วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2567

สารบัญ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2567
การใช้สารเสพติดของเยาวชนไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดของการใช้สารเสพติดเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของเยาวชนไทย (กลุ่มอายุ 10-18 ปี) ที่ใช้สารเสพติด ปี พ.ศ. 2565 เป็นการศึกษาเชิงบรรยายชนิดตัดขวางด้วยวิธีสำรวจทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิสุ่มกระจุกสามขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสิ้น 4,666 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนาและไคว์สแควร์ เยาวชนไทยอายุ 10-18 ปี ร้อยละ 16.6 รายงานว่ามีประสบการณ์ “เคยใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่ง” ในจำนวนนี้เยาวชนร้อยละ 13.1 ยังคงใช้สารเสพติดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยมีความแตกต่างระหว่าเพศและกลุ่มอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สารเสพติดยอดนิยมที่เยาวชนเคยใช้ ได้แก่ กระท่อม (โดยเฉพาะน้ำต้มกระท่อม) สารกล่อมประสาท กัญชา (โดยเฉพาะกัญชาแห้ง) สารกระตุ้น (โดยเฉพาะยาบ้า) สารกดประสาท (โดยเฉพาะทรามาดอลและโคเดอีน) และสารหลอนประสาท ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมการใช้สารเสพติดมากกว่า 1 ชนิด (สารผสม) ในคราวเดียวกัน รวมทั้งการใช้สารเสพติดร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติดร่วมกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และยังพบการใช้สารเสพติดร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ไฟฟ้า อีกด้วย

ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะลองโควิดในมารดาหลังคลอดที่ติดเชื้อโควิด-19
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะลองโควิดในมารดาหลังคลอดที่ติดเชื้อโควิด -19 ที่มาคลอดในโรงพยาบาล แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 - กันยายน พ.ศ. 2565 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบอาการและอาการแสดงระยะยาวของการติดเชื้อโควิด -19 ของกรมการแพทย์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยแบบโลจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของภาวะลองโควิดในมารดาหลังคลอดที่ติดเชื้อโควิด -19 ร้อยละ 42.0 ส่วนใหญ่พบอาการในระบบทางเดินหายใจ และคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพทั่วไป ลดลง ร้อยละ 61.7 และอาการทั่วไป (อาการอ่อนเพลีย ไข้ หนาวสั่น) ร้อยละ 48.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะลองโควิดภายหลังการรักษาหายมากกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป ได้แก่ ระดับความรุนแรงของการติดเชื้อโควิด -19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01)

การใช้กัญชาในเยาวชนหลังการปรับปรุงกฎหมาย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่สำคัญในช่วงปีพ.ศ. 2562-2565 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจสามครั้งทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 12-24 ปี จำนวน 15,766 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบความรู้เท่าทันกัญชาในเยาวชนพบว่า ลดลงจากช่วงกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ในขณะที่เยาวชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้น และมีพฤติกรรมการใช้กัญชามากขึ้น 2.7-5.5 เท่า ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.0001)

ผลของการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นต่อความรู้และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต.สามพร้าว จ.อุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบการศึกษากลุ่มเดียว ทดสอบก่อนหลัง เพื่อศึกษาผลของการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นต่อความรู้และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 30 ราย ที่อาศัยในตำบลสามพร้าว จังหวัดอุดรธานี โดยใช้แบบประเมินวัดความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ และแบบประเมินทักษะในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุก่อนและหลังการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น โดยปรับจากคู่มือแนวทางการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุหลักสูตร 70 ชั่วโมง ของสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และอ้างอิงจากทฤษฎีการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการประเมินทักษะในการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 48.93 คะแนน ผ่านเกณฑ์ 50% (25 คะแนน) หลังเข้ารับการฝึกอบรมระยะสั้นมาร้อยละ 100 และมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุหลังการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นมากกว่าก่อนการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)

ปัจจัยเสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัญหาสุขภาพจิตจากการเสพยาเสพติดเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทย ซึ่งสามารถป้องกัน และลดความรุนแรงลงได้ ด้วยการลดอิทธิพลของปัจจัยเสี่ยง การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบปัจจัยเสี่ยง ต่อโอกาสเกิดอาการจิตเวชในกลุ่มผู้เสพสารเสพติด ใช้การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบกรณีศึกษามีกลุ่มควบคุม กรณีศึกษาสุ่มเลือกแบบจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน จากกลุ่มผู้เสพสารเสพติดที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการ ทางจิตที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานบริการของรัฐทั่วประเทศ 1,000 ราย และกลุ่มควบคุมเป็นกลุ่มผู้เสพ สารเสพติดที่เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดและได้รับการวินิจฉัยว่าไม่มีอาการทางจิตในสถานบริการเดียวกัน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา chi-square และ multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสิ้น 8 ปัจจัย ประกอบด้วย รายได้ (AOR 1.874) เสพยาบ้า (AOR 6.950) เสพไอซ์ (AOR 4.241) เสพกัญชา (AOR 3.508) เสพยาอี (AOR 5.983) เสพเคตามีน (AOR 5.569) ใช้ยารักษาโรคผิดแบบแผน (AOR 2.245) และเสพยาเสพติดร่วมหลายชนิด (AOR 1.441)

