วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2560

สารบัญ ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2560
รูปแบบการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพชุมชน: กรณีศึกษาการใช้สมุนไพรรางจืดในเกษตรกร ตำบลแสนพันอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักวิจัยไทบ้าน จำนวน 15 คน กลุ่มหมอพื้นบ้าน จำนวน 5 คน ครู พระ คณะกรรมการชุมชน จำนวน 15 คน นักแพทย์แผนไทย พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 10 คน รวม จำนวน 45 คน กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอาสาสมัคร จำนวน 30 คน ตัวแทนครัวเรือน ครัวเรือนละ 1 คน ในพื้นที่ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การตีความ และการวิเคราะห์ประเด็น ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพชุมชน ประกอบด้วยการสร้างแกนนำชุมชน การสร้างความรู้สึกรับผิดชอบร่วม การสร้างความตระหนักถึงปัญหาชุมชน การสร้างแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพชุมชน การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ การเสริมพลังอำนาจแก่ชุมชน การสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน การสร้างเครือข่ายการประสานความร่วมมือ และระบบการติดตามประเมินผล ซึ่งรวมเป็น “LOCC BRECCE Model” ผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าควรนำผลการวิจัยไปใช้ในการส่งเสริมให้ชุมชนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพของชุมชนมากยิ่งขึ้นเพื่อตอบสนองแนวนโยบายของรัฐที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพของตนเองบนความพอเพียงและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง โรคความดันโลหิตสูงในตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาแบบสองกลุ่มวัดสองครั้ง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 60-79 ปี โดยแบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่า Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง ความคาดหวังถึงผลลัพธ์การปฏิบัติตัว และพฤติกรรมการดูแลตนเอง มากกว่าก่อนทดลอง และพบว่า หลังทดลอง ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้ง 3 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.02)

สุนทรียทักษะผู้นำที่มีผลต่อบทบาทในการควบคุมกำกับการดำเนินงานตามโครงการของผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาสุนทรียทักษะผู้นำที่มีผลต่อบทบาทในการควบคุมกำกับการดำเนินงานตามโครงการของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 103 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 12 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และหาความเที่ยงโดยค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาช ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.98 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุด และสถิติอนุมานหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนโดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการศึกษา พบว่าระดับสุนทรียทักษะผู้นำและระดับบทบาทการควบคุมกำกับการดำเนินงานตามโครงการภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.23 (S.D. = 0.52) และ 4.38 (S.D. = 0.55) ตามลำดับ สุนทรียทักษะผู้นำมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับบทบาทการควบคุมกำกับการดำเนินงานตามโครงการของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.839, p-value <0.001) ทั้งนี้สุนทรียทักษะผู้นำด้านทักษะการสอนงาน ทักษะในการริเริ่ม ทักษะการติดต่อสื่อสาร สามารถร่วมกันพยากรณ์บทบาทในการควบคุมกำกับการดำเนินงานตามโครงการของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ร้อยละ 73.6 (R2= 0.736, P-value < 0.001)

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือน เมืองบริคัณฑ์ แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบ Cross-Sectional Analytical Study เพื่อศึกษาความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบทุกชนิดตามเกณฑ์อายุ และปัจจัยที่มีผลต่อความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนตามเกณฑ์อายุของเด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือน ในเมืองบริคัณฑ์ แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 24 เดือน จำนวน 240 คน และเด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือน จำนวน 240 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Univariate logistic Regression และ Multiple Logistic Regression พบว่า มารดามีอายุเฉลี่ย 26.8 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 44.2) มีความรู้เกี่ยวกับการให้วัคซีนในระดับสูงเพียงร้อยละ 15.0 และมีทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการรับวัคซีน ร้อยละ 84.2 เด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือนได้รับวัคซีนตามเกณฑ์อายุร้อยละ 67.9 และพบว่าชนเผ่าลาว (Adjusted Odds ratio ; AOR=4.8, 95%CI: 2.8,8.2) และชนเผ่าชะนุและเผ่าพ้อง ( AOR=5.5, 95%CI: 2.6,11.6) และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน (AOR=0.4, 95%Ci: 0.2,0.6) มีความสัมพันธ์กับความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนตามเกณฑ์อายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) สรุปผล พบว่า อัตราการได้รับวัคซีนตามเกณฑ์อายุของเด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือนนั้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับความสำคัญของการมารับวัคซีน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานมารับวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มชนเผ่าที่มีปัญหาด้านภาษา มีบริบททางสังคม ความเชื่อที่อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ ดังนั้นต้องวางแผนและพัฒนาสื่อให้ความรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของชนเผ่านั้นๆ

