วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ตุลาคม – ธันวาคม 2556

สารบัญ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ตุลาคม – ธันวาคม 2556
การลดอันตราย (Harm reduction) และแนวทางการลดอุปสงค์ (Demand reduction) ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ยุทธศาสตร์ การลดอันตรายและการลดอุปสงค์โดยสรุปจะเห็นได้ว่าทั้งสองแนวทางล้วนมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือการลดปัญหาการแพร่ระบาดของสารเสพติดลง โดยมุ่งไปจัดการที่ตัวผู้ใช้ยาหรือสารเสพติดเป็นสำคัญ แต่ทั้งสองแนวทางมาจากฐานความคิดที่แตกต่างกัน คือแนวทางการลดอุปสงค์ใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ส่วนแนวทางการลดอันตรายเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วย ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ควรมีการทบทวนการนำไปปรับใช้เพื่อลดผลที่ไม่คาดหวังให้ลดลง (Side effect) การนำทั้งสองแนวทางมาผสมผสานกันย่อมที่จะเกิดผลดีมากกว่าเดิมที่เคยใช้พียงแต่แนวทางการลดอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แนวทางการลดอันตรายเป็นทางเลือกที่สำคัญในการดึงเอากลุ่มผู้ใช้ยาหรือสารเสพติดให้มาอยู่ในสังคมปกติ ตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเขาไม่สามารถกลับเข้าสู่สังคมโดยปกติได้และเสมือนว่าได้ผลักให้เขากลับไปสู่วังวนของการใช้ยาหรือ สารเสพติดซ้ำ จนเกิดการพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นผู้ค้า อันเกิดจากเพียงเพราะเขาถูกแยกพวกและตีตราบาปจากสังคม ซึ่งแนวทางการลดอันตรายจะแก้จุดด้อยของ แนวทางการลดอุปสงค์ในส่วนนี้ลงได้ สำหรับแนวทางการนำไปใช้ทั้งสองแนวทางนั้นเห็นควรว่าจะต้องใช้การผสมผสานกันอย่างมีแบบแผนและเป็นลำดับขั้นตอน โดยการพิจารณาสถานการณ์ของพื้นที่ที่จะดำเนินการให้รอบคอบ และพิจารณาข้อดี – ข้อด้อยอย่างรอบด้านในแต่ละแนวทาง และต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร

การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษา การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอที่มีการทำงานร่วมกันระหว่าง โรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สถานีอนามัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้การสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน สาธารณสุขอำเภอ ตัวแทนสถานีอนามัย ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 อำเภอในประเทศไทย อันประกอบด้วย 1) อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี 2) อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และ 4) อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า การพัฒนา ควรมีคณะกรรมการบริหารเครือข่ายบริการสุขภาพระดับอำเภอ (District Management Team) ในรูปแบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันและเชื่อมประสานงานกัน กรอบการดำเนินงาน และเป้าหมายการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ในด้านการกระจายทรัพยากรด้านการบริหารงบประมาณ และบุคลากร ในส่วนของการบริการนอกจากการให้บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน ควรมีการร่วมกันพัฒนาระบบบริการตามบริบทและความต้องการของชุมชน การจัดบริการสุขภาพในชุมชนโดยองค์กรปกครองส่วน และมีการเชิดชูผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ การพัฒนาจะส่งผลประสิทธิภาพของหน่วยบริการ และส่งผลให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เชื่อมั่นในคุณภาพการรักษาและการบริการ และเมื่อมีการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภออย่างต่อเนื่อง มีการจัดการให้กับคณะทำงานอย่างสม่ำเสมอ จัดกิจกรรมที่มีลักษณะกระจายอำนาจไปให้กับมวลสมาชิกที่ได้รับประโยชน์ การดำเนินงานของเครือข่ายจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด

ความพึงพอใจของบุคลากรด้านสาธารณสุขต่อการจัดบริการร่วมระหว่างการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน ในเขตอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม แล้วนำมาจัดลำดับเพื่อนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล จำนวน 36 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา ใช้สถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 69.40) มีอายุระหว่าง 31- 40 ปี (ร้อยละ 47.22) อายุเฉลี่ย 35.92 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.19 อายุมากที่สุด 48 ปี และอายุน้อยที่สุด 22 ปี ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน สายงานพยาบาลวิชาชีพ เป็นข้าราชการตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน 6-10 ปี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการแพทย์แผนไทยของหน่วยงานในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมาที่ระดับปานกลาง (ร้อยละ100) ค่าเฉลี่ย = 2.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.= 0.64 กลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นต่อการจัดบริการร่วมระหว่างการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยรวมในระดับปานกลาง = 2.96 และ S.D.= 0.64 เมื่อแยกพิจารณารายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมาก คือ การจัดบริการร่วมมีประโยชน์ ต่อประชาชน การให้สมุนไพรและยาแผนโบราณ = 3.42 3.36 และ S.D.=0.91, 1.13 ตามลำดับ นอกนั้นค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้ คือ การจัดบริการสุขภาพควรมีการทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน จึงจะทำให้เกิดการยอมรับ และความพึงพอใจโดยรวมในระดับสูง

