วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2567
ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง
การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดในผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหืดเด็กที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อายุ 2-15 ปี จำนวน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดในผู้ดูแล ทำการศึกษาทั้งหมด 6 สัปดาห์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80 มีอายุอยู่ในช่วง 31-40 ปี ร้อยละ 46.67 ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย 2 ปี ร้อยละ 53.33 คะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคหืดของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืด การรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดและพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืด หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
ประมาณว่าคนไทย 1.6 ล้านคน เคยใช้ "ยาบ้า" อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ในจำนวนผู้ใช้ยาบ้าอยู่ในภาคใต้มากกว่า 2 แสนคน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกลับไปเสพซ้ำในผู้ใช้ยาบ้ากับความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงปัจจัยเชิงบริบทอื่น ๆ การศึกษาสำรวจนี้ดำเนินการจากผู้ใช้ยาบ้าหลังการบำบัดที่สมัครใจ การเก็บข้อมูลทำโดยการสัมภาษณ์และการสังเกต ข้อมูลถูกป้อนสองครั้ง ใช้การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบฟิชเชอร์ และอัตราเสี่ยงเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ ผู้ใช้ยาบ้า 65 คน สมัครใจเข้าร่วมในการศึกษา (13 คน กลับไปเสพซ้ำ และ 52 คน หยุดใช้) ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำในผู้ใช้ยาเมทแอมเฟตามีน แต่ปัจจัยเชิงบริบทอื่น ๆ มีความสัมพันธ์ ซึ่งประกอบด้วย การยอมรับจากสังคม (การยอมรับจากผู้นำชุมชน p = 0.006 การยอมรับในการทำงานหรือการศึกษา p = 0.049) สถานการณ์เสี่ยงในชุมชน (การใช้ยาบ้าของเพื่อนสนิท การมีผู้ใช้ยาบ้าและการค้ายาบ้าในชุมชน p = 0.014, p < 0.001, และ p = 0.038 ตามลำดับ) และพฤติกรรมเสี่ยงส่วนบุคคล (เคยขายหรือเป็นตัวแทนจำหน่ายยาบ้าและการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดความอยากยาบ้า p = 0.012 และ p = 0.013) ผลกระทบของความสัมพันธ์ในครอบครัวต่อการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำในผู้ใช้ยาเมทแอมเฟตามีนหลังการบำบัดไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ในการศึกษานี้ แต่ปัจจัยเชิงบริบทหลายอย่างมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของการเกิดอุบัติเหตุและสภาพแวดล้อมรอบตัวอาคารของศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจที่ดำเนินการในศูนย์เด็กเล็ก 1,871 แห่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและไคว์สแควร์ ศูนย์เด็กเล็กจำนวน 1,871 แห่งตอบแบบสอบถาม พบว่าสัดส่วนของเด็กต่อผู้ดูแลอยู่ที่ 17:1 การเกิดอุบัติเหตุในเด็กอยู่ที่ 7.17 ต่อ 100 คน อุบัติการณ์การเกิดอุบัติเหตุระหว่างเด็กชายและเด็กหญิงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สถานที่ที่รายงานการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือนอกอาคาร เครื่องเล่นสนาม และภายในห้องเรียน ศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดถนน ไม่มีรั้ว ใกล้แหล่งน้ำ (สระน้ำ บ่อน้ำ) และต้นไม้ มีเพียงร้อยละ 22 มีห้องน้ำสำหรับเด็กและห้องน้ำสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีมือจับ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 93.3) ของห้องน้ำมีภาชนะบรรจุน้ำอยู่ภายใน
ในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นและมีการเข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ (PCU) มากขึ้น อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้นของโรคเรื้อรังสามารถลดลงได้โดยคุณภาพการดูแลรักษา คุณภาพการดูแลรักษาอาจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของผู้ให้บริการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลสำหรับภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูง ระหว่างกลุ่มบริการปฐมภูมิที่ได้รับการกระจายอำนาจบริหารจากโรงพยาบาลตติยภูมิและกลุ่มบริการปฐมภูมิที่ไม่ได้รับการกระจายอำนาจบริหารจากโรงพยาบาลตติยภูมิ เป็นการศึกษาทบทวนย้อนหลัง ข้อมูลการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถูกรวบรวมตามรหัส ICD 10 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความเสี่ยงสัมพัทธ์ และไคว์สแควร์ อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานของพื้นที่กระจายอำนาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากพื้นที่เปรียบเทียบ (RR 0.51 ถึง 0.63) อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นในทั้งสองพื้นที่ อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของพื้นที่กระจายอำนาจต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 0.32 ถึง 0.65) อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของโรคเรื้อรังในพื้นที่กระจายอำนาจต่ำกว่าพื้นที่เปรียบเทียบโดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้นของโรคเบาหวาน
การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินคุณสมบัติของแบบประเมินการรักษาโรคออทิซึมฉบับภาษาไทยซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิซึมในประเทศไทย การศึกษาได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมที่เกี่ยวข้องและผู้พัฒนาแบบประเมินการรักษาโรคออทิซึมฉบับดั้งเดิม โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ การแปลแบบประเมินฉบับดั้งเดิมจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยและกลับไปเป็นภาษาอังกฤษอีกครั้ง ส่วนขั้นตอนที่สอง คือ การทดสอบคุณสมบัติทางจิตวิทยาของแบบประเมิน เช่น ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของแบบประเมิน ความถูกต้องของแบบประเมิน Thai-ATEC ได้รับการประเมินโดยเปรียบเทียบคะแนนจากแบบประเมินของผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก 160 คนกับการประเมินโดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่ใช้เกณฑ์ DSM-V ในเด็กกลุ่มเดียวกัน ส่วนความน่าเชื่อถือระหว่างผู้ประเมินใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในกลุ่ม (ICC) จากการประเมินของผู้ปกครอง/ผู้ดูแลในเด็ก 50 คน ผลการศึกษาพบว่าความถูกต้องของ Thai-ATEC อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ใช้ค่าตัดที่ ≤38 คะแนนเพื่อแยกเด็กที่มีอาการเล็กน้อยออกจากเด็กคนอื่น (ความไว = 94% ความจำเพาะ = 61.9% และพื้นที่ใต้กราฟ ROC = 90%) ใช้ค่าตัดที่ ≥68 คะแนนเพื่อแยกเด็กที่มีอาการรุนแรงออกจากเด็กคนอื่น (ความไว = 94% ความจำเพาะ = 62.8% และพื้นที่ใต้กราฟ ROC = 85%) ความน่าเชื่อถือระหว่างผู้ประเมินสูง (ICC = 0.97)
การสูญเสียฟันเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่สำคัญของคนไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียฟันของคนงานอุตสาหกรรมไทย การศึกษานี้ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 1,500 คน ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2557 ใช้สัดส่วนความน่าจะเป็นของการสุ่มตัวอย่างคลัสเตอร์ขนาด และรวม 16 กลุ่ม ในการศึกษานี้ แบบสอบถามสุขภาพช่องปากได้รับการพัฒนา ประเมินความถูกต้องของเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ แล้วมอบให้ผู้เข้าร่วมกรอก ประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยชาย 621 คน (41.4%) และหญิง 879 คน (58.6%) ที่มีอายุระหว่าง 19-25 ปี ความชุกของการสูญเสียฟันโดยรวมอยู่ที่ 62.2% และสาเหตุหลักของการสูญเสียฟัน คือ ฟันผุ (60%) ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปรแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียฟัน ได้แก่ มีประวัติของการขูดหินปูนหรือการทำความสะอาดฟัน [adjusted Odds Ratio (AOR)= 2.47; 95% CI: 1.21-4.65] มีฟันผุโดยมีเนื้อฟันสัมผัส (AOR=4.12; 95% CI: 3.26-7.67) มีการเคลื่อนไหวของฟัน เนื่องจากโรค ปริทันต์ (AOR=2.41; 95% CI: 2.71-5.22) ต้องมีการบูรณะฟัน (AOR=1.75; 95% CI: 1.23-2.65) มีประวัติ Maxillofacial หรืออุบัติเหตุข้อต่อขากรรไกรล่าง (AOR=2.13; 95% CI: 1.87-3.23) การใส่ฟันปลอม (AOR =2.58; 95% CI: 2.17-6.72) ใช้บริการทันตกรรมในปีที่ผ่านมา (AOR=2.21; 95% CI: 1.26-4.57) รับประทานของว่างและลูกอมทุกวัน (AOR=2.14; 95% CI: 1.82-2.92) ปวดฟัน (AOR=2.64; 95% CI: 1.43-3.92) มีฟันผุ (AOR=2.23; 95% CI: 1.62-3.27) และมีประวัติจัดฟัน (AOR=3.61; 95% CI : 1.84-5.68) Nagelkerke R กำลังสองสำหรับแบบจำลอง คือ 0.42 การค้นพบของเราชี้ให้เห็นถึงปัจจัยทางคลินิก เศรษฐกิจสังคม และรูปแบบการดำเนินชีวิตหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียฟันในหมู่คนงานอุตสาหกรรมไทยเหล่านี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ แล้วจะต้องพัฒนาและดำเนินการโปรแกรมสุขภาพช่องปากเชิงป้องกันที่เหมาะสมซึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเสี่ยงสูงนี้สำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงนี้
การพัฒนาอุตสาหกรรมปัจจุบันมีการนำเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้เกิดเสียงดังจากการทำงาน เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยจากเสียงและอาการผิดปกติจากการสัมผัสเสียงของพนักงานโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาจำนวน 110 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยใช้สถิติ Chi-square test และ Fisher's Exact Test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 89.1 มีช่วงอายุ 30 – 30 ปี ร้อยละ 52.7 ทำงานแผนก Production ร้อยละ 53.7 สถานภาพโสดและสมรส ร้อยละ 48.18 ใช้ที่ครอบหู (Ear Muffs) ป้องกันเสียงดัง ร้อยละ 39.1 เคยได้รับความรู้หรืออบรมเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์คุ้มครองอันตรายจากเสียง ร้อยละ 93.6 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 91.8 และระยะเวลาการปฏิบัติงานในแผนก ต่ำกว่า 10 ปี ร้อยละ 96.4 ผลการทดสอบความสัมพันธ์ของข้อมูลประชากรกับอาการผิดปกติจากการสัมผัสเสียง ได้แก่ อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และระดับพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยจากเสียงในระดับพฤติกรรมต้องปรับปรุง (คะแนน <75%) มีความสัมพันธ์กับอาการผิดปกติจากการสัมผัสเสียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p <.05
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนหลังการทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านโภชนาการ ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองโรงพยาบาลอุดรธานี 2 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 36 ราย โดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านโภชนาการ และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยประยุกต์แนวคิดการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของนัทบีม และกองสุขศึกษา มาสร้างโปรแกรม ระยะเวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ จำนวน 3 ครั้ง โดยมีการติดตามประเมินผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านโภชนาการหลังสิ้นสุดทดลองที่ 3 เดือน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Paired Samples T-test และ independent t – test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนการได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ สูงกว่าคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารในกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05