วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2561

สารบัญ ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2561
พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ โดยการสุ่มตัวอย่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 716 คน และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผ่าน Google questionnaire สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ และ Chi-square test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิเคราะห์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 58.8 ส่วนใหญ่อายุ 18-20 ปี (ร้อยละ 54.9) ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 (ร้อยละ 45.8) และครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 31.0) นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างสูบบุหรี่ ร้อยละ 23.9 และดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 76.3 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ และชั้นปีการศึกษา มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสี่ยงทางสุขภาพ ด้านการสูบบุหรี่ และด้านการดื่มสุรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องควรปลูกจิตสำนึกของนักศึกษาเกี่ยวกับโทษของการสูบหรี่ และ การดื่มแอลกอฮอลล์ โดยเน้นให้นักศึกษาเห็นถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว และส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมให้นักศึกษาหลังเลิกเรียนเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตอนปลาย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตอนปลาย ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุตอนปลาย จำนวน 74 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ โดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์การอนามัยโลก ฉบับภาษาไทย จำนวน 6 ด้าน 24 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติไคสแควร์ในการหาความสัมพันธ์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิง ร้อยละ 66.2 มีอายุระหว่าง 80-100 ปี อายุเฉลี่ยประมาณ 86 ปี มีสถานภาพคู่ ร้อยละ 50.0 หม้าย/หย่า/แยก ร้อยละ 48.6 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 60.8 ที่เหลือไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนใหญ่มีรายได้จากบุตรหลาน และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ร้อยละ 70.3 ทุกคนอาศัยอยู่บ้านเดี่ยว กว่าครึ่งหนึ่งเป็นครอบครัวขยาย มีเพียง 1 ราย ที่ไม่มีคนเลี้ยงดู ส่วนใหญ่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี ร้อยละ 64.9 ที่ต้องมีคนช่วยเหลือตลอดเวลามีเพียงร้อยละ 6.8 กลุ่มตัวอย่างมีโรคประจำตัว ร้อยละ 58.1 โดยส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จากการประเมินระดับคุณภาพชีวิตพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 73.0 ระดับปานกลาง ร้อยละ 29.7 ไม่พบว่า มีคุณภาพชีวิตระดับไม่ดี กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหนึ่งมีคุณภาพชีวิตด้านการเผชิญหน้ากับความตาย ความสามารถทางด้านการรับรู้ ด้านความสำเร็จและความคาดหวังในอดีต ปัจจุบันและอนาคต และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับดี ส่วนด้านความเป็นตัวของตัวเอง และการมีปฏิสัมพันธ์กับคู่รักเกินครึ่งหนึ่งมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ระดับการศึกษาและความสามารถในการช่วยเหลือตนเองมีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตอนปลายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 งานวิจัยนี้ มีข้อเสนอแนะให้ผู้ดูแลใส่ใจและให้การยอมรับความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีอิสระในการตัดสินใจหรือทำในสิ่งที่ตนอยากทำ รวมทั้งเคารพในเสรีภาพของผู้สูงอายุให้มากยิ่งขึ้น

ประสิทธิผลการจัดกิจกรรมเล่านิทานต่อทักษะการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กป่วย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

เด็กป่วยเมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้เด็กเสียโอกาสในการได้รับการส่งเสริมพัฒนาการ และมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ การส่งเสริมเด็กป่วยเหล่านี้ให้มีช่วงเวลาที่ดี ขณะที่มารับการรักษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทีมผู้วิจัยได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมเวลาคุณภาพของเด็ก จึงได้จัดกิจกรรมการเล่านิทานขึ้น การวิจัยเชิงทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการดูแลสุขภาพตนเองก่อนและหลังฟังนิทานของเด็กป่วย และให้เด็กป่วยมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กป่วยโรคธาลัสซีเมีย อายุ 4-6 ปี ที่มารับการรักษาด้วยการให้เลือด ณ หอผู้ป่วยเด็กสามัญ 1โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 29 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ แบบทดสอบทักษะการดูแลสุขภาพตนเอง และแบบสังเกตพฤติกรรมเด็กในขณะฟังนิทาน วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนทักษะการดูแลสุขภาพตนเอง ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้ สถิติ t – test Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการดูแลสุขภาพตนเอง สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และทุกคนมีสีหน้าท่าทางสนุกสนานในขณะฟังนิทาน ดังนั้นควรจัดกิจกรรมให้เด็กอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ก็สามารถส่งเสริมเวลาคุณภาพของเด็กได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้วิธีการศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่นเก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเที่ยง = 0.89 และแบบวัดความรู้มีค่าความเที่ยง = 0.87 จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 124 คน ทำการศึกษาระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 31 มกราคม 2561 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติการถดถอยพหุแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตามเกณฑ์คุณภาพ รพ.สต. ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น โดยรวมผ่านเกณฑ์เพียงร้อยละ 21.77 และมี รพ.สต. ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพตามระดับการพัฒนาดังนี้ ระดับดีเด่น ร้อยละ 21.77 ผ่านระดับดีมาก ร้อยละ 61.29 ระดับดี ร้อยละ 11.29 และไม่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 5.65 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในระดับสูงร้อยละ 75.81 ระดับการสนับสนุนจากองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =3.59, S.D.=0.54) ระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ =3.69, S.D.=0.68) ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้แก่ การสนับสนุนจากองค์กร ด้านการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมด้านการวางแผน ระดับการศึกษา และความรู้เกณฑ์คุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ ร้อยละ 56.40

การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง ในฐานะพยาบาลมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ป่วยให้สามารถดูแลตนเองได้ จำเป็นต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อให้ทราบการดำเนินของโรคและปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจำนวนมากยังมีอาการหายใจลำบากกำเริบบ่อยครั้งจนไม่สามารถทำกิจวัตรได้ การทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การสืบค้นข้อมูลกระทำโดยคัดเลือกรายงานวิจัยที่มีการเผยแพร่และไม่เผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่รายงานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึง พ.ศ. 2561 ประเมินคุณภาพการวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบสกัดข้อมูลที่พัฒนาโดยสถาบันแอนนาบริกส์ พบงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทั้งหมด 928 เรื่อง มีงานวิจัยจำนวน 42 เรื่องที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด ผลการทบทวนวรรณกรรมในครั้งนี้ พบว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลด้านโภชนาการ 2) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านการใช้ยา 3) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการหายใจลำบาก 4) การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านการบริหารการหายใจและการออกกำลังกายและ 5) การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านการผ่อนคลาย เพื่อลดผลกระทบจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

การใช้ยาเสพติดและการเข้าบำบัดรักษาของผู้ป่วยยาเสพติด โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์เอกสารแบบย้อนหลัง เพื่อศึกษาการใช้ยาเสพติดและการเข้าบำบัดรักษา และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบำบัดซ้ำของผู้ป่วยยาเสพติดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ แบบรายงานการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติด (บสต.3) ของผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดที่คลินิกบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างตุลาคม 2559 – กันยายน 2560 จำนวน 95 ฉบับ นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้สถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยยาเสพติดเป็นเพศชาย ร้อยละ 83.16 มีอายุเฉลี่ย 29.20 ปี สถานภาพโสด ร้อยละ 46.32 สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 50.53 ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 73.68 มีอายุของการใช้ยาเสพติดครั้งแรกต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 54.74 โดยอายุต่ำสุดของการเริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรก คือ 13 ปี ชนิดสารเสพติดที่ใช้ครั้งแรกเป็นยาบ้า ร้อยละ 92.63 โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ใช้สารเสพติดครั้งแรกนั้นเป็นเพราะอยากลอง ร้อยละ 42.11 เหตุผลสำคัญที่เข้ารับการบำบัดรักษาเพราะเป็นการบังคับบำบัดตาม พรบ. ร้อยละ 63.16 มีเพียงร้อยละ 4.21 ที่อยากเลิกด้วยตนเอง สารเสพติดที่ใช้ก่อนเข้ารับการรักษาส่วนใหญ่เป็นยาบ้า ร้อยละ 94.74 เสพโดยวิธีการสูบ ร้อยละ 92.63 ซึ่งมีการใช้ยาเสพติด 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 73.68 โดยผู้ที่เคยเข้ารับการบำบัดรักษามาก่อน ร้อยละ 23.16 เคยเข้ารับการบำบัดรักษามากกว่าจำนวน 1 ครั้ง ถึงร้อยละ 72.73 รูปแบบและวิธีการบำบัดรักษาเป็นรูปแบบบำบัดฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอก ร้อยละ 83.16 ลักษณะของการเข้ารับการบำบัดเป็นแบบบังคับบำบัด ร้อยละ 43.16 จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ไม่มีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบำบัดซ้ำของผู้ป่วยยาเสพติด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าควรเฝ้าระวังการใช้ สารเสพติดในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้ที่มีลักษณะการประกอบอาชีพรับจ้าง และกลุ่มผู้ที่เคยติดยาเสพติดมาก่อน

ผลของโปรแกรมการฝึกปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ต่อความรู้และทักษะของเด็กวัยเรียน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ (One-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานต่อความรู้และทักษะของเด็กวัยเรียน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากเด็กวัยเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการฝึกปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้เรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และแบบประเมินทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทั้งสองชุดโดยคำนวณค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค (α) เท่ากับ 0.87 และ 0.84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมาน Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1. ความรู้เรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหลังการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เฉลี่ยสูงกว่าก่อนทดลอง 7.33 คะแนน (95%CI: 6.31 - 8.35) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 14.51, p <0.05) 2. ทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหลังการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนทักษะเฉลี่ยสูงกว่าก่อนทดลอง 5.14 คะแนน (95%CI: 4.49 – 5.79) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t =15.94, p < 0.05) ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการฝึกปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น ซึ่งสถานศึกษาควรนำโปรแกรมการนี้ มาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะในการช่วยชีวิตให้กับเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับเด็กที่จะนำความรู้และทักษะไปให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ประสบเหตุได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ระดับท้องถิ่นเขต 2, 2560
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ ในจังหวัดอุตรดิตถ์, จังหวัดตาก, จังหวัดสุโขทัย, จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น เขต 2 ตามกรอบในการประเมินผลโดยใช้ CIPP Model ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบ (Mixed methods approaches) เป้าหมายรวม จำนวน 560 คน สำรวจการบริหารจัดการจากคณะกรรมการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพฯ ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 47 กองทุนฯ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบบันทึกข้อมูลการบริหารจัดการ และแนวคำถามการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ซึ่งได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ตามเนื้อหา Content analysis ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์การบริหารจัดการกองทุนฯ มีฝ่ายงานรับผิดชอบอย่างชัดเจนในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบลจะอยู่ที่สำนักปลัด ส่วนเทศบาลฝ่ายที่รับผิดชอบงาน คือ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ทุกกองทุนมีการสมทบเงินจาก อปท. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 การดำเนินงานมี 3 ภาคส่วน องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และผู้นำภาคประชาชน ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลางสิ่งที่ต้องพัฒนา คือ การนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการดำเนินการ บางพื้นที่ยังไม่มีการประเมินแผนที่ยุทธศาสตร์และผลการดำเนินงานตามแผนที่เขียนไว้อย่างชัดเจน ประชาชนเข้าไม่ถึง และไม่สามารถรับรู้การดำเนินงาน การรับข่าวสารมีเพียงหัวหน้าอาสาสมัครประจำหมู่บ้านแกนนำชุมชนบางกลุ่มเท่านั้น ดังนั้นการเขียนโครงการต่างๆ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ จึงมาจากประชาชนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น คณะกรรมการกองทุนมีความกังวลในการอนุมัติงบประมาณกองทุน ไม่กล้าใช้งบประมาณ บางพื้นที่มีความคาดหวังจะยุติการดำเนินกองทุนฯ

สัดส่วนของผู้ปกครองที่อ่านคู่มือเฝ้าระวัง และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของผู้ปกครอง ที่อ่านคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง เก็บข้อมูลจากผู้ปกครองเด็กที่นัดมารับบริการคลินิกสุขภาพเด็กดีในศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลบ้านผือ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของพื้นที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 630 คน ด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2561 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองอ่านคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยรวมในระดับมาก ร้อยละ 79.2 ในกลุ่มผู้ปกครองที่อ่านคู่มือมีความคิดเห็นในทางบวกเห็นว่า คู่มืออ่านแล้วเข้าใจง่าย ร้อยละ 66.3 คู่มือเปิดใช้งานได้สะดวกตามช่วงอายุ ร้อยละ 92.2 ผู้ปกครองปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ร้อยละ 86.5

สถานการณ์การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดของการใช้สารเสพติดเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ของประชากรไทย อายุ 15-64 ปี เป็นการศึกษาเชิงบรรยายชนิดตัดขวางด้วยวิธีสำรวจครัวเรือนในปี 2559 สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ สุ่มกระจุก 5 ขั้นตอน โดยแบ่งออกเป็น 10 เขตพื้นที่แต่ละเขตได้รับการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบไปยังจังหวัด ตำบล และชุมชนครัวเรือนได้รับการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบจากแผนที่ ในแต่ละครัวเรือนจัดทำกรอบตัวอย่างแยกและทำการสุ่มอย่างง่าย แยกเพศ จากตารางเลขสุ่ม ได้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสิ้น 30,411 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์ในเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2559 วิเคราะห์ด้วยความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ช่วงเชื่อมั่น ร้อยละ 95 และไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษามีอายุเฉลี่ย 42.4 ปี ความชุกของผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ของประชากรไทยในช่วงชีวิตคิดเป็นร้อยละ 49.7 (ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95, 49.1-51.3) การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในรอบปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 31.3 (ช่วงเชื่อมั่น ร้อยละ 95, 30.8-31.8) มีการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในปัจจุบัน ร้อยละ 14.9 (ช่วงเชื่อมั่น ร้อยละ 95, 14.5-15.3) และเป็นผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่จนติดเป็นนิสัย (ใช้มากกว่า 20 วันใน 30 วัน) ร้อยละ 29.5 ความชุกของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นปัญหาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ จึงควรจัดทำระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่