วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2559
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผล ก่อน หลัง การทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมพลังชุมชนในการป้องกันโรคและเพื่อร่วมหามาตรการป้องกันควบคุมโรคมาลาเรีย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่ ผู้นำชุมชน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน รวม 51 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิได้ค่า IOC = 0.96 แบบทดสอบความรู้ ได้ค่า KR 20 = 0.68 แบบวัดทัศนคติ และแบบวัดการปฏิบัติตน ความเชื่อมั่น Cronbrach’s Alpha Coeffiecients = 0.78 และ 0.76 ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันโรคมาลาเรียก่อน และหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนมาตรการป้องกันโรคที่ได้จากการระดมความคิดจากลุ่มตัวอย่างตามกิจกรรมในโปรแกรมสร้างเสริมพลังชุมชนในการป้องกันโรคมาลาเรีย ได้แก่ 1) ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงพาหะ 2) ให้ความรู้เรื่องโรคมาลาเรียในกลุ่มนักเรียน 3) จัดทำโครงการแจกยาทากันยุงให้กับผู้ป่วย และสมาชิกในครอบครัวสำหรับผู้มารับบริการที่มาลาเรียคลินิกชุมชน 4) จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันควบคุมโรคในวันมาลาเรียโลก สรุปผลการศึกษา เนื้อหาและวิธีการดำเนินการของกิจกรรมทั้ง 8 สัปดาห์ มีความเหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ ดังนั้นจึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มอื่นๆ เช่น นักเรียน เยาวชน เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันโรคมาลาเรียต่อไป
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยใช้เทคนิคกระบวนการ Appreciation Influence Control ( AIC) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ แกนนำชุมชนและแกนนำสุขภาพ รวมทั้งสิ้น 56 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก แบบสำรวจลูกน้ำยุงลาย การสนทนากลุ่มและการสังเกตการแบบมีส่วนร่วม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ content analysis และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2558 – มกราคม 2559 ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.29 การประชุมวางแผนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ AIC ได้แนวทางในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก พบว่า การเปรียบเทียบความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกหลังอบรมอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 75.00 และผลการสำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย พบว่า ก่อนการดำเนินการค่าดัชนีครัวเรือน (HI) เท่ากับ 41.31 ค่าดัชนีภาชนะ (CI) เท่ากับ 31.44 ค่าดัชนีบริโต (BI) เท่ากับ 62.52 หลังดำเนินการ ค่าดัชนีครัวเรือน (HI) เท่ากับ 8.20 ค่าดัชนีภาชนะ (CI) เท่ากับ 7.48 และค่าดัชนี บริโต (BI) เท่ากับ 18.64 ซึ่งลดลงจากก่อนดำเนินการและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข สรุปผลการศึกษา พบว่า การอบรมให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกทำให้ประชากรมีความรู้เพิ่มขึ้น และผลการสำรวจดัชนีลูกน้ำยุงลาย พบว่า ค่าดัชนีความชุกลูกน้ำยุงลายลดลง และผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงควรนำแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกกับชุมชนอื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรศึกษาได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความเครียดของสวนปรุง SPST-60 (Suanprung Stress Test) ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนธันวาคม 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาร้อยละ ความถี่ ไคสแควร์ ผลการศึกษา พบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 76.2 มีอายุเฉลี่ย 37 ปี ระดับความไวต่อการเกิดความเครียดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 47.2 (95%CI: 38.96-49.55) ที่มาของความเครียดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ และอาการของความเครียดที่แสดงออกของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คือ โกรธหรือหงุดหงิด
การศึกษาครั้งนี้เป็นเชิงพรรณนาภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสูบบุหรี่ความชุกของผู้สูบบุหรี่และความชุกของผู้สูบบุหรี่มือสองของประชาชนในจังหวัดอุดรธานีทำการศึกษาในประชาชนอายุ 10-65 ปี เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ 846 หลังคาเรือนการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอในรูปจำนวนความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษาพบว่าความชุกของการสูบบุหรี่ของประชาชนในจังหวัดอุดรธานีร้อยละ 20.1 (95%CI; 18.7,21.5) มีผู้สูบบุหรี่ในปีที่ผ่านมาร้อยละ 86.3 ผู้สูบบุหรี่ในเดือนที่ผ่านมาสูบ 1-5 วันต่อเดือน ร้อยละ 17.6 สูบ 6-20 วันต่อเดือนร้อยละ 16.9l สูบมากกว่า 20 วันต่อเดือนร้อยละ 54.5 ค่ามัธยฐานของอายุผู้สูบ 48 ปี (พิสัยควอไทล์ 16.0) อายุที่สูบครั้งแรก 18 ปี (พิสัยควอไทล์ 4.0) ความชุกของผู้สูบบุหรี่มือสองร้อยละ 37.3 (95%CI;35.7,38.9) เห็นควรรณรงค์การหยุดสูบบุหรี่และแก้ปัญหาโดยเพิ่มมาตรการและกฎหมายบังคับที่เหมาะสม
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษาระดับมลทินและเปรียบเทียบมลทินทางสังคมในประชาชนทั่วไปจังหวัดอุดรธานี ที่มีต่อผู้เสพกัญชา ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผู้สูบบุหรี่ ในปี พ.ศ.2558 ประชากรเป้าหมายได้แก่ประชาชนทั่วไปในจังหวัดอุดรธานี เลือกตัวอย่างจำนวน 1024 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ตามแนวทางแบบสอบถามมาตรวัดมลทินทางสังคมของคนไทย (Thai Addiction Stigma Scale) ที่พัฒนาโดย มานพ คณะโต และพูนรัตน์ ลียติกุล ผลการศึกษา พบว่าจำนวนตัวอย่าง 1,003 คน เพศชายร้อยละ 49.5 เพศหญิงร้อยละ 50.5 อายุระหว่าง 10-65 ปี อายุเฉลี่ย 41.68 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 47.4 สถานภาพคู่ร้อยละ 78 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 42.5 รายได้เฉลี่ย 8,296.75 ต่อเดือน พักอาศัยอยู่ร่วมกับสามีหรือภรรยา ร้อยละ 74.67 ระดับมลทินทางสังคมในประชาชนทั่วไปในจังหวัดอุดรธานีต่อผู้เสพกัญชาและผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความคิดเห็นว่าในระดับรุนแรงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 69.8 และร้อยละ 55.5 ตามลำดับ ส่วนระดับมลทินต่อผู้สูบบุหรี่มีระดับต่ำ ร้อยละ 54.9
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจภาวะสุขภาพผู้กรีดยางพารา รวมถึงศึกษาพฤติกรรมสุขภาพ สำรวจสภาพแวดล้อมและลักษณะในการทำงาน และศึกษาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการทำงานของผู้กรีดยางพารา ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนา ประชากรศึกษา คือ ผู้ประกอบอาชีพกรีดยางพาราที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 230 คน เก็บข้อมูลโดยใช้สอบถาม ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลทั่วไป ภาวะสุขภาพโดยใช้ SF-36 พฤติกรรมสุขภาพ และการเกิดอุบัติเหตุและอันตรายจากการปฏิบัติงานกรีดยาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษามีอัตราตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 100 และพบว่าผู้กรีดยางส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 77.4 และมีจำนวน ร้อยละ 10.4 มีภาวะสุขภาพในระดับต่ำ ด้านพฤติกรรมสุขภาพพบว่า ผู้กรีดยางพารา ส่วนใหญ่ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานพบว่า ช่วงเวลาในการกรีดยาง ระหว่าง 03.00 น. - 06.00 น. ใช้กรดฟอร์มิคทายางถ้วย ใช้หม้อแบตเตอร์รี่บนศีรษะ เป็นอุปกรณ์ส่องสว่างในการกรีดยางพารา ในด้านอุปกรณ์ป้องกันตนเองในการกรีดยางพาราพบว่า ผู้กรีดยางพารา ส่วนใหญ่ใช้ผ้าปิดปาก และถุงมือยางในบางครั้ง และส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุ ดังนั้นควรมีการส่งเสริมภาวะสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้กรีดยางให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้นต่อไป
