วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2563

สารบัญ ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2563
ผลของการรักษาด้วยยา Bosentan: กรณีศึกษาในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง ในศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเบื้องต้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ประเมินผลของการใช้ยา Bosentan ในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ในศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 - มิถุนายน 2563 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดมี จำนวน 33 ราย เป็นเพศหญิงส่วนใหญ่ อายุเฉลี่ย 23±0.8 ปีอัตราส่วนเพศชายมากหญิง ไม่มีโรคร่วม พบว่า ภายหลังการได้รับยา Bosentan ค่า Mean PAP by RHC ค่า PVR by RHC และ ค่า NT-proBNP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.4, 1.64 และ 642 (95% CI 7:12.5, 1.09:2.36, 313.8:809.15) ตามลำดับ นอกจากนี้ ค่า Cardiac index (CI) ค่าเฉลี่ย RV TAPSE by echo และค่า 6MWD เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.99, 5.64 และ 66.39 (95%CI 0.66:1.37, 4.75:6.54, 56.08: 76.71) ตามลำดับ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ยา Bosentan ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งสมรรถนะในการออกกำลัง การทำงานของหัวใจห้องล่างขวา การลดลงของค่าเฉลี่ยของความดันหลอดเลือดแดงปอด และความต้านทานของหลอดเลือดปอด

การใช้ยาเสพติดในผู้ใช้แรงงานเกษตร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้แรงงานเกษตรใช้วิธีศึกษาเชิงคุณภาพ ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดจำนวน 104 คน กลุ่มตัวอย่างเลือกจากสถานประกอบการเกษตร และสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ประกอบการเกษตร 17 คน วิเคราะห์โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา แรงงานเกษตรที่ต้องพึ่งพายาเสพติดเพื่อคาดหวังผลของฤทธิ์เพื่อเสริมแรงในการทำงาน นอกจากนี้แรงงานรู้สึกว่ายาเสพติดทำให้พวกเขารู้สึกปกติ ผ่อนคลายมากขึ้น และช่วยให้พวกเขาคิดงานได้ชัดเจน แรงงานเกษตรรู้สึกว่า ยาไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือความปลอดภัยของพวกเขา แต่ส่งผลต่อการได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

ผลของการสนับสนุนจากครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่ออาการทางลบของผู้ป่วยจิตเภท: กรณีศึกษาอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสนับสนุนจากครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเภท 12 คน ผู้ดูแลในครอบครัว 12 คน อาสาสมัครสาธารณสุข 12 คน และพยาบาลวิชาชีพ 10 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการทางลบ การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา, Paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า หลังได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ป่วยจิตเภท มีคะแนนเฉลี่ยของอาการทางลบลดลง Mean = 17.50 และ Mean = 6.33 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p< 0.05

ความต้องการจำเป็นของผู้ใช้บัณฑิตต่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยประเมินผลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความต้องการจำเป็นของผู้ใช้บัณฑิตต่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ประชากร คือ ผู้ใช้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2561 จำนวน 34 คน เครื่องมือประเมินคุณภาพบัณฑิตเป็นรูปแบบการตอบสนองแบบรายคู่ เก็บข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถามออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน Google form วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา จัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิค Modify Priority Needs Index (PNImodified) ผลการวิจัย พบว่า 1. ความต้องการจำเป็นด้านกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติที่ควรได้รับการพัฒนา ได้แก่ 1.1) ความสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในการพัฒนางาน 1.2) ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัย การบริหารและการจัดการด้านสุขภาพชุมชน และ 1.3) การเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่นทั้งในการดำรงตนและการปฏิบัติงาน 2. ความต้องการจำเป็นด้านผลลัพธ์ผู้เรียนที่ควรได้รับการพัฒนา ได้แก่ 2.1) ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 2.2) ความสามารถสร้างงานหรือสัมมาอาชีพบนพื้นฐานของความพอเพียง และ 2.3) การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม

การดำเนินงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตำบลนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 58 คน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 100 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 69.0) มีอายุเฉลี่ย 54.98 ปี มีผู้สูงอายุในความดูแลจำนวน 1-5 คน (ร้อยละ 82.8) ความถี่ของการให้การดูแล 2 ครั้ง/สัปดาห์ (ร้อยละ 100.0) มีระดับความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุในระดับปานกลาง (ร้อยละ 65.5) มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุในระดับปานกลาง (ร้อยละ 67.2) ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อการบริการของนักบริบาลผู้สูงอายุ ในระดับสูง (ร้อยละ 40.0) มีการฟื้นฟูองค์ความรู้อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี และเพิ่มเนื้อหาในประเด็นต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาลเบื้องต้น การดูแลสุขภาพจิต แพทย์แผนไทย เป็นต้น และความรู้และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.414,p=0.001; r=0.547,p=0.001 ตามลำดับ) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุมีความสำคัญต่อการให้การดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดอบรมฟื้นฟูองค์ความรู้และทักษะให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเองในการให้บริการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น

ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎี แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันการเสพซ้ำของผู้ป่วยเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลคัดสรรแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบวัดก่อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการป้องการเสพแมทเอมเฟตามีนซ้ำของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด ในโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา กลุ่มตัวอย่าง 134 คน เป็นกลุ่มทดลอง 67 คน จะได้รับกิจกรรมส่งเสริมความรู้และการประเมินตนเอง และกลุ่มควบคุม 67 คน ใช้ระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 65.7 อายุเฉลี่ย 29 ปี ยาเสพติดที่ใช้ คือ ยาบ้าและยาไอซ์ ส่วนใหญ่ไม่เคยเข้ารับการบำบัดรักษา หลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า กลุ่มทดลองมีความเชื่อด้านสุขภาพดีขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกับกลุ่มควบคุม การรับรู้ความสามารถในการป้องกันเสพเมทแอมเฟตามีนซ้ำ กลุ่มทดลองมีการรับรู้มากกว่าก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุม (p-value <0.05) และกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการป้องกันการเสพซ้ำมากกว่ากลุ่มควบคุม (p-value <0.05)

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่ ตำบลสันป่าตอง อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่ตำบลสันป่าตอง อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวนทั้งหมด 542 คน เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 55.7) อายุเฉลี่ย 69.33 ปี ส่วนใหญ่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 94.1) สำหรับคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 54.2 เมื่อจำแนกคุณภาพชีวิตรายด้าน พบว่า ด้านสุขภาพกาย ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตระดับไม่ดี (ร้อยละ 43.5, 44.4 และ 40.2 ตามลำดับ) ส่วนด้านจิตใจ ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง (ร้อยละ 42.3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การมีหนี้สิน และโรคประจำตัว (p-value =0.014, 0.007, 0.012 และ 0.029 ตามลำดับ)

พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพโดยรวมและรายด้านของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2561 และยินดีเข้าร่วมการศึกษาในครั้งนี้ จำนวน 330 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าจำนวนร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 93.03 มีอายุในช่วง 21-25 ปี ร้อยละ 63.33 มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด ร้อยละ 93.03 ผู้ดูแลนักศึกษา คือ บิดา-มารดา ร้อยละ 93.94 ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 95.46 มีดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 74.24 และแหล่งของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมากที่สุด คือ Facebook ร้อยละ 75.75 พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (xˉ=2.93, SD. = 0.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่อยู่ในระดับดี ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (xˉ= 3.39, SD. = 0.53) ด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ (xˉ= 3.21, SD. = 0.5) และด้านการจัดการกับความเครียด (xˉ= 3.15, SD. = 0.49) และมี 3 ด้านที่พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (xˉ= 2.65, SD. = 0.71) ด้านการออกกำลังกาย (xˉ= 2.54, SD. = 0.67) และด้านโภชนาการ (xˉ= 2.7, SD. = 0.4) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรส่งเสริมพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพให้กับนักศึกษาพยาบาลโดยการให้ความรู้ และจัดกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย และด้านโภชนาการ เพื่อให้นักศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสม และเป็นแบบอย่างที่ดี ในด้านสุขภาพต่อไป

คุณภาพชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรีในหอพัก : กรณีศึกษาในมหาวิทยาลัยคัดสรรแห่งหนึ่ง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การสำรวจภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรีที่พักอาศัยหอพักเอกชนในกำกับของมหาวิทยาลัย ใช้วิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ จำนวน 144 คน เก็บข้อมูลในเดือนตุลาคม 2563 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ที่สร้างขึ้นค่าความเชื่อมั่น 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่ากลาง Mann-Whitney U test และ Kruskal-Wallis H test กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเพศหญิง ร้อยละ 81.3 มีความพึงพอใจในทำเลที่ตั้งของหอพักทำให้เข้าถึงบริการของมหาวิทยาลัยได้สะดวก โดยเฉพาะการเข้าถึงห้องสมุด ร้อยละ 90.3 ในขณะที่ไม่พึงพอใจใน ความเร็วอินเตอร์เน็ตร้อยละ 69.4 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง พบว่า การบริการของสำนักงานหอพัก สิ่งแวดล้อมบริเวณหอพัก อำนวยความสะดวกในหอพัก สภาพแวดล้อมห้องพัก และความคุ้มค่า มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ผลที่ไม่พึงประสงค์จากการเสพเมทแอมเฟตามีน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การเสพสารเสพติดมีผลกระทบต่อผู้เสพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงการเกิดอาการจิตเวช เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ ระดับบุคคลในการเพิ่มความเสี่ยงการก่อโรค การศึกษานี้เป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาโรคร่วมที่มาจากการเสพเมทแอมเฟตามีน ผลการศึกษาพบว่าการใช้ methamphetamine สัมพันธ์กับความบกพร่องทางประสาทในด้านความสามารถในการบริหารการเรียนรู้ ความจำขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล และส่งผลในการลดการรับรู้ของบุคคล นอกจากนี้ ความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจเต้นที่ผิดปกติที่เกิดจากใช้ methamphetamine อาจทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การท้องร่วงแบบเฉียบพลัน และการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจฉับพลัน