วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2561
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (PAR : Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มศึกษาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แกนนำชุมชนจำนวน 14 คน และกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพผู ้สูงอายุ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ Paired T-test ผลการวิจัยพบว่า ผู ้สูงอายุมีระดับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมผู้สูงอายุมีระดับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.09 และหลังเข้าร่วมกิจกรรมผู้สูงอายุมีระดับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.11 (p < 0.05) และ กิจกรรมที่ได้รับการคัดเลือกจากชุมชน 3 อันดับ ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการให้ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ 2) กิจกรรมการนวดแผนโบราณสมุนไพร และ 3) กิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้เบาะรอง นั่งเพื่อลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานของผู้ปฏิบัติงานในแผนกซักฟอกในส่วนของการพับผ้าใน โรงพยาบาลชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 52 คน ได้รับการประเมินท่าทางการทำงานด้วยวิธีการ RULA การให้ความรู ้เกี่ยวกับการนั่ง ทำงานด้วยท่าทางที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์และการเจาะเลือดเพื่อนำค่ากรดแลคติกในเลือดมา วิเคราะห์หาค่าความเข้มข้น 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เจาะเลือดนำค่ากรดแลคติกก่อนการนั่งทำงานและ หลังการนั่งทำงานติดต่อกัน 2 ชั่วโมงก่อนการใช้เบาะรองนั่งและบันทึกผลลงในใบบันทึกผล หลังจากนั้นติดตามกลุ่มตัวอย่างนำเบาะรองนั่งและความรู้ เกี่ยวกับท่าทางการนั่งทำงานที่ถูกต้องตาม หลักการยศาสตร์ไปปฏิบัติเป็นเวลา 5 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดเวลา ทำการเจาะเลือดนำค่ากรดแลคติกในเลือดมาวิเคราะห์หาค่าความเข้มข้นครั้งที่ 2 ก่อนการนั่งทำงานและหลังการนั่งทำงาน ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง หลังการใช้เบาะรองนั่งบันทึกผล แล้วนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูค่าความแตกต่างระหว่างการนำเบาะรองนั่งมาใช้และประเมินความพึงพอใจของเบาะรองนั่ง การศึกษาพบว่าระดับ ความเข้มข้นของกรดแลคติกก่อนการใช้เบาะรองนั่ง มีค่ากรดแลคติกก่อนการนั่งทำงานเฉลี่ย 1.04 ± .256 มิลลิโมลต่อลิตร หลังการนั่งทำงานติดต่อกัน 2 ชั่วโมง มีค่ากรดแลคติกเฉลี่ย 2.10 ± .199 มิลลิโมลต่อลิตร หลังการใช้เบาะรองนั่ง มีค่ากรดแลคติกก่อนการนั่งทำงานเฉลี่ย .98 ± .213 มิลลิโมลต่อลิตร หลังการนั่งทำงานติดต่อกัน 2 ชั่วโมง มีค่ากรดแลคติกเฉลี่ย 1.59 ± .205 มิลลิโมลต่อลิตร เมื่อทำการทดสอบความแตกต่างของระดับกรดแลคติกในเลือดก่อนการใช้เบาะและหลังการใช้เบาะรองนั่ง โดยทดสอบค่า t (t-test) พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าระดับค่าความเข้มข้นของกรดแลคติกในเลือดก่อนการใช้เบาะรองนั่งมีค่าสูงกว่าความเข้มข้นของ กรดแลคติกในเลือดหลังการใช้เบาะรองนั่งและระดับความพึงพอใจของการใช้เบาะรองนั่งโดยภาพ รวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ย 3.75
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 194 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาของปัจจัยที่ศึกษา คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร ระหว่าง ปัจจัยที่ศึกษากับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยสถิติทดสอบ Chi-Square test ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนชายมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ49.0) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p<.05) ได้แก่ อายุ เกรดเฉลี่ย ทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การคล้อยตามกลุ่มเพื่อนและการควบคุมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของครอบครัว ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนชาย ได้แก่ ระดับการศึกษา ความรู ้ การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากผลการศึกษานี้ ควรให้ความรู ้กับบิดา มารดา ในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันภายในครอบครัวหรือเน้นการท ากิจกรรมในครอบครัวเนื่องจากมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของบุตร คือจะทำให้สมาชิกภายในครอบครัวห่างไกลจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานแรกในการป้องกันไม่ให้บุคคลหันมาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหน่วยงานทางการศึกษาควรเสนอให้ครูผู้สอน สอดแทรกการปลูกฝัง ค่านิยม ทัศนคติการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างถูกต้องตลอดจนค่านิยมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ซึ่งสถาบันการศึกษาควรมีนโยบายหรือมีการจัดกิจกรรมให้เพื่อนเข้ามามีส่วนร่วมแนะนำ และกระตุ้นเตือนเพื่อลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่เหมาะสม