สถานการณ์การแพร่ระบาดของกัญชาในประเทศไทย เริ่มพบในกลุ่มเปราะบางเพิ่มมากขึ้น และเริ่มปรากฏผลกระทบจากการใช้กัญชาที่เด่นชัดมากขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมการใช้กัญชาในผู้ใช้กัญชา จังหวัดอุดรธานี ดำเนินการสำรวจผู้ใช้กัญชาในปีงบประมาณ 2557 ที่สามารถเข้าถึงได้ จำนวน 178 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ในช่วงเดือน สิงหาคม ถึง ตุลาคม 2558 จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง อายุเฉลี่ย 28.7 ปี เป็นหญิงร้อยละ 1.7 ประกอบอาชีพที่มีรายได้จากการทำงาน ร้อยละ 67.5 รูปแบบการใช้กัญชาส่วนใหญ่ใช้วิธีการสูบใบแห้งคิดเป็น 53.4 และผู้ใช้กัญชาร้อยละ 31.5 ยอมรับว่าการใช้กัญชาไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ และร้อยละ 46.6 เห็นว่าจะนำไปสู่การใช้ยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่นต่อไป ร้อยละ 82.6 เห็นว่าการใช้กัญชาเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร้อยละ 88.2 เห็นว่าการใช้กัญชามีผลต่อสัมพันธภาพทางสังคมและ 39.3%รับรู้ว่าการใช้กัญชาร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ความสามารถในการขับรถและควบคุมเครื่องจักรลดลงจนนำไปสู่การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ ร้อยละ 70.2 ยอมรับไม่ได้หากยินยอมให้เยาวชนใช้กัญชา และร้อยละ 45.5 ยอมรับไม่ได้หากยินยอมให้ผู้ใหญ่ใช้กัญชาแม้เพียงเดือนละ 1-2 ครั้งก็ตาม
กัญชาในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานทั้งในแง่การใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน สมุนไพรพื้นบ้าน เสริมงานอาชีพและเพื่อความบันเทิง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้กัญชาในจังหวัดอุดรธานี ด้วยวิธีการคาดประมาณทางอ้อม ดำเนินการสำรวจครัวเรือนด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในกลุ่มที่มีอายุ 12-65 ปี ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนตัวอย่างไม่น้อยกว่า 3 เดือน ได้กลุ่มตัวอย่าง 997 คน เครือข่ายของบุคคลจะถูกคาดประมาณด้วยวิธีควบรวมผล กลุ่มตัวอย่างจะถูกถามถึงจำนวนของคนที่รู้จักและจำนวนคนที่ใช้กัญชาตามการรับรู้ของตนเอง ผลจากการสำรวจด้วยวิธีขยายเครือข่ายจะนำไปสู่การคาดประมาณเครือข่ายของบุคคลและจำนวนคนที่ใช้กัญชา ในการคาดประมาณผ่านเครือข่ายของบุคคล พบจำนวนคนที่ใช้กัญชาส่วนใหญ่ใช้กัญชาประกอบอาหารมากที่สุด รองลงมาเป็นการใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ การใช้กัญชาเพื่อเสริมงานอาชีพ และการใช้กัญชาเพื่อผ่อนคลายตามลำดับ โดยมีผู้ใช้กัญชาในเดือนที่ผ่านมาคิดเป็นค่าคาดประมาณความชุก 394 ต่อ 100,000 ประชากร จำนวนผู้ใช้กัญชาจากการคาดประมาณ แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของกัญชาเป็นการแพร่ระบาดเฉพาะถิ่นที่ควรได้รับการเฝ้าระวัง
การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้าของเกษตรในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งประกอบอาชีพรับจ้างฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าเป็นอาชีพเสริมรายได้ การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม ความเสี่ยงจากการทำงาน มูลเหตุจูงใจ เส้นทางและกระบวนการเข้าสู่อาชีพที่รับจ้างฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าในพื้นที่ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน