วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2557
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาต้นแบบความรู้ในการป้องกันการใช้ สารเสพติดในเยาวชนกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กลุ่มผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานการป้องกันในโรงเรียนจาก 6 หน่วยงาน และสนทนากลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีพฤติกรรมเสี่ยง 16 คน กลุ่มปกติ 10 คน และแกนนำเยาวชน 8 คน ผลการศึกษา พบว่า ต้นแบบความรู้ในการป้องกันการใช้สารเสพติดที่เหมาะสมกับเยาวชนกลุ่มเสี่ยงและบริบทของการเรียนการสอนระดับมัธยมต้นในสถานศึกษา ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย โปรแกรมการสอน 4 คาบ สัปดาห์ละ 1 คาบ แต่ละคาบใช้เวลา 40 นาที - 1 ชั่วโมง มีเนื้อหา ประกอบด้วย 1) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาเสพติด ชนิด ประเภทและผลของยาเสพติดต่อร่างกาย 2) ทักษะด้านการสร้างความตระหนักรู้ เห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น 3) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและ 4) ทักษะการจัดการกับอารมณ์และความเครียด ซึ่งต้นแบบดังกล่าวมีความสอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการ และความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งความต้องการของเยาวชน อันจะส่งผลในการดำเนินงานป้องกันยาเสพติดที่มีประสิทธิผล
ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง
การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความรู้ในการจัดการขยะมูลฝอย ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย 397 ครัวเรือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ตัวแทนครัวเรือน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง ระหว่างวันที่ 3-15 กุมภาพันธ์ 2557 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 394 รายมีพฤติกรรมการคัดแยกขยะก่อนการกำจัด โดยมีการคัดแยก มากถึงร้อยละ 75.0-79.8 แต่มีการคัดแยกประเภทขยะอันตรายเพียงร้อยละ 22.3-57.2 พฤติกรรมที่นิยมใช้มากที่สุดในการกำจัดขยะประเภท ขยะเปียก ขยะแห้ง และขยะอันตรายคือการนำไปทิ้งในถังขยะที่เทศบาลจัดไว้ให้ ส่วนขยะประเภทรีไซเคิลนิยมกำจัดโดยการนำไปขาย พฤติกรรมการนำกลับมาใช้ใหม่พบค่อนข้างน้อย คือ มีเพียงร้อยละ 26.7-53.0 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในการจัดประเภทขยะรีไซเคิลสูงถึงร้อยละ 71.0-78.2 และมีความรู้น้อยที่สุดในการคัดแยกขยะอันตรายร้อยละ 46.1-51.5 สำหรับความรู้เรื่องวิธีการกำจัดขยะ ตอบถูกมากที่สุดในประเภทขยะอันตรายร้อยละ 78.0 น้อยที่สุดคือขยะเปียก เพียงร้อยละ 32.1
การวิจัยนี้เป็นมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทก่อน และหลังการได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัว เป็นรูปแบบการศึกษากึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 25 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดความรู้การดูแลผู้ป่วยจิตเภท วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired-t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัว ผลการศึกษา พบว่า ก่อนการทดลองคะแนนความรู้เฉลี่ย เท่ากับ 8.4 คะแนน หลังการทดลองคะแนนความรู้เฉลี่ย เท่ากับ 14.1 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน โดยคะแนนความรู้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง เท่ากับ 5.7 คะแนนความรู้ก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัวมีประสิทธิผลดีในด้านการเพิ่มระดับความรู้ของผู้ดูแล
การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาความชุกของผู้ที่สูบบุหรี่ ความชุกผู้ได้รับควันบุหรี่มือสอง และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนในจังหวัดหนองบัวลำภู วิธีการศึกษา ทำการศึกษาในประชากร ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ 406 ตัวอย่าง ระหว่าง เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2557 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนานำเสนอในรูป ความถี่ ร้อยละ มัธยฐาน และพิสัยควอไทล์ ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของการสูบบุหรี่ของประชาชนในจังหวัดหนองบัวลำภู ร้อยละ 46.05 (95%CI; 41.15 – 51.05) โดยเพศชาย สูบบุหรี่ ร้อยละ 64.1 เพศหญิงสูบบุหรี่ ร้อยละ 5.6 อายุ 40–49 ปี สูบบุหรี่ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ยังสูบบุหรี่มีถึงร้อยละ 43.3 โดยผู้ป่วยหอบหืดสูบบุหรี่มากที่สุด รองลงมา คือผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตามลำดับ การได้รับควันบุหรี่มือสองมีสูงถึงร้อยละ 74.6 ( 95% CI; 70.05 – 78.73) ในจำนวนนี้ร้อยละ 68.6 เป็นผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่ ค่ามัธยฐานของอายุที่เริ่มสูบเป็น 16.0 ปี (พิสัยควอไทล์ 5.0) ส่วนใหญ่สูบบุหรี่ทุกวัน (ร้อยละ 87.7) ค่ามัธยฐานของจำนวนมวนที่สูบต่อวัน เป็น 10.0 มวน (พิสัยควอไทล์ 9.0) ส่วนมากสูบบุหรี่ชนิดยาเส้นมวนเอง (ร้อยละ 51.9), บริเวณที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่สูบอยู่ในบริเวณนอกตัวบ้าน (ร้อยละ 71.1) ผู้ที่คิดว่าตัวเองติดบุหรี่มีร้อยละ 50.8 ส่วนใหญ่ไม่มีแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่ (ร้อยละ 