สัดส่วนและปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่มีการรับรู้ด้านคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่มีการรับรู้ด้านคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง โดยศึกษาในผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มาใช้บริการคลินิกผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลน้ำพอง จำนวน 124 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามชนิดสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Odd ratio (OR)และ 95% Confidence interval (CI) ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีการรับรู้ด้านคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง จำนวน 21 ราย (ร้อยละ 16.9, 95%CI 0.108-0.247) และผู้ที่มีคู่สมรสในปัจจุบันเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ด้านคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง (adjusted OR = 4.322, 95%CI = 1.008-18.536) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value น้อยกว่า 0.05

การศึกษาเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้สารเสพติดในผู้เสพสารเสพติดที่มีอาการทางจิตเวช
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้ เป็นการศึกษาเชิงบรรยายในกลุ่มผู้เสพสารเสพติดและได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิต ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานบริการของรัฐ รวม 1,000 คน จาก 10 จังหวัด ทั่วประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 4,513 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ และประวัติการรักษาผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ ANOVA ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นชายร้อยละ 93.0 เป็นเยาวชน (อายุไม่เกิน 24 ปี) ร้อยละ 20.0 สถานภาพโสดร้อยละ 64.0 ว่างงานร้อยละ 43.5 พักอาศัยร่วมกับผู้ติดสุราร้อยละ 14.8 พักอาศัยร่วมกับผู้ใช้ยารักษาโรคผิดแบบแผนร้อยละ 17.4 มีญาติและเพื่อนสนิทใช้ยาเสพติดร้อยละ 71.3 กลุ่มศึกษาร้อยละ 79.2 เคยบำบัดยาเสพติดและจิตเวชมาก่อน อาการทางจิต พบว่า มีอาการหวาดระแวง และยังพบว่ามีอาการทางจิตอื่น ๆ ที่อาจชักนำไปสู่ความรุนแรง อาทิ หงุดหงิด ก้าวร้าว หุนหันพลันแล่นความยับยั้งชั่งใจลดลง ประสาทหลอน หลงผิด สับสน กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 66.9 เริ่มเสพยาบ้าเป็นยาชนิดแรก โดยอายุต่ำสุดที่เริ่มเสพ คือ 10 ปี อายุเริ่มเสพเฉลี่ย 19 ปี ในปัจจุบัน ร้อยละ 73.9 ใช้เมทแอมเฟตามีนเป็นตัวยาหลัก (ยาบ้าและไอซ์) ทั้งนี้ร้อยละ 44.4 ใช้ยาเสพติดร่วมกันหลายชนิดในการเสพคราวเดียวกัน (polydrug) ผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการทางจิตใช้ยาเสพติดมาเป็นเวลานานเฉลี่ย 12.5 ปี เมื่อจำแนกออกตามชนิดยาที่เสพแล้วมีอาการทางจิต พบว่า ผู้เสพเฮโรอีนใช้เฮโรอีนมาเป็นเวลานานเฉลี่ย 18.8 ปี ผู้เสพยาบ้าเสพมานานเฉลี่ย 12.4 ปี และผู้เสพกัญชาใช้กัญชามาเป็นเวลานานเฉลี่ย 15.7 ปี ระยะเวลาที่ใช้ยาเสพติดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.0001)

การศึกษาเครื่องมือคัดกรองอาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัญหาสุขภาพจิตจากการเสพยาเสพติดเป็นสิ่งปรากฏการณ์ชัดพบได้ทั่วไปในสังคมไทย ซึ่งสามารถป้องกันและลดความรุนแรงลงได้ด้วยการลดอิทธิพลของปัจจัยเสี่ยง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดสอบเครื่องมือคัดกรองโอกาสเกิดอาการจิตเวชในกลุ่มผู้เสพสารเสพติดใช้แบบแผนการศึกษาทดสอบเครื่องมือคัดกรองในกลุ่มผู้เสพยาเสพติดที่เข้าบำบัดรักษาในสถานบริการ 880 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Chi square, Confirmatory Factor Analysis, Intraclass Correlation Coefficient, Cronbach Alpha Coefficient, และ McDonald Omega Coefficient เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยตัวแปรเชิงพยากรณ์ 7 ตัวแปร ให้ค่าน้ำหนักแล้วรวมคะแนน นำไปทดสอบคุณสมบัติด้วย known group validity การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า มีค่าความเที่ยงตรง Construct Validity ที่ยอมรับได้ โดยมีค่าความเชื่อมั่น ค่าสหสัมพันธ์ Omega Coefficient 0.89 ค่าความเที่ยงระหว่างผู้สังเกต 0.96 ค่าการทดสอบซ้ำ 1 สัปดาห์ 0.93 ค่าความไว 0.81 ค่าความจำเพาะ 0.72 ค่าพยากรณ์ผลบวก 0.78 ค่าพยากรณ์ผลลบ 0.74 และค่าความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ 0.76