การประเมินการรับสัมผัสจุลินทรีย์ก่อโรคในการบริโภคน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจเพื่อประเมินการรับสัมผัสจุลินทรีย์ก่อโรคในการบริโภคน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ โดยทำการเก็บตัวอย่างน้ำก่อนเข้าตู้และน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ จำนวน 70 ตู้สำรวจสุขลักษณะและการบำรุงรักษาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ โดยใช้แบบสอบถามสำหรับผู้ประกอบการ/ผู้ดูแลตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ที่ติดตั้งอยู่บริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ม.ใหม่) อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ในรัศมี 500 เมตร ผลการศึกษาพบว่า ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภค พบว่าคุณภาพน้ำทางกายภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกพารามิเตอร์ คุณภาพน้ำทางเคมี และชีวภาพไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 1.43 และ 92.86 ตามลำดับ ผลการทดสอบทางสถิติไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขลักษณะและการบำรุงรักษาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญกับคุณภาพน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) จากการประเมินการรับสัมผัสจุลินทรีย์พบว่า ความน่าจะเป็นในการสัมผัสกับจุลินทรีย์ E.coli จากการบริโภคน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญปริมาณ 2 ลิตร/วัน คิดเป็นร้อยละ 16.7 ความน่าจะเป็นในการเจ็บป่วยจากจุลินทรีย์ที่สัมผัส คิดเป็นร้อยละ 0.208 และความเสี่ยงของการเจ็บป่วยจากการสัมผัสจากจุลินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 0.113 ความน่าจะเป็นในการเจ็บป่วยจากจุลินทรีย์ที่สัมผัส คิดเป็นร้อยละ 0.002 และความเสี่ยงของการเจ็บป่วยจากการสัมผัสจากจุลินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 0.0003 ดังนั้นค่าประมาณความเสี่ยงของความน่าจะเป็นในการสัมผัสกับจุลินทรีย์ S.aureus ในน้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอยู่ในระดับต่ำมาก

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด
  ดาวน์โหลดแล้ว 4 ครั้ง

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของทารกและเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจัดเป็นโรคเรื้อรังและมีความพิการการรักษาและการดูแลแบบประคับประครองโดยการรักษายาหรือการผ่าตัดการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจำนวน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 39 คน มีระยะเวลาในการทดลอง 12 สัปดาห์ กิจกรรมประกอบด้วยการให้ความรู้ การสอนสาธิต การฝึกปฏิบัติ การประชุมกลุ่ม ตัวแบบ การเก็บข้อมูลรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการทดลองการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 และ 95%CI ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม ของความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การรับรู้ในความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลลัพธ์ การเห็นคุณค่าของตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วยมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p-value < 0.001) ส่วนการปฏิบัติเพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01) เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนภายในกลุ่มของกลุ่มทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนของความรู้ การรับรู้ในความสามารถตนเองความคาดหวังในผลลัพธ์การเห็นคุณค่าของตนเองการปฏิบัติเพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจพิการหลังการทดลอง มากกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = <0.001)

