วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2566
การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเครียดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น จำนวน 246 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ไคสแควร์และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 87.80 อายุอยู่ระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 33.30 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.86 มีความเครียดอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 28.05 มีความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 35.77 มีความเครียดอยู่ในระดับสูง และร้อยละ 7.32 มีความเครียดอยู่ในระดับรุนแรง เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความเครียดในสถานการณ์การระบาดโคโรนาไวรัส 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พบว่า อายุ สถานภาพสมรส รายได้ และการศึกษามีความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ปัจจัยด้านสภาพสังคมและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรังที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมและอาศัยอยู่ในตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 198 ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.60 อายุอยู่ในช่วง 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 57.60 ระยะที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง อยู่ในช่วง 1-3 ปี ร้อยละ 26.80 กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 67.70 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับดี ร้อยละ 62.10 ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การศึกษาภาคแบบตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรังที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมและอาศัยอยู่ในตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 187ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง ร้อยละ 61.50 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 74.90 ระยะที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน อยู่ในช่วง 11 ปีขึ้นไป ร้อยละ 26.73 กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับดี ร้อยละ 68.98 ระดับการศึกษากับอาชีพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 แก่เด็ก 6 เดือนถึง 4 ปี ทัศนคติต่อโรคโควิด-19 และต่อวัคซีนโรคโควิด-19 ระดับแรงจูงใจในการป้องกันโรคโรคโควิด-19 และปัจจัยพยากรณ์การตัดสินใจฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 แก่เด็ก 6 เดือนถึง 4 ปี ของผู้ปกครองในเขตตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี จำนวน 371 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Logistic Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.50 มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ร้อยละ 32.10 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 46.10 กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 68.70 ตัดสินใจให้เด็กในปกครองฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ระดับทัศนคติต่อโรคโควิด-19 และต่อวัคซีนโรคโควิด-19 ของผู้ปกครองเด็ก 6 เดือนถึง 4 ปี อยู่ในระดับปานกลางและดี ตามลำดับ ระดับการรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด-19 ระดับการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคโควิด-19 และระดับความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนองในการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง ปานกลาง และดีตามลำดับ ปัจจัยพยากรณ์การตัดสินใจฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 แก่เด็ก 6 เดือนถึง 4 ปี ของผู้ปกครอง ได้แก่ ระดับการศึกษา (ORadj=1.88, 95%CI: 1.12-3.16)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนที่มีต่อการป้องกันโรคนิ้วล็อคในผู้กรีดยางพาราตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้กรีดยางพารา ทำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 42 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Paired sample t-test ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 90.50 มีอายุอยู่ระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 38.10 ระยะเวลาประกอบอาชีพกรีดยางพาราเฉลี่ย 6 ปี ปฏิบัติงานเฉลี่ย 4 วันต่อสัปดาห์และ 3 ชั่วโมงต่อวัน คะแนนความรู้โรคนิ้วล็อค การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันตนเองและการบริหารนิ้วมือ และพฤติกรรมการป้องกันโรคนิ้วล็อค หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด (Total coliform bacteria), ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (Faecal coliform bacteria) โดยวิธี Most Probable Number ตามวิธีมาตรฐาน Standard methods for examination of water and wastewater และการตรวจหาเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) และสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ใช้เทคนิค Streak plate และยืนยันผลด้วย Polymerase chain reaction และศึกษาการสุขาภิบาลตู้น้ำดื่ม โดยใช้แบบสำรวจการสุขาภิบาลตู้น้ำดื่ม ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 31 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน Chi-square test ผลการศึกษาพบว่า น้ำดื่มจากถังน้ำ 31 ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด 23 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 74.19, ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 22.58, เอสเชอริเชีย โคไล 4 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 12.90 และน้ำดื่มจากก๊อกน้ำ 31 ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด 24 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 77.42, ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 22.58 และเอสเชอริเชีย โคไล 2 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 6.45 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2560 และไม่พบการปนเปื้อนเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ด้านการสุขาภิบาลตู้น้ำดื่มทั้ง 31 แห่ง พบว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไม่มีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ไม่มีการทดสอบคุณภาพน้ำด้วยชุดทดสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรียอย่างง่าย (อ.11) หน่วยงานควรมีการควบคุมและติดตามคุณภาพน้ำ และสุขาภิบาล เพื่อให้มีความปลอดภัยกับผู้บริโภค
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วยป้องกันปัญหาและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ การทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2565 จำนวน 10 เรื่อง โดยใช้เครื่องมือในการศึกษาจากสถาบันโจแอนนาบริกส์ วิเคราะห์ข้อมูลแบบบรรยาย ผลลัพธ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า 1) การส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถจัดการตนเองได้โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค การตั้งเป้าหมายและการสร้างแรงจูงใจสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย 2) การสนับสนุนของครอบครัว ประกอบด้วย การให้คำแนะนำและส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย การตอบสนองทางอารมณ์ การวางแผนและการประเมินผลการดูแล และติดต่อประสานงานเชื่อมโยงการดูแลในชุมชน ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้