วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2561

สารบัญ ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2561
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลระหว่าง เมษายน – มิถุนายน 2561 วิเคราะห์ด้วยค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 60.74 (SD = 5.14) สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน พบว่าระยะเวลาการเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ความเชื่อด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.151, 0.145, 0.185 ตามลำดับ) ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยควรนำผลจากการศึกษาไปใช้เพื่อเป็นองค์ประกอบในการพัฒนารูปแบบในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยเฉพาะปัจจัย ความเชื่อด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และระยะเวลาในการเจ็บป่วย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ผลของโปรแกรมการปฏิบัติการสวดมนต์และการเจริญสติต่อระดับน้ำตาลฮีโมโกลบินเอวันซีในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปฏิบัติ การสวดมนต์และการเจริญสติต่อระดับน้ำตาลฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และได้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน จำนวน 32 คน โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับการส่งเสริมการดูแลตนเองด้วยการปฏิบัติการสวดมนต์และการเจริญสติ ภายใต้กรอบแนวคิด PRECEDE Model เก็บรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถาม และแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก รวมระยะเวลาการดำเนินการวิจัยทั้งสิ้น 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired t-test ผลการศึกษา พบว่าหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้ การรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวาน การรับรู้ประโยชน์ของการมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและพฤติกรรมการดูแลตนเอง ด้านปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และด้านปัจจัยเสริม ได้แก่ การสนับสนุนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของครอบครัว สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สำหรับด้านปัจจัยนำเรื่องการรับรู้อุปสรรคของการมีพฤติกรรมที่เหมาะสม และค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาล HbA1C ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการศึกษาได้ว่า การปฏิบัติ การสวดมนต์และการเจริญสติสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาล HbA1C ได้ จึงเสนอแนะว่าควรนำโปรแกรมการปฏิบัติ การสวดมนต์และการเจริญสติที่ปฏิบัติต่อเนื่องมากกว่า 16 สัปดาห์ ไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดและไขมันในเลือด ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

ความชุกและแบบแผนการใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด แผนกผู้ป่วยนอก กรณีศึกษาโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความชุกของผู้ใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดในกลุ่มผู้ป่วยนอก 2) เพื่อศึกษาแบบแผนการใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีด 3) เพื่อศึกษาจุดประสงค์ในการใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีด 4) เพื่อศึกษาการรับรู้ผลกระทบของใช้ยาเสพติด ทำการศึกษาในผู้ที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี 307 คน การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ อาศัยเครื่องมือ คือ “แบบสัมภาษณ์ประวัติการใช้ยาเสพติด แบบแผนการใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีด และการรับรู้ผลกระทบของยาเสพติดของผู้มารับบริการในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี” ที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัยเอง จากการทบทวนตามทฤษฎีแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างมี 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ส่วนที่ 2 ประวัติการใช้ยาเสพติด ส่วนที่ 3 การรับรู้ผลกระทบจากการใช้ยาเสพติด และส่วนที่ 4 แบบแผนการใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของผู้ใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดของผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด ร้อยละ 2.28 ยาเสพติดที่เสพ ได้แก่ ยาบ้าอันดับหนึ่ง ร้อยละ 42.85 อายุที่เริ่มใช้ยาเสพติดโดยวิธีฉีดอยู่ระหว่าง 11-34 ปี เฉลี่ย 22 ปี ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.13 ยาเสพติดอื่นที่ฉีดเป็นไอซ์ และเฮโรอิน ร้อยละ 71.42 มีการใช้เข็มฉีดยาใหม่เมื่อต้องฉีดยา ในขณะที่ร้อยละ 71.42 ไม่เคยตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี และไวรัสตับอักเสบซี เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉีดยาเสพติด คือ ต้องการทดลอง และอิทธิพลของเพื่อน ร้อยละ 42.85 รองลงมาคือ เพื่อคลายเครียด และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีจำนวนไม่มากนักที่ฉีดยาเพราะต้องการเข้าสังคมหรือการสังสรรค์ ผู้ฉีดยาทุกคนรับรู้ถึงผลกระทบของการฉีดยาเสพติดที่อาจเป็นอันตรายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม

ตัวตนและการคงอยู่ของหมอพื้นบ้านชนเผ่ากะเลิง ในจังหวัดนครพนม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