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพน้ำดื่มจากเครื่องทำน้ำเย็น โดยการตรวจคุณภาพน้าที่ผ่านเครื่องทำน้ำเย็น สำรวจสุภาพสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการดูแลรักษาเครื่องทำน้ำเย็น จำนวน 33 โรงเรียน ในสังกัดประถมศึกษาเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจำนวน ร้อยละและสถิติเชิงอนุมาน ด้วยสถิติทดสอบไควสแควร์ OR และ 95% CI ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 พบว่า คุณภาพน้ำดื่มที่ผ่านตู้น้ำเครื่องทำน้ำเย็น ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มีการปนเปื้อนแบคทีเรียร้อยละ 33.3 คุณภาพน้ำทางเคมีที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคือ ค่าความกระด้างร้อยละ 9.1 และ ค่าไนเตรท ร้อยละ 6.1 เกี่ยวกับสถานที่ตั้งของน้ำดื่มเครื่องทำน้ำเย็น พบว่า มีสภาพระดับดี ร้อยละ 36.4 และส่วนประกอบของเครื่องททำน้ำเย็นพบว่ามีสภาพระดับดี ร้อยละ 27.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพน้ำดื่มเครื่องทำน้ำเย็น พบว่ามีหลายปัจจัยได้แก่ แท่นวางภาชนะมีน้ำขังแฉะและสกปรก (p =0.04 , OR = 10.0, 95% CI : 1.0 , 91.9 ) และน้ำดื่มมีกลิ่นคลอรีนตกค้างหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ (p = 0.01 , OR = 0.1, 95% CI : 0.02 , 0.70) ส่วนประกอบของเครื่องทำน้ำเย็นที่มีผลต่อคุณภาพน้ำดื่มได้แก่ ความสะอาดของหัวจ่ายน้ำไม่สะอาด (p= 0.01, OR= 7.5, 95% CI: 1.49 , 37.6) สภาพพร้อมใช้งานหัวจ่ายชำรุด (p = 0.02, OR= 6.0, 95%CI: 1.22, 29.4) ความสะอาดของแท่นวางภาชนะไม่สะอาด (p = 0.002, OR = 35.2 , 95%CI : 3.59 , 344.2) มีความสัมพันธ์กับคุณภาพน ้าดื่มมีโอกาสเสี่ยงทำให้น้ำดื่มไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพน้าดื่มในโรงเรียนยังมีประเด็นที่ควรปรับปรุง คือ การบำรุงรักษาเครื่องทำน้ำเย็นให้สะอาดปราศจากกลิ่นคลอรีน และส่วนประกอบของหัวจ่ายน้ำ แท่นวางภาชนะรองน้ำ ควรดูแลตู้น้ำเครื่องทำน้ำเย็นให้สะอาดและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อจากการปนเปื้อนทางเชื้อจุลินทรีย์ และทางเคมี
ปัจจุบันแนวโน้มผู้สูงอายุมีภาวะติดเตียงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาหลายด้าน การศึกษาแบบกึ่งทดลองในกลุ่มผู้สูงอายุติดเตียง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะสภาพการดำรงชีวิตอยู่ 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิต และ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 3) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ก่อนและหลังการทำกายภาพบำบัดร่วมกับการใช้สมุนไพรของกลุ่มทดลอง และ กลุ่มควบคุม แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่ง เป็นการศึกษาสถานการณ์ เก็บข้อมูลผู้สูงอายุติดเตียง 5,965 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 ระหว่างเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2560 ระยะที่สองทดลองทำกายภาพบำบัดควบคู่ กับการใช้สมุนไพร จำนวน 66 คน (กลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน) ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนธันวาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การทดสอบสถิติที ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.5 อายุ 70 - 79 ปี ร้อยละ 36.3 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 89.2 รายได้เฉลี่ย 1,240 บาท/เดือน โรคประจำตัว ร้อยละ 56.9 ระยะเวลาในการเจ็บป่วย เฉลี่ย 6.9 ปี มีสภาพนอนติดเตียง เฉลี่ย 7.9 ปี มี มีปัญหา เกี่ยวกับการมองเห็นและการเคลื่อนไหว ร้อยละ 65.9 และ 82.4 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะติดเตียง คือ ระยะเวลาของการป่วยติดเตียง (p< 0.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุที่มีภาวะติดเตียง คือ อาการเจ็บป่วย/ไม่สบาย (p< 0.01) และปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน ปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ปัญหาในการขับถ่ายและปัสสาวะ (p< 0.05) เมื่อประเมินประสิทธิผลของการทำกายภาพบำบัดร่วมกับการใช้สมุนไพร พบว่า คุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ของผู้สูงอายุติดเตียงหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลอง (p< 0.05) และมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (p< 0.01)
