วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2565
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสุพรรณบุรี แบ่งเป็น 3 ระยะ ดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2560-2564 โดยสร้างรูปแบบและนำไปทดสอบในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลต้นแบบด้านสุขภาพจิตของจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 แห่ง แล้วขยายผลใช้จริงในพื้นที่ จำนวน 174 แห่ง และประเมินประสิทธิผลรูปแบบจากผลการประเมินมาตรฐานการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และผลการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตตามตัวชี้วัดสำคัญ 9 ตัวชี้วัด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม หลังการใช้รูปแบบ พบว่าโรงพยาบาลส่งเสริมส่งเสริมสุขภาพตำบล มีผลการประเมินมาตรฐานการดำเนินงานฯ ระดับดีมากขึ้นไป ร้อยละ 64.9 และหลังการใช้รูปแบบฯ ปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยผลการประเมินมาตรฐานการดำเนินงานฯ เพิ่มขึ้นกว่าการใช้รูปแบบฯ ปี 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) และผลการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตตามตัวชี้วัดสำคัญผ่านเกณฑ์ 6 ตัวชี้วัด
การวิจัยประเมินผลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกหมอครอบครัวโรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร ระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 โดยใช้รูปแบบซิป (CIPP Model) คือ การประเมินผลด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เก็บข้อมูลบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน 12 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 208 คน และเวชระเบียนของผู้ป่วยเบาหวานในคลินิกหมอครอบครัว 362 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหาในประเด็นปัญหาที่ศึกษาและใช้สถิติเชิงพรรณนาโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Wilcoxon signed rank test และ McNamar' s Chi-Square test ผลการวิจัย พบว่า ด้านบริบท คลินิกหมอครอบครัวไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับนโยบายลดความแออัด เพิ่มระยะห่างทางสังคมด้านปัจจัยนำเข้า การมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตรวจน้ำตาลปลายนิ้วที่จุดตรวจให้บริการประจำหมู่บ้าน ส่งยาให้ผู้ป่วยที่บ้านและเป็นพี่เลี้ยง ควรผ่านการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนการมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดต่อประสานงานผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ทำให้การส่งต่อข้อมูลสะดวกและรวดเร็ว ด้านกระบวนการ ควรใช้กระบวนการอย่างเป็นระบบและมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ด้านผลผลิต ผู้ป่วยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากและระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) จากผลการวิจัย รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องปรับปรุงให้มีความเหมาะสม สอดคล้องบริบทปัญหาและสถานการณ์ สามารถนำมาใช้ได้จริงในคลินิกหมอครอบครัว
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกลุ่มวัยแรงงาน ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจต่อครอบครัวและชุมชน การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกลุ่มวัยแรงงาน อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น รูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์ แบบไม่จับคู่ (Unmatched case-control) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมฉีดวัคซีน จำนวน 3 เข็ม ครบตามเกณฑ์ และกลุ่มเปรียบเทียบฉีดวัคซีนน้อยกว่า 3 เข็ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม 2565 ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติการทดสอบไคสแควร์ และสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การรับรู้ความรุนแรงของโรคว่า “ผู้ป่วยโรคเรื้อรังถ้าติดเชื้อโควิด 19 จะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่สุขภาพดี” (ORadj 3.47, 95% CI = 3.89-5.71, p-value <.01) การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคว่า “การล้างมือด้วยน้ำสะอาด ไม่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด19” (ORadj 6.30, 95% CI = 2.99-9.81, p-value <.01) การรับรู้ความสามารถตนเองต่อการป้องกันโรคว่า “ท่านไม่กลัวผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน” (ORadj 3.43, 95% CI = 3.27-4.89, p-value .003) และ “ถึงแม้การฉีดวัคซีนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ท่านยังคงต้องการรับการฉีดวัคซีน” (ORadj 4.34, 95% CI = 4.02-5.85, p-value <.01) ตามลำดับ