72.7) โดยสรุป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบถึงสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ และเห็นว่า ควรรณรงค์การไม่สูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และเพิ่มมาตรการการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ในเขตรับผิดชอบศูนย์สุขภาพชุมชนนาวัง ตำบลนาเหล่า อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive research) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เกษตรกรในเขตรับผิดชอบศูนย์สุขภาพชุมชนนาวัง ทั้งหมด 267 คน รวบรวมโดยใช้แบบสัมภาษณ์ จากนั้นนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรระหว่างวันที่ 1-10 มีนาคม 2557 นำข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS version 17 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าพิสัย ค่าเฉลี่ย และเสี่ยงเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับดี ร้อยละ84.3 ตอบคำถามเกี่ยวกับการความรู้การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้มากที่สุด คือข้อ 1 มีความรู้ในหัวข้อ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หมายถึง สารเคมีใดๆ ที่ใช้ป้องกัน กำจัด ขับไล่หรือกำจัดจำนวนแมลงศัตรูพืช วัชพืช เชื้อรา และโรคพืชอื่นๆ ร้อยละ 98.7 ส่วนข้อที่ตอบถูกน้อยที่สุด คือ ข้อ 12 ประชาชนควรเลือกซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีฉลากบนภาชนะบรรจุ ประกอบด้วยชื่อสารเคมี ปริมาณที่ผสม คำอธิบาย วิธีใช้เท่านั้นและพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช อยู่ในระดับดี ร้อยละ 90.6 แบ่งเป็น พฤติกรรมก่อนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่ปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด เรื่อง ก่อนที่จะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอ่านฉลากที่ติดตามมากับภาชนะที่บรรจุให้เข้าใจเสียก่อน เช่น วิธีใช้ ปริมาณ วิธีป้องกันอันตราย และวิธีแก้พิษ ร้อยละ 97.1 พฤติกรรมขณะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่ปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด เรื่อง พฤติกรรมขณะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีพฤติกรรมเรื่อง ขณะฝนตกให้หยุดฉีดพ่นสารเคมี ร้อยละ 98.5หลังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด เรื่อง เมื่อมีสิ่งอุดตันอุปกรณ์ฉีดพ่น ไม่ให้ใช้ปากเป่า หรือใช้มือเปล่าทำการซ่อมอุปกรณ์ ร้อยละ 77.9
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความครบถ้วนในการบันทึกผลภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียน ในโรงพยาบาลชุมชนคัดสรร จำนวน 270 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลจากทะเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวาน เป็นเพศชาย ร้อยละ 27.0 และหญิง ร้อยละ 73.0 อายุเฉลี่ย 57.2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 59.4 กิโลกรัม ร้อยละ 61.1 ประกอบอาชีพเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 77.4 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานเฉลี่ย 5.8 ปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 71.6 เป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย โดยมีระดับน้ำตาลในเลือดล่าสุด เฉลี่ย 161.8 มก./ดล. และร้อยละ 50.4 ไม่เคยขาดการนัดพบแพทย์ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน พบว่า (1) ภาวะแทรกซ้อนที่ไต ร้อยละ 45.2 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 45-96 (2) ภาวะแทรกซ้อนที่ตา ร้อยละ 46.7 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 46-58 (3) ภาวะแทรกซ้อนที่เท้า ร้อยละ 50.7 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 50-93 (4) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ร้อยละ 41.5 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 41-98 (5) ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ร้อยละ 83.0 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 83-99 (6) ภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 50.0 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 50-97 และ (7) ภาวะความดันโลหิตสูง ร้อยละ 54.8 โดยมีความครบถ้วนสมบูรณ์ของการบันทึกผลระหว่าง ร้อยละ 54-99
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำวิจัยของนักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 230 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่าง เดือนสิงหาคม -กันยายน 2556 โดยได้รับการตอบกลับจำนวน 189 คน คิดเป็นร้อยละ 82.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Chi-square Test และวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่านักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู เคยทำวิจัยมาแล้ว คิดเป็นร้อยละ 50.3 ส่วนใหญ่ทำงานวิจัยคนเดียว คิดเป็นร้อยละ 70.1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำวิจัย พบว่า การเข้าร่วมกิจกรรมเวทีวิชาการมีความสัมพันธ์กับการทำวิจัยของนักวิชาการสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว (OR, 95% CI)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ : 1) เพื่อประมาณความชุกของผู้สูบบุหรี่ด้วย Network Scale Up Method ณ ตำบลทรายมูล อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลการประมาณความชุกของผู้สูบบุหรี่ด้วย