสรุปให้เห็นภาพรวมของสถาบันแพทยศาสตร์ในประเทศไทย

ผลของวิธีการต้มน้ำรางจืดต่อระดับโคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบมีโอกาสได้รับพิษจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ หนึ่งในทางเลือกของการลดอันตรายจากสารเคมีคือ การใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชน ได้แก่ รางจืด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการต้มน้ำรางจืดมีผลต่อระดับโคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ประเทศไทย การศึกษานี้ใช้รูปแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรที่มีผลการตรวจพบ ระดับโคลีนเอสเตอเรสอยู่ในระดับเสี่ยง-ไม่ปลอดภัย กลุ่มการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ดื่มน้ำต้มใบรางจืดที่บุคลากรด้านสุขภาพเป็นผู้เตรียมให้ จำนวน 30 ราย และกลุ่มที่ 2 ดื่มน้ำต้มใบรางจืดที่ต้มเองที่บ้าน จำนวน 30 ราย เป็นระยะเวลา 7 วัน ติดตามระดับโคลีนเอสเตอเรส วิเคราะห์เปรียบเทียบ โดยใช้ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test ผลระดับโคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรระหว่างก่อนการทดลองกับหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกกลุ่ม โดยค่าเฉลี่ยโคลีนเอสเตอเรสของกลุ่มที่ดื่มน้ำต้มใบรางจืดที่เตรียมโดยบุคลากรด้านสุขภาพ ( = 1.47, SD. = 1.40) ลดลงมากกว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำใบรางจืดที่เตรียมเอง ( = 1.36, SD. = 0.92) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่าการลดลงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น วิธีการดื่มน้ำต้มใบรางจืดที่เตรียมโดยบุคลากรด้านสุขภาพ จะมีระดับโคลีนเอสเตอเรสไม่แตกต่างกับวิธีที่ดื่มน้ำใบรางจืดที่ประชาชนเตรียมเอง