หลักการและวัตถุประสงค์การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน ตัวตน และการถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อการคงอยู่ของหมอพื้นบ้านชนเผ่ากะเลิง ในจังหวัดนครพนม ระเบียบวิธีศึกษา เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยคัดเลือกแบบจำเพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก ประเด็นการสนทนากลุ่ม ประเด็นการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ในระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจงความถี่และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการศึกษา หมอพื้นบ้านชนเผ่ากะเลิงในจังหวัดนครพนม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 63.1 ปี มีระยะเวลาในการทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านเฉลี่ย 32.2 ปี การศึกษาของหมอพื้นบ้านส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ไม่ได้ประกอบอาชีพ และหมอพื้นบ้านชนทุกคนนับถือศาสนาพุทธ การถ่ายทอดภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านมาจากการเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้านและได้รับการรักษาจากหมอพื้นบ้านและได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาต่อและเกิดจากการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ให้ผู้สืบทอดที่เป็นลูกหลาน ประเภทของหมอพื้นบ้านมี หมอยาตั้ง หมอไม้ตอก หมอเหยา หมอจอดกระดูก หมอนวด และหมอยาต้ม วิธีการรักษาของหมอพื้นบ้านมีดังนี้ 1) ผู้ป่วยตั้งครู 2) ซักประวัติเกี่ยวกับสาเหตุและอาการเจ็บป่วย 3) ตรวจดูตำแหน่งที่บาดเจ็บและตำแหน่งที่จะรักษา 4) ทำการรักษาตามกระบวนการของหมอพื้นบ้านแต่ละประเภท และ 5) การให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังการรักษา รูปแบบการถ่ายทอดภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านโดยการบอกล่าวให้ฟัง การเรียนรู้จากการสังเกต การจดเคล็ดลับวิชา คาถาให้ผู้สืบทอด ถูกเลือกให้สืบทอดโดยผี (พ่อปู่) และการได้รับการถ่ายทอดจากหลายๆ วิธีร่วมกัน ปัญหาและอุปสรรคในการถ่ายทอดภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ หมอผู้ถ่ายทอด ผู้สืบทอด ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อภิปรายและข้อสรุป หมอพื้นบ้านเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อระบบสุขภาพของไทย เนื่องจากเป็นการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมองค์รวมและโดดเด่นด้านการดูแลด้านจิตสังคมและจิตวิญญาณที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถให้การดูแลได้ แต่กลับถูกปฏิเสธจากระบบการแพทย์กระแสหลัก ดังนั้น จึงควรให้ผู้ดูแลระบบสุขภาพและผู้ปฏิบัติการด้านการดูแลสุขภาพในปัจจุบันเปิดกว้างให้หมอพื้นบ้านได้เป็นทางเลือกในการนำมาใช้ในการแลสุขภาพของประชาชนให้มากขึ้นและควรส่งเสริม สนับสนุนให้หมอพื้นบ้านยังคงอยู่คู่กับระบบสุขภาพของคนไทยต่อไป

ความสุขและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขในผู้สูงอายุ ในชุมชนเมืองจังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาแบบบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในผู้สูงอายุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 102 คน ในชุมชนเมืองจังหวัดอุดรธานี เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561 โดยใช้แบบประเมินความสุขของคนไทยฉบับย่อให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 64.7) อายุเฉลี่ยเท่ากับ 68.62 กลุ่มอายุที่มากที่สุด คือ 60-70 ปี (ร้อยละ 71.6) สถานภาพสมรสส่วนใหญ่แต่งงานและอยู่ด้วยกัน (ร้อยละ 76.5) จบการศึกษาชั้นประถมศึกษา (ร้อยละ 94.1) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 65.7) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 3,000-5,000 บาท (ร้อยละ 35.5) และส่วนใหญ่มีบุตรจำนวน 3-4 คน (ร้อยละ 48) คะแนนความสุขเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างน้อยกว่าคนทั่วไทยไป คือเท่ากับ 26.4 โดยกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 55.9) มีคะแนนความสุขน้อยกว่าคนไทยทั่วไป ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของกลุ่มตัวย่างคือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (r=.224, p<.05) และจำนวนบุตร (r=-.197, p<.05) เนื่องจากระดับความสุขสามารถบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพจิต จึงควรมีการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตแก่ผู้สูงอายุเพื่อนำไปสู่การรักษา และควรส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นลดการพึ่งพาครอบครัว และเพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง นอกจากนี้ควรส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัว ส่งเสริมทักษะอาชีพให้คนวัยทำงานเพื่อลดการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน ทำให้ผู้สูงอายุไม่ถูกทอดทิ้ง จะเป็นหนทางที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากขึ้น

การมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขต ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการมีส่วนร่วมของชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขตตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นําชุมชน ประชาชนทั่วไป จํานวน 92 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม 2558 - เมษายน 2559 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เจาะลึก สนทนากลุ่ม และการสังเกตการแบบมีส่วนร่วมและแบบสำรวจค่าดัชนีความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัญหาและกําหนดแนวทางการดําเนินงานในชุมชน ขั้นตอนที่ 2 ดําเนินการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมขั้นตอนที 3 ประเมินผลด้านกระบวนการ และประสิทธิผลการป้องกันควบคุมโรค ขั้นตอนที่ 4 สะท้อนข้อมูลผลการดําเนินการ และถอดบทเรียนผลการดำเนินงานพบว่าหลังการศึกษามีระดับการมีส่วนร่วมด้านการค้นหาปัญหาและตัดสินใจด้านการวางแผนปฏิบัติการด้านการดำเนินงาน ด้านการประเมินผล อยู่ในระดับดีและประสิทธิผลการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก พบว่า มีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกในหมู่บ้าน ร้อยละ 100 ปัจจัยแห่งความสําเร็จในการดําเนินงานเป็นผลจากการมีกระบวนการที่เป็นระบบ การมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ผู้นําที่เข้มแข็งและมีภาคีเครือข่ายสนับสนุนส่งผลให้การควบคุมโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกในชุมชนลดลง

ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุจราจรและการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ของผู้บาดเจ็บที่รับบริการในโรงพยาบาลบ้านผือจังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษา การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective study) เพื่อศึกษาค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุจราจรและการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ของผู้บาดเจ็บที่รับบริการในโรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บาดเจ็บด้วยอุบัติเหตุจราจรที่มารับบริการห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2560 จำนวน 1,842 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกเวชระเบียน และแบบบันทึกค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 65.90 รองลงมาเพศหญิง ร้อยละ 34.10 อายุเฉลี่ย 31.27 ปี ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน1.387 ส่วนใหญ่ไม่ดื่มสุรา ร้อยละ 70.41 ยังพบว่า ผู้บาดเจ็บเป็นผู้ขับขี่ ร้อยละ 35.0 พาหนะส่วนใหญ่ คือ จักรยานยนต์ ร้อยละ 81 การได้รับสิทธิการรักษาตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ส่วนใหญ่พบว่า ไม่ได้รับสิทธิ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ ร้อยละ 54.23 รองลงมา ได้รับสิทธิ พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ ร้อยละ 45.77 ค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร พบว่า ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดตลอดการรักษา เท่ากับ 2,960,706 บาท เฉลี่ย 1,607.33 บาท (S.D. 2,223.405) ค่ารักษาต่ำสุด เท่ากับ 94 บาท และค่ารักษาสูงสุด เท่ากับ 8,500 บาท ค่ารักษาพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บได้หรือขออนุเคราะห์ เท่ากับ 432,209 บาท เฉลี่ย 234.64 บาท (S.D. 840.108) ค่ารักษาพยาบาลที่ผู้รับบริการชำระเอง เท่ากับ 735,060 บาท เฉลี่ย 399.28 บาท (S.D. 1137.709) และ ค่ารักษาพยาบาลที่เบิกจาก พ.ร.บ. ประกันภัยรถ เท่ากับ 1,709,290 บาท เฉลี่ย 927.74 บาท (S.D. 1996.330) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่ารักษาพยาบาลกับการได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดตลอดการรักษา ค่ารักษาพยาบาลที่เบิกจาก พ.ร.บ. ประกันภัยรถค่ารักษาพยาบาลที่ผู้รับบริการชำระเอง และค่ารักษาพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บได้ หรือขออนุเคราะห์มีความสัมพันธ์กับการได้รับสิทธิการรักษาตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติp <0.05 เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีเพียงจำนวนน้อยที่ยื่นคำร้อง สําหรับผู้ประสบภัยที่รับการรักษาในโรงพยาบาล อุปสรรคในการใช้สิทธิรับค่าชดเชยของ ผู้ประสบภัย ได้แก่ ความไม่รู้ว่าตนมีสิทธิ ความยากลําบากในการรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นขอความชดเชย ความหวาดกลัวความผิดทางกฎหมายเพราะตนไม่ได้ต่อทะเบียนรถยนต์หรือไม่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ตามกฎหมาย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายผู้ประสบภัยจากรถ และขั้นตอนยุ่งยากในการขอรับยังทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นทุนค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียเวลาของผู้ประสบเหตุ และญาติ สูญเสียรายได้ เป็นต้น

รูปแบบการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุกรณีศึกษา: บ้านสร้างบง-นาดี ตำบลผาสุก อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการสุขภาพของผู้สูงอายุบ้านสร้างบง-นาดี ต.ผาสุก อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 92 คน เก็บข้อมูลโดยวิธีการสังเกต และสัมภาษณ์เจาะลึก ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบContent Analysis ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อายุ 70-79 ปี (ร้อยละ 40)เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) ผู้ดูแลในครอบครัวเป็นบุตรของผู้สูงอายุ (ร้อยละ 80) มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 46.7) ค่ารอบเอวเกินมาตรฐาน (ร้อยละ 53.3) ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.64 kg/m2 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ADL) ไม่เป็นภาวะพึ่งพา (ร้อยละ 100) การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นสูงโดยมีอุปกรณ์มาเกี่ยวข้อง (IADL) ไม่เป็นภาวะพึ่งพา (ร้อยละ 80) ไม่เป็นโรคซึมเศร้า(ร้อยละ 90) ส่วนใหญ่มีความต้องการในการจัดการสุขภาพด้านบุคลากร ผู้ให้คำปรึกษา ผู้ดูแล จิตอาสา รองลงมา ด้านงบประมาณและการจัดการอย่างคุ้มค่า สะท้อนประเด็นในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุ คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูลผู้สูงอายุในชุมชน การใช้ Core Team คือ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนมีผลต่อการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความใกล้ชิด ทราบข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ และให้บริการได้รวดเร็ว ข้อเสนอแนะของการวิจัย การพัฒนารูปแบบการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุต้องให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำการประเมินความต้องการในการดูแลสุขภาพ การวางแผน การประเมินผล การปรับปรุง และพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดความมั่นใจที่จะนำไปปฏิบัติในการดูแลสุขภาพของตนเอง มีกระบวนการพัฒนาข้อตกลงร่วมกันในการสร้างรูปแบบการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ สร้างความร่วมมือของเครือข่าย นำพลังและความสามารถของผู้สูงอายุมาใช้ในการจัดการระบบดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์อย่างยั่งยืน

เคตามีน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

เคตามีน (Ketamine) เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์เป็นยาสลบหรือนำสลบที่แพร่หลายในหลายประเทศ เพราะราคาถูก วิธีใช้ง่าย อาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์น้อย การศึกษานี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับเคตามีน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอย่างหลากหลายทางอินเตอร์เนท ผลการศึกษาการนำเคตามีนไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อหวังฤทธิ์ในการหลอนประสาท และถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดประเภท Legal High หรือ New Psychoactive Substances (NPS) หรือ สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ บางครั้งอาจอยู่ในชื่อกลุ่ม Club Drugs ที่มักใช้ในกลุ่มเยาวชนและนักเที่ยวในสถานบันเทิง งานปาร์ตี้ ทำให้หลายประเทศมีการออกกฎหมายควบคุมภายในประเทศ รวมถึงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยประเทศไทย พบการจับกุมลักลอบนำเข้า และการค้าเคตามีนอย่างต่อเนื่อง แต่การเข้ารับการบำบัดรักษาค่อนข้างน้อย ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดให้เคตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ประเภทบัญชี ง ที่ใช้เป็นยาสลบหรือยานำสลบสำหรับคนและสัตว์ อย่างไรก็ตาม เคตามีนยังไม่ถูกควบคุมในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่ามีความพยายามของหลายประเทศในการเรียกร้องให้มีการควบคุม (Scheduled)

การศึกษาสัดส่วนของผู้ใช้สุราในผู้ป่วยเสพเมทแอมเฟตามีนที่มารับบริการโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของผู้ใช้สุราในผู้ป่วยเสพเมทแอมเฟตามีนที่มารับบริการที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ อุดรธานี 2) แบบแผนการใช้สุรากับการเสพเมทแอมเฟตามีนที่มารับบริการที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ อุดรธานี โดยเก็บข้อมูลจากผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษาเมทแอมเฟตามีนแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ประชากรกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยที่เสพเมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบริการในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โปรแกรม winpepi vesion 11.65 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 349 คน และใช้วิธีการเลือกแบบ Consecutive sampling ใช้วิธีการสัมภาษณ์ในช่วงเดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนมีนาคม 2561 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วยตอนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบคำถามและตอนที่ 2 ประวัติการใช้สุราและคัดกรองโดยใช้แบบประเมิน AUDITตอนที่ 3 แบบแผนการใช้สุราร่วมกับการเสพเมทแอมเฟตามีนวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 88.3 มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ร้อยละ 40.1 มีผู้ที่ใช้สุราในผู้ป่วยเสพเมทแอมเฟตามีน จำนวน 229 คน คิดเป็นร้อยละ 65.6 และมีผู้ไม่ใช้สุรา จำนวน 120 คนคิดเป็นร้อยละ 34.4 ผลการประเมินปัญหาจากการใช้สุราในผู้ป่วยเสพเมทแอมเฟตามีนมีปัญหาการใช้แบบเสี่ยงมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 36.2 แบบแผนการใช้สุรากับการเสพเมทแอมเฟตามีนของผู้ป่วยเสพเมทแอมเฟตามีนแบ่งเป็น 4 แบบแผน ได้แก่ แบบแผนการใช้คู่กันมีจำนวนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 36.0รองลงมา คือ ใช้ก่อน-หลัง คิดเป็นร้อยละ 32.5 ใช้สลับกัน คิดเป็นร้อยละ 28.5 และใช้ทดแทนกันอย่างถาวรคิดเป็นร้อยละ 3.1