วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2565

สารบัญ ปีที่ 10 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2565
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืดและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืดที่มีอายุ 60-90 ปี และเข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืดโรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 138 ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) แบบ stepwise ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 79.40 อายุอยู่ในช่วง 51-60 ปี ร้อยละ 45.70 สถานภาพสมรส ร้อยละ 68.10 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 47.80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 38.40 มีรายได้อยู่ในช่วง 4,000-6,000 บาท ร้อยละ 45.7 ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วยหอบหืด อยู่ในช่วง 1-10 ปี ร้อยละ 42.50 พฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุ โรคหืดของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 84 ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ พบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหอบหืด (Beta=0.383) และความรู้เกี่ยวกับโรคหอบหืด (Beta=.224) โดยสามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุโรคหืดของผู้ดูแลผู้สูงอายุโรคหืด ได้ร้อยละ 19.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 150 คน โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุแบบทีละขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 83.30 มีอายุอยู่ระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 36.70 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 45.30 สถานภาพสมรส คู่ ร้อยละ 48.70 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 67.30 มีรายได้อยู่ในช่วง 1-20,000 บาท ร้อยละ 50.70 ระยะเวลาการเป็น อสม. อยู่ในช่วงระหว่าง 6-10 ปี ร้อยละ 42.00 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ได้แก่ การควบคุมและติดตามผลการปฏิบัติงาน (Beta=.371) โดยสามารถทำนายการชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้ร้อยละ 13.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.001

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ในเขตอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ในเขตอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในสถานบริการสาธารณสุข ในอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ที่มาฝากครรภ์ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 30 พฤษภาคม 2565 จำนวน 136 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 79.41 มีอายุอยู่ระหว่าง 15-30 ปี สถานภาพสมรส ร้อยละ 97.79 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 86.76 อาชีพ รับจ้าง ร้อยละ 30.14 จำนวนบุตร 1 คน ร้อยละ 72.05 กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 64.60 และ ร้อยละ 94.85 มีความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์อยู่ในระดับสูง พฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 81.62 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองระดับสูง เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ พบว่าระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนปัจจัยนำ (ความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองของหญิงตั้งครรภ์) ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

ประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองระยะกึ่งเฉียบพลัน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองระยะกึ่งเฉียบพลัน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงคะแนนความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันก่อนเข้ารับการฟื้นฟูและติดตามหลังการเข้ารับการฟื้นฟูจนครบ 6 เดือนของกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 147 คน ที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกหลอดเลือดสมอง โดยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Komogorov- Smirnov Repeated Measures ANOVA ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 67.76 อายุอยู่ในช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 28.6 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 43.5 โดยโรคประจำตัวที่พบมากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 39.47 เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย Bathel ADL index ในเดือนที่ 1 เท่ากับ 71.22 ± 34.42 เดือนที่ 2 เท่ากับ 76.26 ± 32.76 เดือนที่ 3เท่ากับ 78.37 ± 31.42 เดือนที่ 4 เท่ากับ 79.90 ± 30.32 เดือนที่ 5 เท่ากับ 80.51 ± 30.31 และเดือนที่ 6 เท่ากับ 80.88 ± 30.87 ตามลำดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.001) ในทุกเดือน และเมื่อพิจารณาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการบำบัดรักษา พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 23.03 ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุด คือ ข้อติดหรือข้อหลุด ร้อยละ 14.29 ดังนั้นรูปแบบการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองระยะกึ่งเฉียบพลันของคลินิกหลอดเลือดสมองโรงพยาบาลกมลาไสย สามารถพัฒนาคะแนนความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันได้

ผลของโปรแกรมเรียนรู้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสร้างเสริมทักษะ การจัดการตนเองให้ปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและเสริมสร้างการจัดการตนเองให้ปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรที่มารับการตรวจคัดกรองสุขภาพในคลินิกสุขภาพ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอพังโคน คัดเลือกแบบเจาะจงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบจำนวนกลุ่มละ 40 ราย กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้เรื่องโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรและสร้างเสริมทักษะการจัดการตนเองให้ปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติจากบุคลากรทางสุขภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ระยะเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติเชิง พรรณนา (ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ไคสแควร์ และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ การรับรู้เรื่องโรคและทักษะในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าก่อนทดลอง ระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในทั้งสองกลุ่ม ก่อนการทดลองมีค่าการกระจายในระดับปกติ หลังการทดลอง พบว่า ระดับโคลีนเอสเตอเรสในกระแสเลือดลดลงในกลุ่มทดลอง ไม่พบระดับที่มีความไม่ปลอดภัย และระดับมีความเสี่ยงลดลง ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างระดับโคลีนเอสเตอเรสในเลือดก่อนและหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p-value =0.019)

การพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล ในครอบครัว ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลในครอบครัว ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม มี 2 ระยะ ดำเนินการระหว่าง ตุลาคม 2564 - มิถุนายน 2565 คือ 1) ระยะพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุ และ 2) ระยะศึกษาผลการใช้โปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลในครอบครัว เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มและใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ประกอบด้วย 1) การมีจริยธรรมและให้การดูแลผู้สูงอายุที่เมตตาและมองผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีคุณค่า 2) การรวบรวมข้อมูลคิดวิเคราะห์และตัดสินใจแก้ไขปัญหา และ 3) ความสามารถในการปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุตามความต้องการและความจำเป็นของผู้สูงอายุ หลังทดลองใช้โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุ พบว่าความรู้ของผู้ดูแลสูงขึ้น ทัศนคติต่อผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงขึ้น และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p<0.001)

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสพยาบ้าของผู้ป่วยยาเสพติด อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเสพยาบ้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสพยาบ้าของผู้ป่วยยาเสพติด อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ใช้ กลุ่มเสพและกลุ่มติดยาบ้า ที่เข้ามารับการรักษาทั้งในระบบสมัครใจและบังคับบำบัดเขตอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ปี 2564 จำนวน 138 ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 91.30 มีอายุระหว่าง 20-40 ปี ร้อยละ 68.84 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 75.36 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 77.54 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 0-5,000 บาท ร้อยละ 90.58 ข้อมูลพฤติกรรมการเสพยาบ้า พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 63.77 มีพฤติกรรมการเสพยาบ้าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการเสพยาบ้าของผู้ป่วยยาเสพติด พบว่า อายุ ระดับการศึกษาและอาชีพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสพยาบ้าของผู้ป่วยยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนปัจจัยด้านความคิดเห็นส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านสังคม ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสพยาบ้าของผู้ป่วยยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มที่มีรสหวานในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวานในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด PRECEDE Model เป็นกรอบในการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 380 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผ่าน google form วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 50.26) อายุเฉลี่ย 10.70 ปี (S.D. = 1.027) ศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ร้อยละ 52.84) ได้รับเงินจากผู้ปกครองวันละ 40-45 บาท (ร้อยละ 57.37) มีพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวานอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.0001) คือ อายุ ส่วนสูง ระดับการศึกษา การเข้าถึงขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ทัศนคติต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน และแรงจูงใจในการตัดสินใจบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางให้กับผู้ปกครองและครูในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการบริโภคของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมต่อไป