การได้รับความรุนแรงในครอบครัวของเด็กหญิงและสตรี จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงการวิเคราะห์เอกสารแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการได้รับความรุนแรงของเด็กหญิงและสตรี จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ แบบบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเด็กหญิงและสตรี ที่เข้ารับบริการศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างปี พ.ศ.2556ii– 2559 จำนวน 360 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ในปี พ.ศ.2556 - 2559 กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 19.46, 23.96, 25.1 และ 27.9 ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด ในปี พ.ศ.2556 และ 2559 พบสถานที่เกิดเหตุการณ์คือบ้านผู้รับบริการ ร้อยละ 31.6 และ 32.2 ส่วนปี พ.ศ. 2557 และ 2558 สถานที่เกิดเหตุการณ์คือบ้านผู้กระทำ ร้อยละ 37.2 และ 31.8 สำหรับความสัมพันธ์กับผู้ถูกกระทำ ในปี พ.ศ. 2556 และ 2557 พบผู้กระทำเป็นแฟน ร้อยละ 36.3 และ 36.5 ส่วนปี พ.ศ. 2558 และ 2559 พบผู้กระทำเป็นสามี ร้อยละ 35.7 และ 33.8 โดยปัจจัยที่กระตุ้นให้การทำความรุนแรง ในปี พ.ศ. 2556 คือ การใกล้ชิด/โอกาสอำนวย ร้อยละ 53.4 ในปี พ.ศ.2557 - 2559 คือ การทะเลาะวิวาท ร้อยละ 42.5, 35.7, 49.2 ปี พ.ศ. 2556 - 2559 พบลักษณะการกระทำความรุนแรงทางกายเป็นการใช้กำลัง ร้อยละ 73, 53.6, 58.2 และ 62.1 ตามลำดับ สำหรับลักษณะการกระทำความรุนแรงทางเพศ ในปี พ.ศ.2556 - 2559 เป็นการกระทำชำเรา ร้อยละ 95.2, 95.6, 93.1 และ 95.2 ตามลำดับ ส่วนลักษณะการกระทำความรุนแรงทางจิตใจ พบว่า ในปี พ.ศ.2556 เป็นการปฏิเสธดูถูกเหยียดหยามทำให้ไม่มีคุณค่า ร้อยละ 1.2 ในปี พ.ศ.2557 และ 2558 เป็นการข่มขู่ทำให้หวาดกลัว ร้อยละ 4.1 และ 1.4 ในปี พ.ศ.2559 คือ เฉยเมยไม่สนใจ ร้อยละ 36.0 จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการได้รับความรุนแรงทางร่างกายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ ละปี สำหรับความรุนแรงทางเพศนั้นมีแนวโน้มลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 จนถึงปี พ.ศ.2559 ส่วนการได้รับความรุนทางจิตใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในแต่ละปี แต่มีแนวโน้มลดลงในปี พ.ศ. 2559