สถานการณ์ความชุกของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ จังหวัด และ ในพื้นที่อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนครมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น การลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น ควรควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้น การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ และเปรียบเทียบระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งหมดในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร จำนวน 150 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ มีความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.915 ระหว่างเดือน มกราคม ถึง มีนาคม พ.ศ. 2560 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้ สถิติทดสอบค่าทีเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 82.0 อายุเฉลี่ย 59.0 ปี (σ = 9.5) และ สถานภาพสมรส ร้อยละ 81.9 การศึกษาจบชั้นประถม ร้อยละ 72.7 ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 78.0 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 5,000 บาท (σ = 13331.2) รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 5,000 บาท (σ = 10681.9) เมื่อเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือด พบว่าผู้ป่วยมีค่าระดับน้ำตาล HbA1C มากกว่าค่ามาตรฐาน ( = 10.33, σ = 17.69) (t = 2.304, p =0.02) กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี มีระดับ HbA1C เฉลี่ย 7.19 (σ=1.71) ซึ่งมีระดับ HbA1C ดีกว่ากลุ่มที่ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี ซึ่งมีระดับ HbA1C เฉลี่ย 12.09 (σ=21.93) (t = 2.17, p = 0.03) ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควรมีวิธีการควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีอยู่เสมอ ควรมีการศึกษาเพื่อหาวิธีการควบคุมอารมณ์เพื่อนำไปใช้กับผู้ป่วยทุกพิ้นที่ต่อไป
ปัญหาหลักในปัจจุบัน คือ การบริโภคขนมกรุบกรอบของเด็กในวัยเรียน ซึ่งจัดเป็นปัญหาที่ สำคัญอย่างมากในงานสาธารณสุข เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนของทุกมุมโลก รวมไปถึงในประเทศไทยด้วย เพราะในปัจจุบันเด็กไทยมีแนวโน้ม ภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่น และวัยทำงาน แต่กลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด คือ เด็กในวัยเรียน การศึกษานี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยศึกษาในกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 311 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 ในจำนวนนี้ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการทางสถิติ คำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ หรือ ค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.1 ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับบิดามารดาเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 75.6 และมีรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ ต่ำกว่า 1,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 76.8 ส่วนใหญ่จะบริโภคขนมกรุบกรอบ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยถามย้อนหลัง 1 เดือน ส่วนใหญ่จะทราบความหมายของคำว่าขนมกรุบกรอบ คิดเป็นร้อยละ 92.3 และ ทราบว่าการรับประทานขนมกรุบกรอบมากจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ คิดเป็นร้อยละ 96.8 และ ทราบว่าการรับประทานขนมกรุบกรอบวันละหลายๆครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 84.9 ส่วนใหญ่นักเรียนจะทราบว่าการรับประทานขนมกรุบกรอบไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรง คิดเป็นร้อยละ 97.7 จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคขนมกรุบกรอบ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จะไม่รับประทานขนมกรุบกรอบเป็นประจำ คิดเป็นร้อยละ 56.9 นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู ้ เกี่ยวกับการบริโภคขนมกรุบกรอบอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 55.6 และมีพฤติกรรมการบริโภคอยู่ในระดับพอใช้ คิดเป็นร้อยละ 56.6
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างเป็น ประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใช้การสุ่มอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 410 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา Content validity โดยนำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงของเนื้อหา เลือกเฉพาะข้อที่มีค่า IOC มากกว่า 0.5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าประชาชนที่บริโภคขี้เหล็กในตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่เคยใช้และรู้จักบริโภคขี้เหล็กส่วนใหญ่เป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 63.7 มีอายุเฉลี่ย 37 ปี รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 21,863 บาท บริโภคขี้เหล็กในรูปแบบอาหารร้อยละ 89.3 กินผสมเป็นอาหารปรุงสุกแกง อยู่เป็นประจำ ร้อยละ 64.9 ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ใช้ขี้เหล็ก ร้อยละ 69.0 ใช้ขี้เหล็กจากการซื้อแบบสำเร็จรูปจากร้านค้าที่สะดวกซื้อ ร้อยละ 21.2 จากตลาดสดและร้านขายยา ร้อยละ 12.7 ใช้เพราะเชื่อในประโยชน์ของสมุนไพร ร้อยละ 38.1 มีความรู้ร้อยละ 76.3 ประชาชนใช้ขี้เหล็กกันอย่างแพร่หลายในรูปอาหารประจำวัน