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านสุขภาพ (21 แฟ้ม) ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 2 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านสุขภาพ (21 แฟ้ม) ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบในการพัฒนาข้อมูลสุขภาพ (21 แฟ้ม) ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 130 คน ใช้วิธีสุ่มแบบมีระบบ (Systematic Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่าง มีนาคม – ธันวาคม 2556 โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ด้วยโปรแกรม SPSS ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านสุขภาพ (21 แฟ้ม) ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น ได้แก่ คุณภาพข้อมูลสุขภาพระดับบุคคล ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพข้อมูลสุขภาพ (21 แฟ้ม) คุณภาพข้อมูลสุขภาพระดับหมู่บ้าน การฝึกอบรมของ CUP การบรรณาธิการข้อมูล และการรวบรวมข้อมูล โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 49 ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ด้านความรู้และทักษะในการบันทึกข้อมูลที่มีการปรับปรุงรหัสการบันทึกและเวอร์ชั่นของโปรแกรมด้านภาระงานที่มีมากทำให้บันทึกข้อมูลไม่ทัน ด้านขวัญกำลังใจและแรงจูงใจ และด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

องค์ความรู้ทางคลินิกและองค์ความรู้กระบวนการให้บริการในระดับปฐมภูมิ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาองค์ความรู้ทางคลินิกและองค์ความรู้กระบวนการให้บริการในระดับปฐมภูมิ โดยการศึกษาสืบค้น และวิเคราะห์องค์ความรู้จาก แหล่งข้อมูล หนังสือและตำราวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ความรู้ทางคลินิก และองค์ความรู้ในกระบวนการให้บริการในระดับปฐมภูมิของศูนย์สุขภาพชุมชน มีการจำแนกแหล่งข้อมูลตามระดับความน่าเชื่อถือ (Level of evidence) ใช้เกณฑ์ประเมินของ Melnyk B. & Fineout-Overholt E. โดยศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ เรื่อง Self monitoring blood glucose (SMBG) 13 รายงานการวิจัย เรื่อง Fecal occult blood 11 รายงานการวิจัย เรื่อง พยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว 8 รายงานการวิจัย และเรื่องการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 8 รายงานการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป หรือพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัว ที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วสามารถให้บริการปฐมภูมิในศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคและการฟื้นฟูสภาพ ในระดับเท่าเทียมกับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โดยมีข้อมูลงานวิจัยที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสนับสนุน สำหรับด้านคลินิกพบว่าการตรวจ Fecal occult blood มีประโยชน์ในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจค้นหาโรคให้พบตั้งแต่ระยะต้นๆ ก่อนมีลักษณะทางคลินิกปรากฏ โดยมีข้อมูลงานวิจัยที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงสนับสนุนเช่น เดียวกัน สำหรับการตรวจ Self monitoring blood glucose (SMBG) แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่หนักแน่นพอ แต่การให้บริการในพื้นที่ห่างไกลอาจมีความจำเป็นจะต้องให้บริการเพื่อให้การเข้าถึงบริการของประชาชนเป็นไปได้ง่ายและมีความสะดวกในการใช้บริการและการบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์อาจเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางบริการอื่นๆ สำหรับให้บริการประชาชนนอกเหนือจากช่องทางปกติ

ความเข้าใจในบทบาทแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวของผู้บริหารงานบริการปฐมภูมิในระดับอำเภอ จังหวัดมุกดาหาร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษา ความเข้าใจในบทบาทแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวของผู้บริหารงานบริการปฐมภูมิระดับอำเภอเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในระบบบริการปฐมภูมิของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ความเข้าใจบทบาทของแพทย์ เวชศาสตร์ครอบครัว ความต้องการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแนวทางการพัฒนาการบริการปฐมภูมิ ของผู้บริหารงานบริการปฐมภูมิ ในระดับอำเภอ การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารงานบริการปฐมภูมิ ระดับอำเภอในจังหวัดมุกดาหาร ประชากรศึกษาจำนวน 67 คน สุ่มตัวอย่างโดยเฉพาะเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่าง 36 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเป็นโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ สร้างข้อสรุปแบบอุปมัย (inductive) และ Content analysis ผลการศึกษา ผู้บริหารงานบริการปฐมภูมิระดับอำเภอ ในจังหวัดมุกดาหารมีความเข้าใจ ในแนวคิดบริการปฐมภูมิแต่ยังไม่ครอบคลุมและเข้าใจในบทบาทแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ยังไม่ครบทุกด้าน และยังมีความต้องการให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวร่วมปฏิบัติงาน แม้จะมีข้อจำกัดบางประการที่เป็นข้อกังวล