การประเมินการใช้แมทริกซ์โปรแกรมในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการใช้แมทริกซ์โปรแกรมในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนใน 4 ด้านคือ 1) ด้านบริบท 2) ปัจจัยนำเข้า) 3) กระบวนการดำเนินงาน 4) ผลผลิต ศึกษาในบุคลากรที่ให้บริการด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ด้วยแมทริกซ์โปรแกรมแบบ Full time ในคลินิกยาเสพติดของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 7 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 71 คน วิเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้องรวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าแมทริกซ์โปรแกรมใช้ในการบำบัดรักษากลุ่มผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด มีความสอดคล้องกับนโยบายการแก้ปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดในพื้นที่ มีบุคลากรปฏิบัติงานเต็มเวลา ไม่ได้ทำงานยาเสพติดด้านเดียว งบประมาณได้รับจัดสรรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ระยะเวลาในการบำบัดรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการติดยาเสพติด ทุกแห่งนัดสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง การไปทำงานต่างถิ่นเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดการรักษา ผู้เข้ารับการบำบัดที่ได้รับการติดตามตามเกณฑ์ที่กำหนดและเลิกได้หยุดได้ร้อยละ 91.21 ปัจจัยที่ทำให้กลับไปติดซ้ำเกิดจากตัวกระตุ้นภายใน การพัฒนาแมทริกซ์โปรแกรมใช้สำหรับกลุ่มผู้เสพโดยเฉพาะจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญต่อภารกิจหลักในการบำบัดรักษายาเสพติดเพื่อให้บุคลากรได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การบริโภคอาหารและปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ ของหญิงตั้งครรภ์ จังหวัดมหาสารคาม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบ Cross-sectional descriptive study เพื่อสำรวจการบริโภคอาหารและวิเคราะห์ปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างคือ หญิงตั้งครรภ์มีอายุครรภ์ในไตรมาสแรกที่มารับบริการฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 96 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์การรับประทานอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง แบบสัมภาษณ์ความถี่ในการบริโภคอาหาร และตรวจหาปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะด้วยวิธี Ammonium persulfate สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าควอไทด์ ผลการวิจัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์มีอายุเฉลี่ย 24.8 ปี มีอายุครรภ์ 10-13 สัปดาห์ ร้อยละ 59.4 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 36.5 ทุกคนบริโภคเกลือไอโอดีน (ร้อยละ 100.0) และรับประทานยาเม็ดเสริมไอโอดีน (ร้อยละ 92.7) ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ได้รับพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินบางชนิดที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อเทียบกับปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ.2546 และพบว่ามีค่ามัธยฐานของระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์เท่ากับ 249.7 µg/l โดยปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกติ (150 – 249 µg/l) ร้อยละ 56.2 และระดับเกิน (250-499 µg/l) ร้อยละ 43.8 นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานยาเม็ดเสริมไอโอดีนทุกวัน มีปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะในระดับเกินถึง ร้อยละ 46.1 สรุปผลการศึกษา พบว่า หญิงตั้งครรภ์ได้รับปริมาณพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอในแต่ละวัน และหญิงตั้งครรภ์บางส่วนมีปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะอยู่ในระดับเกิน ดังนั้นจึงควรให้คำแนะนำทางโภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพื่อให้บริโภคอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอในแต่ละช่วงอายุครรภ์และควรเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะได้รับปริมาณไอโอดีนมากในหญิงตั้งครรภ์ด้วย

การพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจังหวัดยโสธร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในครั้งนี้ มีขั้นตอนและมีผลการวิจัย จำแนกตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ขั้นที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจังหวัดยโสธร จากเอกสารและงานวิจัยกำหนดเป็นกรอบการวิจัย และจัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 5 กลุ่มๆ ละ 9 คน พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องมูลฝอยติดเชื้อ หน่วยงานสาธารณสุข มีปัญหาในการคัดแยก รวบรวม เก็บขน และนำส่ง และยังไม่มีรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนที่ชัดเจน ขั้นที่ 2 สร้างรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจังหวัดยโสธร ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ และองค์ประกอบ 6 ประเด็น คือ 1) ระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการการสาธารณสุข 3) ระบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน 4) ขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ 5) ระบบรายงานการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ 6) ระบบควบคุม กำกับ และติดตามผลการดำเนินงาน ซึ่งผู้รอบรู้เฉพาะทางตรวจสอบแล้วว่ามีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด ขั้นที่ 3 ปฏิบัติการทดลองใช้รูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจังหวัดยโสธรใน 1 อำเภอ เขตพื้นที่โรงพยาบาลชุมชน 1 แห่ง และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2 แห่ง ในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2560 พบว่า มีการพัฒนาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในพื้นที่ ขั้นที่ 4 ประเมินผลจากการทดลองใช้รูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อจังหวัดยโสธร พบว่า หลังการทดลอง สถานบริการการสาธารณสุขมีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อได้ตามมาตรฐานวิชาการและกฎหมายกำหนดมากยิ่งขึ้น และในชุมชนมีรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อมีความพึงพอใจในภาพรวมในระดับมากถึงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100.00