วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2563

สารบัญ ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2563
ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ของผู้สูงอายุในเขตชนบท
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เท่าทันด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเขตตำบลกุดรัง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 257 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่ามัธยฐาน และ Binary logistic regression ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.0) ค่ากลางอายุเท่ากับ 67 ปี อาศัยอยู่กับคู่สมรส/บุตร/ญาติ (ร้อยละ 88.3) เป็นกลุ่มติดสังคม (ร้อยละ 90.3) มีระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับสูง (ร้อยละ 53.3) และมีระดับความรู้เท่าทันด้านสุขภาพโดยรวมในระดับสูง (ร้อยละ 51.4) และพบว่า ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพโดยรวมในระดับต่ำมีความสัมพันธ์กับการมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญ (aOR=2.66, 95%CI: 1.47, 4.81) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุได้รับอิทธิพลจากความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ดังนั้นการเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุมีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพในระดับเพียงพอ จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ความเชื่ออำนาจในตน ความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรค และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเลิกยาเสพติดของผู้ใช้ยาเสพติด ในศูนย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาความเชื่ออำนาจในตน ความสามารถในการ ฟันฝ่าอุปสรรค และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเลิกยาเสพติดของผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดในศูนย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประชากรเป็นผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ในศูนย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นที่ภาคตะวันตกในปี 2561 โดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์จากทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 365 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Independent t-test และ One way ANOVA ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 13-66 ปี เฉลี่ย 29.2 ปี มีการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 43.3 สถานภาพสมรส โสด ร้อยละ 64.9 และว่างงานร้อยละ 17.5 มีความเชื่ออำนาจในตนอยู่ในเกณฑ์สูง เช่นเดียวกับความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรคและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเลิกยาเสพติด สถานภาพสมรสและอาชีพมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเลิกยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

การประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลีและลูกประคบสมุนไพร ช่วยจัดการความปวดตึงเต้านมในหญิงหลังคลอดครรภ์แรก
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

งานวิจัยกึ่งทดลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลีสดและลูกประคบสมุนไพรสด ต่อความปวดตึงเต้านม และปริมาณการไหลของน้ำนมในหญิงหลังคลอด กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดครรภ์แรกที่มารับบริการงานห้องคลอด โรงพยาบาลบุณฑริก จำนวน 60 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งการทดลองเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลีสดและกลุ่มที่ประคบด้วยสมุนไพรสดกลุ่มละ 30 คน วัสดุที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยลูกประคบสด กลีบใบกะหล่ำปลีสด เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกปริมาณน้ำนม และแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบบันทึกนี้ทดสอบค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน independent t-test และ Mann-Whitney- Wilcoxon test ผลวิจัยพบว่า หลังจากประคบเต้านมติดต่อกัน 5 วัน ด้วยการใช้กะหล่ำปลีสดสามารถลดอาการปวดตึงเต้านมได้ดีกว่าการประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพร อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพรมีปริมาณน้ำนมไหลออกมามากกว่าการประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลี การประเมินความพึงพอใจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจการประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลีมากกว่าการประคบเต้านมด้วยลูกประคบสมุนไพร ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นประโยชน์ของการนำสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ลดการใช้ยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงกับร่างกาย อีกทั้งช่วยให้มารดาหลังคลอดเกิดความมั่นใจในการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมารดาต่อไป

ความรุนแรงในครอบครัวในผู้ใช้เมทแอมเฟตามีน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การใช้เมทแอมเฟตามีนเป็นปัญหาสำคัญในระบบบริการสุขภาพ การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรุนแรงในครอบครัว ในผู้ใช้เมทแอมเฟตามีน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ใน 3 จังหวัด (หนองบัวลำภู, ศรีสะเกษ, ร้อยเอ็ด) สุ่มตัวอย่าง แบบกลุ่มได้ 1,219 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ร้อยละ, ไคสแควร์, อัตราส่วนออด, ช่วงความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 กลุ่มตัวอย่าง 1,219 คน พบความรุนแรงในครอบครัวร้อยละ 28.10 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัว ได้แก่ ความถี่ในการใช้เมทแอมเฟตามีน, ปริมาณการใช้เมทแอมเฟตามีน, รายได้และสถานภาพสมรส มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มมีรายได้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มไม่มีรายได้ ร้อยละ 37 (OR 0.637,95% CI 0.478-0.849) กลุ่มโสดมีโอกาสเกิดความรุนแรงมากกว่ากลุ่มมีคู่ ร้อยละ 14 (OR 1.480,95% CI 1.099-1.994) ความรุนแรงในครอบครัวเป็นผลกระทบสำคัญจากการใช้เมทแอมเฟตามีน ในกระบวนการบำบัดควรคำนึงถึงและมีการจัดการเพื่อลดความรุนแรงในครอบครัว

ปัจจัยเสี่ยงและผลลัพธ์ทางคลินิกของการติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออกในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงและผลลัพธ์ทางคลินิกของการติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออก ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ตั้งแต่มกราคม พ.ศ.2556 - พฤษภาคม พ.ศ 2563 โดยเก็บข้อมูลพื้นฐาน, การล้างไตทางช่องท้อง, การติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออก, การบริหารยาปฏิชีวนะ จากเวชระเบียนและแฟ้มประจำตัวผู้ป่วยและระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล และการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออก โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก จากข้อมูลผู้ป่วยในการศึกษา จำนวน 265 ราย พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มติดเชื้อกับกลุ่มไม่ติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออก มีปัจจัยพื้นฐานด้านอายุ เพศ และการศึกษา ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านการล้างไต พบว่า ผู้ป่วยที่ใส่สายล้างไต โดยศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัด, ผู้ดูแลผู้ป่วยที่จบต่ำกว่าระดับประถมศึกษา และผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ ในช่องท้องจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออก เพิ่มขึ้น 1.88 เท่า, 2.96 เท่า และ 1.75 เท่า ตามลำดับ และผู้ป่วยติดเชื้อที่แผลช่องทางสายออกที่มีการติดเชื้อที่อุโมงค์สายและติดเชื้อแผลเรื้อรังและแผลติดเชื้อช่องทางสายออกที่เกิดจากเชื้อ Pseudomonas และเชื้อรามีความเสี่ยงต่อการไม่ตอบสนองต่อการรักษาและต้องเอาสายล้างไตออกเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การสนับสนุนทางสังคมและภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ในเขตชุมชนเมือง จังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 300 คน ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 โดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลประชากร ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแคว์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุเพศหญิงมีจำนวนมากกว่าเพศชาย ซึ่งช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 60-69 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสมากที่สุด และได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพของผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นพ่อบ้าน-แม่บ้านหรือไม่ได้ประกอบอาชีพ รายได้หลักส่วนใหญ่มาจากเบี้ยผู้สูงอายุ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมระดับสูง และพบว่า ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 35 ซึ่งจากผลการศึกษา อายุมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การสนับสนุนทางสังคมและภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง พบว่า การสนับสนุนทางสังคมระดับสูงกับการสนับสนุนทางสังคมระดับปานกลางมีผลต่อภาวะซึมเศร้าไม่แตกต่างกัน

ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต่อความรู้ในการใช้ยาพฤติกรรมการใช้ยาอย่างปลอดภัย และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุตอนต้นที่ป่วยโรคเบาหวาน ในอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต่อความรู้ในการใช้ยา พฤติกรรมในการใช้ยาอย่างปลอดภัย และค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในผู้สูงอายุตอนต้น ที่ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 98 คน กลุ่มทดลอง 48 คน เปรียบเทียบผลกับกลุ่มควบคุมที่รับบริการตามปกติ 50 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ความรู้และพฤติกรรมการใช้ยา แบบบันทึกค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า (FBS) และค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสูงกว่ากลุ่มควบคุม มีพฤติกรรมการใช้ยาอย่างปลอดภัยสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร และค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาแสดงว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยานี้ สามารถนำไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุตอนต้นที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ ความเข้าใจในการใช้ยา มีพฤติกรรมการใช้ยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทำให้ผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ผลการบริการสุขภาพจิตในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ที่ต้องกักตัว อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการให้บริการด้านสุขภาพจิตสำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรนา ไวรัส 2019 ที่ต้องกักตัว รูปแบบบริการประกอบด้วย การวางแผนร่วมกับสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง, การปฏิบัติโดยการพัฒนาศักยภาพผู้ให้คำปรึกษา, การบริการคัดกรองและให้คำปรึกษาในผู้ถูกกักตัวทั้งหมด ในเดือนมีนาคม - เมษายน พ.ศ. 2563 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 154 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ได้รับการประเมินความเครียด ซึมเศร้า และภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแคว์, การทดสอบฟรีดแมนต์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.70 ในวันที่ 1 และ 7 มีระดับความเครียด ปานกลาง ร้อยละ 44.20 ระดับคะแนนซึมเศร้าที่ผิดปกติ ในวันที่ 1 ร้อยละ 48.30 วันที่ 7 ร้อยละ 68.00 และลดลงในวันที่ 14 คะแนนความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ไม่พบในวันแรก พบร้อยละ 50 ในวันที่ 7 และลดลงเหลือ ร้อยละ 12.50 ในวันที่ 14 ทั้งนี้ความเครียด ซึมเศร้า และฆ่าตัวตายมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

พฤติกรรมการป้องกันตนเอง ความเครียดและการเผชิญความเครียดในภาวะวิกฤติด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในจังหวัดอำนาจเจริญ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเอง และความเครียดและการเผชิญความเครียดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ของในประชาชนที่มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างกัน ในจังหวัดอำนาจเจริญ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 322 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2563 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ประกอบด้วย พฤติกรรมการป้องกันตนเอง และการเผชิญความเครียด มีค่าความเชื่อมั่น .86 และ .85 ตามลำดับ และแบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต (ST-5) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Independent Sample T-test, One-Way ANOVA ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 68.4 มีอายุระหว่าง 40-54 ปี ร้อยละ 46.4 สมรสแล้ว ร้อยละ 72.6 จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 80.7 ประชาชนมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองเพียงพอ มีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อดี มีความเครียดเล็กน้อย สามารถเผชิญความเครียดได้ดี โดยในประชาชนที่มีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างกันมีค่าเฉลี่ยความเครียด และการเผชิญความเครียดไม่แตกต่างกัน

พฤติกรรมการกระทำความผิดคดียาเสพติดของผู้ต้องขังในเรือนจำกลางขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเสพและการจำหน่ายยาเสพติดของผู้ต้องขัง 2) เพื่อศึกษามูลเหตุจูงใจในการเสพและจำหน่ายยาเสพติดของผู้ต้องขัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ต้องขังชายและหญิงที่กระทำความผิดคดียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางขอนแก่น จำนวน 12 คน โดย คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จากผู้ต้องขังชายและหญิงที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัย แล้วดำเนินการสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก (Indebt interview) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้กระบวนการตีความ ให้ความหมาย หาความเชื่อมโยง เพื่อสร้างเป็นความรู้ความเข้าใจต่อพฤติกรรมการกระทำความผิดคดียาเสพติดของผู้ต้องขัง ผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ใช้ยาเสพติดครั้งแรกอายุ 13 ปี ยาเสพติดที่ใช้ครั้งแรก ส่วนใหญ่ คือ ยาบ้า โดยได้มาจากเพื่อน และใช้ร่วมกับเพื่อน ปริมาณที่ใช้ในครั้งแรก เริ่มจากปริมาณน้อยแล้วค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นตามต้องการ โดยใช้ระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 3 - 6 เดือน สถานที่ที่เสพยาครั้งแรกแล้วแต่เหตุการณ์ เช่น ห้องน้ำโรงเรียน บ้านเพื่อน ร้านอาหารหรือสถานบันเทิงขณะไปเที่ยว หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิธีการเสพครั้งแรก มีทั้งรับประทานเป็นเม็ดและดูดควัน พฤติกรรมการจำหน่ายยาเสพติด พบว่า ลูกค้ารายแรกส่วนใหญ่ คือเพื่อนในกลุ่มที่เสพยาด้วยกัน และขยายจากเพื่อนสู่เพื่อน โดยวิธีปากต่อปากเหมือนระบบขายตรง ปริมาณที่จำหน่ายในรายย่อย เช่น จำหน่ายในกลุ่มนักเรียนเริ่มจากปริมาณน้อย แล้วค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ในรายใหญ่จะเริ่มจากปริมาณที่มากตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่จำหน่าย มูลเหตุจูงใจในการเสพยาเสพติดพบว่า ต้องการคลายเครียด ต้องการให้ตัวเองสดชื่นคึกคัก ต้องการให้มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น ต้องการประชดแฟน เพื่อนชวนและอยากลอง มูลเหตุจูงใจในการจำหน่ายยาเสพติดส่วนใหญ่ต้องการเงินมาซื้อยาเสพต่อ และหวังกำไรจากการจำหน่ายยาเสพติด อยากรู้ศักยภาพของตัวเอง อยากได้กำไรจากการจำหน่าย อยากเป็นที่ยอมรับ และต้องการมีอำนาจในกลุ่มของตัวเอง และมีส่วนน้อยที่คิดว่าทำง่าย ได้เงินเร็ว และได้มาก จึงต้องการยึดเป็นอาชีพ