ความคิดเห็นและความคาดหวังของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ในแต่ละปีพบว่ามีปัญหาข้อโต้แย้ง และการร้องเรียนจากผู้รับประเมินเป็นประจำ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ศึกษาระดับความคิดเห็น และระดับความคาดหวังของผู้รับการประเมิน รูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ประชากรศึกษาคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิในจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2556 ทั้งหมดจำนวน 465 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามชนิดตอบเอง ผลการศึกษาอัตราตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 73.55 พบว่า มัธยฐานของอายุกลุ่มตัวอย่างคือ 36 ปี (IQR 15) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ในด้านของความคิดเห็นและความคาดหวังต่อกระบวนการประเมินผลงาน พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมระดับความคิดเห็น และความคาดหวังของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก เมื่อทดสอบความแตกต่าง ระหว่างคะแนนเฉลี่ยของความคิดเห็นต่อการประเมินผลงาน พบว่าเพศหญิง มีคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นสูงกว่าชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-Value = 0.037) และ คะแนนเฉลี่ยของความคาดหวังต่อการประเมินผลงาน มีความแตกต่างกันในตัวแปร การศึกษา และระดับอายุของผู้รับประเมิน (P-Value = 0.025 และ 0.032) เพื่อพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานควรให้ผู้รับการประเมิน ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และประเมินให้ตรงกับความความคิดเห็น และความคาดหวังต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานระบาดวิทยาของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล แรงจูงใจที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถต่อการปฏิบัติงานระบาดวิทยาของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive research) แบบภาคตัดขวาง (Cross Sectional Study) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี จำนวนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานระบาดวิทยาในพื้นที่ ทั้งหมด 209 คน ใช้สถิติในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณหาค่า Odd Ratio, 95% confidence interval, Chi-Square และ Multiple Logistic Regression ผลการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถต่อการปฏิบัติงานระบาดวิทยาของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดอุดรธานี เมื่อควบคุมอิทธิพลของปัจจัยอื่นๆ โดยใช้ Multiple logistic regression มีดังนี้ เพศ AOR = 6.884, 95%CI = 2.659-17.821, P-value = 0.000 ตำแหน่ง AOR = 1.404, 95%CI = 1.059-1.861, P-value = 0.018 และการฝึกอบรมทางระบาดวิทยา AOR = 33.155, 95%CI = 12.031-91.266, P-value = 0.001

ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในมารดาผ่าตัดคลอดที่โรงพยาบาลคัดสรรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในมารดาผ่าตัดคลอดและปัจจัยที่มีความสัพพันธ์กับภาวะแทรกซ้อน โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี จากประวัติผู้ป่วยของโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง 625 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพรรณนา สถิติ Chi-square และสถิติ Multiple logistic regression ผลการวิจัย พบว่า มีภาวะแทรกซ้อนขณะให้ยาระงับความรู้สึก คิดเป็นร้อยละ 54.4 และมีภาวะแทรกซ้อนหลังให้ยาระงับความรู้สึก คิดเป็นร้อยละ 21.1 และปัจจัยด้านน้ำหนัก ปริมาณการเสียเลือดและปริมาณสารน้ำในห้องพักฟื้นมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

พฤติกรรมป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีนของหญิงตั้งครรภ์กับระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ของทารกแรกเกิดในอำเภอนาวังและอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลนาวังเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา และโรงพยาบาลนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภูและทารกแรกเกิดของหญิงตั้งครรภ์ทุกคนที่มาคลอดระหว่างเดือน ตุลาคม 2555 ถึงเดือน มีนาคม 2556 จำนวน 361 คนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและผลการตรวจระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ของห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Multiple logistic regression การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนของหญิงตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ของทารกแรกเกิด และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีนของหญิงตั้งครรภ์กับระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ของทารกแรกเกิด ผลการศึกษา พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อโรคขาดสารไอโอดีน อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 87.5 การรับรู้ความรุนแรงอยู่ในระดับสูงร้อยละ 80.9 การรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 93.6 การรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.6 พฤติกรรมการป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีนอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 98.3 ระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ผิดปกติร้อยละ 10.8 พฤติกรรมป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีนของหญิงตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ของทารกแรกเกิดอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