วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2560
การวิจัยผสมผสานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกายของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ในประชาชนอายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 317 คน และตัวแทนชมรมออกกำลังกาย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72 ร่วมกับแบบสัมภาษณ์และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ด้วย Chi-square test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 56.5% อายุเฉลี่ย 43.54 ปี (S.D.=15.75) เป็นข้าราชการ 36.3% จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 45.4% มีปัญหาสุขภาพ 46.1% มีค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 23.03 กก./ม.2 (S.D.=3.15) เส้นรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 62.8% รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ 80.1% ไม่สูบบุหรี่91.5% ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 57.7% ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง 43.9% ระยะเวลาเฉลี่ยต่อวัน 63.46 นาที (S.D.=33.47) เหตุผลที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง 71.9% รูปแบบการส่งเสริมการออกกำลังกาย ประกอบด้วย 1) เพิ่มการเข้าถึงการกิจกรรม อุปกรณ์ออกกำลังกาย 2) ร่วมกับหน่วยงานราชการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย 3) สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการออกกำลังกาย 4) ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ สร้างกระแสออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และประเมินผลทุก 3 เดือน ดังนั้นจึงควรนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ และขยายผลสู่อำเภออื่นๆ
กลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มในการใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้นการใช้สมาร์ทโฟนไม่เหมาะสมอาจมีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน การรับรู้ภาวะสุขภาพ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและการรับรู้ภาวะสุขภาพของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 179 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบไม่คืนที่เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและการรับรู้ภาวะสุขภาพของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยเชียงรายมีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.97, 0.85 ตามลำดับ และค่าความเชื่อมั่น 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความสัมพันธ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน และการรับรู้ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน และการรับรู้ภาวะสุขภาพมีนัยสำคัญทางสถิติน้อยกว่า 0.01 จากการศึกษาครั้งนี้ควรเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นผ่านสมาร์ทโฟนและสร้างความตระหนักให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้มีพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่เหมาะสม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลด้านบริบท ปัจจัยนำเข้ากระบวนการ และผลผลิตในการดำเนินงานโครงการ ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (อย. น้อย) โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (Cipp Model) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้ CIPP modelกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 294 คน ประกอบด้วย ครู นักเรียนแกนนำ และนักเรียนเครือข่าย จากโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แบบสอบถามที่ใช้ คือ แบบประเมินแบบผลการดำเนินโครงการชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (อย.น้อย) และแบบสัมภาษณ์ผลการดำเนินโครงการ อย.น้อย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมการดำเนินงานโครงการ อย.น้อย ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีผลการดำเนินโครงการอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านผลผลิต ( =4.42) รองลงมา ด้านบริบท ( =4.26) ด้านปัจจัยนำเข้า ( =4.19) ด้านกระบวนการ ( =4.17)และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านปัจจัยนำเข้า ( =4.15) ตามลำดับ และในกลุ่มที่ผ่านการประเมินระดับดีเยี่ยมมีผลการดำเนินงานโครงการชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (อย.น้อย) ในระดับดีมาก ( = 4.70) และกลุ่มที่ยังไม่ผ่านระดับดีเยี่ยมมีผลการดำเนินงานโครงการชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (อย.น้อย) ในระดับดี ( =3.92) ความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการชมรมคุ้มครองผู้บริโภค (อย.น้อย) เกิดมาจากการที่โรงเรียนมีกิจกรรมและโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และการมีส่วนของครู นักเรียนแกนนำและสมาชิกของชมรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยโดยวิเคราะห์องค์ประกอบพฤติกรรมสุขภาพ สร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ RAPC กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5 – 6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรีแบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาองค์ประกอบพฤติกรรมสุขภาพจำนวน 503 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัย จำนวน 2 ห้องเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 25 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ RAPC และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ RAPC ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยมีหกองค์ประกอบ ได้แก่ ด้านสุขอนามัยส่วนตัว ด้านความปลอดภัยด้านการบริโภคอาหารด้านสุขนิสัยการรับประทาน ด้านทันตสุขภาพ และด้านการบริโภคน้ำดื่ม/ขนม ส่วนผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลการวัดองค์ประกอบมีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์2) ผลการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ RAPC ประกอบด้วย ขั้นทบทวนประสบการณ์ (Review of Experience: R) ขั้นปฏิบัติการเรียนรู้ (Active learning: A) ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice: P) ขั้นสรรค์สร้างความรู้(Creation of Idea: C) และ 3) ผลการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RAPC สามารถส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเด็กปฐมวัย โดยมีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่าคะแนนเด็กปฐมวัยในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทั้งโดยรวมและรายด้านโดยมีขนาดส่งผล (Effect size) ต่อคะแนนรวมระดับมาก (Cohend’s d = 7.98) และมีขนาดส่งผลต่อคะแนนรายด้านทุกด้านระดับมาก (Cohend’s d =7.63, 5.55, 2.87,3.72,5.70 และ 4.08)
วิจัยเชิงหาความสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยคัดสรรกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ทำการศึกษาระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2559 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ถึง 3 จำนวน 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3) แบบสอบถามอิทธิพลของกลุ่มเพื่อนที่มีผลต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4)แบบสอบถามอิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5) แบบสอบถามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้การแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลส่วนปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ เพศโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล วิเคราะห์ข้อมูลส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ ทัศนคติต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อิทธิพลของเพื่อน และอิทธิพลของสื่อมีต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คำนวณโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เสปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์ระดับต่ำกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ r=0.387 (p<0.05) ส่วนเพศ อิทธิพลของเพื่อน และอิทธิพลของสื่อไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ ควรหากลวิธีในการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรทำการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนกับนักศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ
การให้บริการที่มีคุณภาพและทำให้เกิดความประทับใจ เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนนำมาใช้ในการให้บริการงานธุรการงานบัณฑิตศึกษา แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาดังกล่าวมาก่อน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อการให้บริการงานธุรการงานบัณฑิตศึกษาของภาควิชาฯ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรศึกษาเป็นนักศึกษาบัณฑิตศึกษาฯ ที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2558 จำนวน 70 คน โดยเลือกศึกษาจากประชากรทั้งหมดและเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบเอง ซึ่งคณะวิจัยพัฒนาขึ้นจากการรวบรวมวรรณกรรม ผลการวิจัย พบว่า มีอัตราการตอบกลับ ร้อยละ 94.3 โดยประชากรเป็นเพศหญิงร้อยละ 60.6 เป็นนักศึกษาปริญญาเอก (ร้อยละ 51.5) ปริญญาโท (ร้อยละ 41.5) เป็นแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้าน ร้อยละ 7.6 เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ปี 1, 2, และ 3 หรือสูงกว่า ร้อยละ 42.4, 22.7, และ34.9 ตามลำดับ โดยภาพรวมนักศึกษาบัณฑิตศึกษา มีความพึงพอใจต่อการให้บริการงานธุรการบัณฑิตศึกษาของภาควิชาฯในระดับมากที่สุด ร้อยละ 83.3 โดย 3 ด้านแรกที่นักศึกษาบัณฑิตศึกษา มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คือ 1) ความมีมนุษยสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 86.4 2) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อนักศึกษาผู้รับบริการด้วยความสุภาพและเป็นมิตร ร้อยละ 84.8 และ 3) ความรับผิดชอบในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 83.3 ส่วน ด้านที่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด จำนวนน้อย คือ 1) คุณภาพของงานที่เจ้าหน้า ร้อยละ 63.3 2) เจ้าหน้าที่ มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่นักศึกษาผู้รับบริการได้ทันท่วงที ร้อยละ 68.2 และ 3) เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและการแก้ปัญหาได้ลุล่วง ร้อยละ 72.7 สรุปผลการวิจัย ประมาณ 4 ใน 5 ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษา พึงพอใจต่อการให้บริการงานธุรการบัณฑิตศึกษาของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน
พฤติกรรมการทำงานที่ไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ วัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรมีความสำคัญต่อการปฏิบัติตามหลักการทำงานด้วยความปลอดภัยของบุคคล และการบาดเจ็บในสถานที่ทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานด้วยความปลอดภัย และหาความสัมพันธ์ระหว่าง วัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร และการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือตอนบน ศึกษาแบบภาคตัดขวางจากพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 452 คน ระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’ product moment correlation) ผลการศึกษาพบว่า การทำงานด้วยความปลอดภัยของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง เพียงร้อยละ 46.3 เท่านั้น และพฤติกรรมการทำงานด้วยความปลอดภัย มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) จากผลการศึกษาครั้งนี้ โรงพยาบาลควรส่งเสริมการรับรู้ในพยาบาลวิชาชีพถึงการรับรู้ต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร และประเมินพฤติกรรมการทำงานด้วยความปลอดภัยที่สามารถนำไปสู่การลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งได้อย่างเหมาะสมต่อไป
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะงานและความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคซึ่งมีความสัมพันธ์และส่งผลกับความสุขในการทำงานของคณาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอกชน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 84 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 401 คน และวิเคราะห์ผลการวิจัยใช้ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่าการปฏิบัติงานของคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเอกชนเกี่ยวกับคุณลักษณะงานโดยรวมอยู่ในระดับมากคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจมีความสามารถในการเผชิญและฟันผ่าอุปสรรคโดยรวม อยู่ในระดับมากคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจมีความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางคุณลักษณะงานโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสุขในการทำงานโดยรวมของคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01ความสามารถในการเผชิญและฟันผ่าอุปสรรคโดยรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสุขในการทำงานโดยรวมของคณาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชนโดย อสม.นักบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน “DM Excellence Care Giver” จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 คือ อสม. จำนวน 992 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ ระยะที่ 2 คือ อสม.ในพื้นที่ รพ.สต.โคกกลาง 68 คน และ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ จำนวน 64 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงของชุดที่ 1 ทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 และชุดที่สองเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาณ ได้แก่ Multiple regression analysis และ Paired t test ผลการวิจัยพบว่า อสม.(1) มีระดับการปฏิบัติงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานในระดับมาก (2) ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 40-49 ปีจบการศึกษาระดับประถมศึกษา ระยะเวลาเป็น อสม.เฉลี่ย 11.70 ปี เคยผ่านการอบรมและศึกษาดูงานด้านโรคเบาหวาน มีแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมระดับมาก และ (3) ปัจจัยด้านเพศ การอบรม แรงจูงใจ และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติงานโดยร่วมกันพยากรณ์ได้ 53.7% (4) ผลของรูปแบบทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน มีค่าคะแนนพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value<0.001 ทั้งสองตัวแปร ดังนั้น จึงควรนำรูปแบบนี้ไปขยายผลต่อไป
NPS (New Psychoactive Substances) เคยเป็นที่รู้จักกันในนามของยาที่ถูกออกแบบมาตามความประสงค์ (Designer drug) แต่ล่าสุดได้รับการอธิบายอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นสารที่ถูกทางกฎหมาย (Legal high) คำซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยประชาคมยุโรปในปี 2005 คือ “สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่" ซึ่งหมายถึงสารเสพติดหรือสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ไม่ได้กำหนดไว้ภายใต้ภายใต้อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยเรื่องยาเสพติด 1961 หรืออนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท 1971 แต่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนที่เทียบได้กับสารที่มีการกำหนดไว้นับตั้งแต่ปี 1997 ได้มีการจัดระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนในกลุ่มสหภาพยุโรปทั้งนี้คำว่า "ใหม่" หมายถึงการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในทางที่ผิดซึ่งในความเป็นจริงเกือบทั้งหมดของสารที่พบได้ถูกสังเคราะห์มาเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบทางเคมีสามารถจำแนกได้เป็นยาเสพติดดั้งเดิม (เช่นแอมเฟตามีนโคเคนเฮโรอีนกัญชา) เนื่องจากยาเสพติดเหล่านี้นี้มีหลักฐานการใช้เป็นยารักษาโรคเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยหลังจากที่ยาเสพติดปรากฏขึ้นอนุพันธ์ของ fentanyl เช่น α-methylfentanyl และ 3-methylfentanyl ร่วมกับอนุพันธ์ของ α-prodine ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ย้อนกลับของ pethidine (meperidine) ก็ปรากฎตามมาภายใต้ชื่อว่ายาเสพติดที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะในปี 1984 ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น ‘สิ่งที่คล้ายกัน’ โดยได้รับการออกแบบเพื่อให้ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทคล้ายกับสารที่ถูกควบคุมสารที่มีศักยภาพสูงทดแทนเฮโรอีนเหล่านี้ทำให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมากนอกจากนี้การปนเปื้อนสารสังเคราะห์ MPTP (อนุพันธ์ α-prodine) ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันในกลุ่มผู้ใช้ยาฉีดส่งผลให้ที่ความสนใจในยาแก้ปวดที่ถูกออกแบบมาจางหายไป