Network Scale Up Method กับฐานข้อมูลของPCU 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาด้วยการสำรวจครัวเรือน (Household survey) ประชากรศึกษาและกลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียน PCU ตำบลทรายมูล อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ใน ตำบลทรายมูล อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือนในวันที่ทำการสำรวจ จำนวน 5,455 คน คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 281 คน และทำการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม SPSS และ Epi info for DOS v 6.0 เพื่อพรรณนาค่าเฉลี่ย ค่ากระจาย ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ และ 95%CI ผลการวิจัยพบว่า การประมาณจำนวนผู้สูบบุหรี่ด้วยวิธีขยายเครือข่าย (Network scale up method) พบมีผู้สูบบุหรี่ ร้อยละ 9.25 (95%CI : 5.94, 12.56) ในขณะที่ฐานข้อมูล ปี 2553 มีผู้สูบบุหรี่ ร้อยละ 11.82 สำหรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ พบว่า ยังคงมีผู้สูบบุหรี่อยู่คิดเป็น ร้อยละ 17.29 สรุปผลการศึกษา แม้ว่าการประมาณจำนวนผู้สูบบุหรี่ด้วยวิธีขยายเครือข่าย (Network scale up method) จะได้ค่าที่น้อยกว่าความเป็นจริงแต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 จึงมีประโยชน์ที่จะนำไปใช้ประมาณค่าผลการประมาณค่ามีความใกล้เคียงกับข้อมูลจริง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความชุกของการฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ของประชากร 2) เพื่อศึกษา ประสบการณ์การได้รับการฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ 3) ผลที่ได้รับจากการฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ รูปแบบการวิจัยในครั้งนี้เป็น การวิจัยเชิงพรรณนา ทำการศึกษาในตำบลโนนสะอาด อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่นประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในฐานข้อมูลประชากรของ รพ.สต. โดยสุ่มตัวอย่าง 281 คน เครื่องมือในการศึกษา คือ แบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาโดยผู้วิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของประชากร ที่ฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ ร้อยละ 32.6 (95% CI 27.2, 38.5) เป็นเพศชายร้อยละ 31.4 เพศหญิงร้อยละ 33.8 อายุ 51.5 ปี(IQR=22.0) ใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา และอาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล สำหรับประสบการณ์การฉีดยา พบว่าอาการที่สำคัญที่สุดที่นำผู้ป่วยไปฉีดยา คือ อาการไข้ร้อยละ 52.2 และอาการสำคัญที่นำผู้ป่วยไปฉีดยาครั้งสุดท้ายคือ อาการไข้ ร้อยละ 38.9 โดยผู้ทำการฉีดส่วนใหญ่เป็น หมอชาวบ้าน/เสนารักษ์ ร้อยละ 60 ซึ่งมักฉีดเข้ากล้าม ส่วนใหญ่หลังการฉีดยาเป็นการบรรเทาอาการ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น สรุปผลการศึกษา หนึ่งในสามของประชากร เคยได้รับการฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ แม้ว่าส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่การฉีดยาโดยบุคลากรที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ อาจมีผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ จึงควรมีการสร้างความเข้าใจถึงอันตรายจากการฉีดยาโดยที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์แก่ชุมชนมากขึ้น
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล ความถูกต้อง และ ความรวดเร็วของการสืบค้นความรู้ทางการแพทย์โดยใช้ Biomedical electronic databases และ General search engines ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น รูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงทดลอง ทำการศึกษาในประชากร นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนภาคปลาย ปีการศึกษา 2554 รวม 274 คน กลุ่มตัวอย่าง 80 คน ทำการแบ่งกลุ่มโดย Block of four ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน เครื่องมือในการศึกษา คือ แบบสอบถามชนิดตอบเองที่นักวิจัยพัฒนาขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ Student T-test ร่วมกับสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิผลและความเร็ว ของการสืบค้นข้อมูลผ่านทาง General search engines ดีกว่า Biomedical electronic databases แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-values = 0.274 , 0.356) ส่วนความถูกต้องของการสืบค้นข้อมูลผ่านทาง General search engines ดีกว่า Biomedical electronic databases ฐานข้อมูลที่มีความถี่มากที่สุดในการใช้สืบค้นให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องในกลุ่มทดลอง ได้แก่ 1) AccessMedicine 2) MDConsult 3) UpToDate 4) BMJ Best Practice ในขณะที่กลุ่มควบคุมใช้ 1) Google 2) bing 3)YAHOO 4) sciseek และพบว่า กลุ่มผู้ที่เคยใช้ Biomedical electronic databases สามารถสืบค้นหาคำตอบที่ถูกต้องได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ อย่างไรก็ตามกลุ่มทดลองส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจกับ Biomedical electronic databases มากกว่า General search engines สรุป ประสิทธิผล ความเร็ว และความถูกต้องของการสืบค้นความรู้ในด้าน Basic medical sciences ผ่านทาง General search engines ดีกว่า Biomedical electronic databases