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (Qua-si experimental design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการดูแลผู้สูงอายุของแกนนำเยาวชนโดยใช้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นพี่เลี้ยงในเทศบาลตำบลท่าม่วง จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดเตียง จำนวน 50 คน ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบประเมิน ADL แบบประเมินความพึงพอใจ ที่มีความเชื่อมั่นโดยการทดสอบค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของครอนบาค (Cronbach's reliability coefficient alpha) เท่ากับ 0.86 และ 0.85 ตามลำดับ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ pair t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ย ADL สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (p=.001) ความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อการดูแลผู้สูงอายุของแกนนำเยาวชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่สำคัญในช่วงปีพ.ศ. 2562-2565 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยเชิงสำรวจทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 18-24 ปี จำนวน 2,464 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา ความรู้เท่าทันกัญชาในเยาวชน พบว่า อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ความแตกต่างระหว่างอายุมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.0001) ในขณะที่เยาวชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้ง่าย ความแตกต่างระหว่างอายุมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) พฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนพบสูงถึง ร้อยละ 6.45 ซึ่งสูงกว่าอัตราการใช้ในประชาชนทั่วไป
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการใช้ยาและศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะสภาพแวดล้อมชุมชนกับการใช้สารเสพติดในกลุ่มแรงงานเกษตรไทย ออกแบบเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางในกลุ่มแรงงานเกษตรจำนวน 2,936 คนทั่วประเทศ ผู้สัมภาษณ์ที่ผ่านการฝึกอบรมดำเนินการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง รวมทั้งสังเกตรูปแบบและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองการถดถอยโลจิสติกพหุระดับ ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการใช้สารเสพติดในแรงงานเกษตรคิดเป็นร้อยละ 58.73 มีการใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายและยารักษาโรคผิดแบบแผนกันอย่างแพร่หลาย อายุ เพศ และพฤติกรรมการใช้ยาผิดแบบแผนสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ บริบทส่งผลต่อการใช้สารเสพติดอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ที่มีอัตราการเข้ารับการบำบัดสูงขึ้น 1 ต่อ 1,000 ประชากร จะมีแรงงานเกษตรใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น 12.7 เท่า และมีแรงงานเกษตรใช้ยาบ้าเพิ่มขึ้น 15.3 เท่า
เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติด ซึ่งก่อให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจผู้เสพ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและเศรษฐกิจสังคมอย่างมาก ประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดโทษผู้ค้าผู้เสพ แต่ขณะเดียวกันก็มีมาตรการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเมทแอมเฟตามีนที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติทางร่างกายและจิตใจของผู้เสพ และความรุนแรงในครอบครัว ออกแบบเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางในผู้เสพ 1,969 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคว์สแควร์ สมการถดถอยโลจิสติก อัตราเสี่ยงและช่วงความเชื่อมั่น 95% ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.4 มีอาการผิดปกติจากการเสพเมทแอมเฟตามีน และร้อยละ 24.9 เคยมีประสบการณ์กระทำความรุนแรงในครอบครัว ผู้เสพที่อายุน้อยกว่ามีโอกาสพบทั้งอาการผิดปกติและกระทำความรุนแรงมากกว่า อาการผิดปกติมีความสัมพันธ์กับอายุและระยะเวลาที่เสพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การทดสอบทางสถิติแสดงให้เห็นว่าคนโสดและผู้เสพวันละครั้งที่ความเสี่ยงต่ำกว่า คนว่างงาน และอายุน้อยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนของนักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิชาการสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิไทย จำนวน 500 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินสมรรถนะวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนที่พัฒนาขึ้น มีความเชื่อมั่นชนิดความสอดคล้องภายในระหว่าง .81 - .96 วิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงสำรวจด้วยวิธีการสกัดองค์ประกอบหลักและหมุนแกนแบบตั้งฉากด้วยวิธีแวริแมกซ์เพื่อประเมินสมรรถนะ 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะเฉพาะของบุคคล ผลการศึกษา พบว่า สมรรถนะด้านความรู้ มี 6 องค์ประกอบย่อย (การพัฒนางานสาธารณสุข การบริหารงานสาธารณสุข การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การควบคุมโรคและวิทยาการระบาด การดูแลสุขภาพเบื้องต้น และการปฐมพยาบาล) สมรรถนะด้านทักษะ มี 10 องค์ประกอบย่อย (การพัฒนาสาธารณสุขของชุมชน การวิจัย การจัดการข้อมูลทางสุขภาพ สุขศึกษา และการสื่อสารด้านสาธารณสุข การจัดบริการปฐมภูมิ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การประเมินภาวะของชุมชน การวิเคราะห์และวางแผนการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข การจัดการความรู้และการประสานงาน และการคุ้มครองผู้บริโภค) และสมรรถนะด้านคุณลักษณะเฉพาะของบุคคล มี 5 องค์ประกอบย่อย (จริยธรรมวิชาชีพ ภาวะผู้นำ การจัดการความรู้และการเจรจาต่อรอง การคิดเชิงระบบ และการมีปฏิสัมพันธ์) ซึ่งมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ .419 -. 980 โดยแต่ละองค์ประกอบอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 65.884, 72.133 และ 73.154 ตามลําดับ