ดังนั้นจึงควรให้ความรู้กับประชาชนเรื่องผลข้างเคียงจากขี้เหล็กเพื่อป้องกันการบริโภคขี้เหล็กอย่างผิดๆ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอนคือ 1) ศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานและสภาพปัญหา 2) สังเคราะห์รูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3) ทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3 แห่ง กลุ ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย 120 คน อายุอยู ่ในช่วง 25 – 60 เดือน และผู ้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ใช้รูปแบบคือ ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 9 คน มารดาหรือบิดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็กที่บ้าน 120 คน อสม. 20 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 3 คน และ 4) ประเมินผลการทดลองใช้ในขั ้นตอนที่ 3 และสรุปผลการพัฒนา ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการศึกษาสถานการณ์การดำเนินงานและสภาพปัญหา พบว่า เด็กปฐมวัยส่วนมากไม่ได้รับการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีคุณภาพและครอบคลุมทุกคน 2) รูปแบบที่ได้จากการพัฒนาประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.การจัดระบบการดำเนินงานร่วม 2.การผสมผสานการดำเนินงานเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ 3.การดำเนินงานต่อเนื่องด้วยระบบติดตามการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ และ 3) ผลการทดลอง ใช้รูปแบบพบว่า หลังทดลองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านที่สงสัยล่าช้าในเด็กกลุ่มที่สงสัยล่าช้าในระยะเวลา 1 เดือน และ 2 เดือน ทำให้พัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39.8 เป็น ร้อยละ 85.0 และร้อยละ 96.7 ค้นพบเด็กพัฒนาการล่าช้าส่งพบแพทย์ร้อยละ 3.3 ส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกคนให้สมวัยและเกินช่วงวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39.2 และ 7.5 เป็นร้อยละ 78.9 และ ร้อยละ 39.4 ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มารดาหรือบิดาหรือผู้เลี้ยงดูเด็กที่บ้าน และ อสม. มีความรู ้และ ดำเนินกิจกรรมการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้น
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถอดบทเรียนวิวัฒนาการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จังหวัดขอนแก่น และประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยผสมผสานบูรณาการวิธีเก็บข้อมูล คือ 1) การศึกษาเอกสาร (Document study) ข้อมูลเชิงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข และข้อมูลการรายงานของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น รวมทั้งสถานพยาบาลในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา 2) การสำรวจข้อมูลความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ด้วยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนผู้ป่วย จำนวน 46 คน โดยใช้แนวคำถามการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การถอดบทเรียน ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาจำนวน ร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพดำเนินการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า วิวัฒนาการของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจังหวัดขอนแก่น ที่มีการพัฒนาตั้งแต่กระบวนการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ การพัฒนาระบบเครือข่ายบริการในสถานบริการทุกระดับและชุมชน การบริหารจัดการการเข้าถึงยาระงับปวด (opioids) และเครื่องมือที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย นอกจากนั้น ยังมีกระบวนการพัฒนาโรงพยาบาลต้นแบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อเป็นศูนย์สนับสนุนเครือข่าย มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และการถอดบทเรียนสรุปเป็นรูปแบบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ จากวิวัฒนาการของการใช้รูปแบบที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัด มีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมกระจายครอบคลุมทุกตำบลในสัดส่วนที่เหมาะสม เครือข่ายมีความพร้อมรับผู้ป่วยทั้งในขณะที่อยู่โรงพยาบาล และอยู่ในชุมชน ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคีเครือข่ายทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงระบบบริการเพิ่มขึ้นจากปี 2556-2558 จากร้อยละ 46.88 เป็นร้อยละ 98.93 การเข้าถึงยาและการเยี่ยมบ้านเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.06 เป็นร้อยละ 97.68 และการได้รับ opioids เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60.47 เป็นร้อยละ 99.57 ตามลำดับ ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนวาระท้ายและมีโอกาสเสียชีวิตอย่างสงบหรือตายดี (Good death) สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์