ใช้รูปแบบศึกษาเชิงพรรณนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดเวทีการสนทนากลุ่มและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพรับจ้างฉีดพ่นยาฆ่าหญ้า ส่วนใหญ่ มีฐานะค่อนข้างยากจน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง มีรายได้หลักจากการรับจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการรับจ้างและทำอาชีพนี้มามากกว่า 10 ปี รวมกลุ่มกันทำงานเป็นทีม ทำการฉีดพ่นด้วยตนเอง พบว่าบางส่วนมีพฤติกรรมและการปฏิบัติตัว ที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม จากการประเมินพบว่ามีระดับความเสี่ยงอันตรายจากการทำงานอยู่ในระดับที่สูงถึงสูงมาก ประมาณร้อยละ 50 พบว่ามีอาการผิดปกที่เกิดจากพิษของสารเคมีฆ่าหญ้าภายหลังจากการทำงาน ส่วนมากอยู่ในกลุ่มอาการผิดปกติเล็กน้อย อาจเป็นเพราะมีบางรายไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเองที่เหมาะสมในขณะทำงาน จากการศึกษาพบว่ามูลเหตุจูงใจในการเข้าสู่อาชีพรับจ้างฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจคือ ด้านรายได้ ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นมูลเหตุจูงใจที่สำคัญที่สุด รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวและเครือญาติในชุมชน ส่วนเส้นทางและกระบวนการเข้าสู่อาชีพ พบประเด็นสำคัญคือ กระบวนการคัดเลือกเข้ากลุ่ม/ทีมงาน รองลงมาคือประเด็นความเชี่ยวชาญการฝึกฝนทักษะเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ผลงานของทีมเพื่อดึงดูดใจลูกค้า และประเด็นด้านความมั่นคงในอาชีพส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง มีลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างแน่นอนมีความต่อเนื่องและมีความมั่นคง
การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชน อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ประชากรคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบได้ 337 คน ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่า ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด พบว่า อสม. เป็นเพศหญิง ร้อยละ 82.8 อายุเฉลี่ย 48 ปี ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 33.5 สถานภาพสมรส ร้อยละ 85.5 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท อาชีพเกษตรกร ร้อยละ 66.5 ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน อสม. เฉลี่ย 12 ปี มีประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนในหมู่บ้านร้อยละ 84.0 ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ใน ขั้นตอนการสำรวจและเก็บข้อมูล ร้อยละ 74.8 น้อยที่สุดคือการประเมินผล ร้อยละ 22.8 ความรู้ของอสม.เรื่องการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชนอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 51 โดยตอบคำถามในการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชนได้มากที่สุด คือ การดำเนินงานตามแผนงาน เมื่อสินสุดโครงการแล้วต้องมีการประเมินผลร้อยละ 97.6 ข้อที่ตอบผิดมากที่สุด คือ การจัดทำแผนงานโครงการควรให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำให้จึงจะมีความถูกต้องร้อยละ 53.7 บทบาทของ อสม. ในการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชนอยู่ในระดับสูงร้อยละ 60.5 บทบาทรายข้อพบว่าอสม.เขียนแผนงานโครงการด้วยตนเองน้อยที่สุด ร้อยละ 40.4 โดยส่วนใหญ่ทำร่วมกับกลุ่ม อสม. ร้อยละ 71.2 และกว่าครึ่งหนึ่งของอสม.มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจัดทำแผนงานโครงการให้ทุกขั้นตอน ร้อยละ 63.5 สรุปแล้ว อสม. เพียงครึ่งเดียวที่มีความรู้เรื่องการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชุมชนอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ รวมถึงการขาดความสามารถในการเขียนแผนงาน ดังนั้น อสม. จึงควรได้รับการอบรมจากเจ้าหน้าที่ในการวางแผนงานของโครงการ โดยเน้นที่การต้องเขียนแผนงานด้วยตนเองมากที่สุด