วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2557

สารบัญ ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2557
การประเมินความคิดเห็นต่อการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ System ระดับอำเภอ (District Health: DHS) ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

นโยบายส่งเสริมพัฒนาเครือข่ายระบบบริการสุขภาพระดับอำเภอ (District Health System : DHS) ซึ่งเป็นระบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาสุขภาพ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความคิดเห็นและความพึงพอใจของคณะกรรมการผู้รับผิดชอบงานระดับจังหวัด ระดับอำเภอต่อการพัฒนาเครือข่ายระบบบริการสุขภาพระดับอำเภอ ในพื้นที่นำร่อง 5 อำเภอ ใช้กระบวนเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า บริบทแต่ละพื้นที่ มีวิวัฒนาการทำงานที่ต่อยอดจากทุนเดิม ที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานกับชุมชนมีเครือข่ายที่แนบแน่น เน้นการทำงานเป็นทีมที่มากด้วยประสบการณ์ และเรียนรู้เทคนิคร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนำเข้าสูระบบที่สำคัญ คือ การมีโครงสร้างหน้าที่ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการตอบสนองนโยบายหรือปัญหาสุขภาพ และให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ที่เริ่มด้วยการมีส่วนร่วม (Participation) การมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning) ร่วมลงมือปฏิบัติจริง (Action) ภายใต้การประเมินตนเองและการตรวจเยี่ยม (Checking) จนเกิดผลผลิตที่คุ้มค่า จนเป็นเครือข่ายสุขภาพที่มีการ บูรณาการทรัพยากรเพื่อร่วมทำกิจกรรมที่ตอบสนองต่อปัญหาชุมชน จนเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพ โดยคณะกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 86.11 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยด้วยหลัก 3Rsในเขตเทศบาลตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการขยะมูลฝอย ความรู้ แรงจูงใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยโดยการลดปริมาณมูลฝอย การใช้ซ้ำและการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (3Rs) ในเขตเทศบาลตำบลเชียงเครือ โดยมีขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 หลังคาเรือน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาโดยแสดงค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า อัตราการผลิตมูลฝอย 0.71 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ความหนาแน่น 175 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลักษณะมูลฝอยส่วนใหญ่เป็นเศษอาหารร้อยละ 40.55 พลาสติกร้อยละ 24.07 และกระดาษร้อยละ 11.99 มีการคัดแยกมูลฝอยก่อนนำไปกำจัดร้อยละ 71.50 ภาชนะรองรับมูลฝอยที่ใช้ในพื้นที่เทศบาลตำบลเชียงเครือในปัจจุบันเป็นถังพลาสติก ขนาด 120 ลิตร และขนาด 240 ลิตร ทั้งนี้สภาพภาชนะรองรับมูลฝอยชำรุดร้อยละ78.57 รถเก็บขนเป็นแบบเปิดข้างเทท้ายขนาด 3 ลบ.ม.จำนวน 1 คันและแบบมีเครื่องอัดมูลฝอยขนาด 6 ลบ.ม. จำนวน 2 คัน การกำจัดมูลฝอยโดยการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ซึ่งใช้บริการสถานที่กำจัดของเทศบาลตำบลท่าแร่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 65.70 สำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาร้อยละ 51.00 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 56.60 ด้านการคัดแยกขยะมูลฝอยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกมูลฝอยคิดเป็นร้อยละ 98.50 ผลการศึกษาเสนอแนะให้ธนาคารขยะและการจัดทำระบบแก๊สชีวภาพในครัวเรือนมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ผลของโปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเพื่อศึกษาระดับความรู้ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทก่อน และหลังการได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัว เป็นรูปแบบการศึกษากึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 25 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดความรู้การดูแลผู้ป่วยจิตเภท วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired-t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ก่อนการทดลองคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับ 8.40 คะแนน หลังการทดลองคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับ 14.10 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน โดยคะแนนความรู้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง เท่ากับ 5.70 คะแนน ความรู้ก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัวมีประสิทธิผลดีในด้านการเพิ่มระดับความรู้ของผู้ดูแล

การประเมินผลการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายในอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากเวชระเบียนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายโดยผ่านการคัดกรองด้วยแบบ SU 9 ในปี 2555 จำนวน 92 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพกระบวนการป้องกันการฆ่าตัวตายของบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 8 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ความถี่ ร้อยละ ข้อมูลคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) แล้วมาสรุปเป็นภาพรวม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายหลังได้รับการดูแลช่วยเหลือตามโครงการป้องกันการฆ่าตัวตาย ติดตาม 2 ครั้ง 6 เดือน และ 1 ปี ไม่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย ผลการศึกษามีผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายจำนวน 92 คน เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่ อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวร้อยละ 54.30 ผลการรักษาทั้งการติดตามครั้งที่ 1 และ 2 ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า และไม่มีแนวโน้มต่อการฆ่าตัวตาย ในการติดตามครั้งที่ 2 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคทางกาย 1 คน และผลการประเมินพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย ในการติดตามครั้งที่ 1 และ 2 ทั้งหมดไม่มีพฤติกรรมการฆ่าตัวตายและผลจากสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า กระบวนการให้คำปรึกษาสามารถปรับเปลี่ยนความคิดในการที่จะฆ่าตัวตายได้

ความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ต่อการเข้ารับบริการตรวจหาโรคมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ในตำบลกุดจิก อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารบริการตรวจหาโรคมะเร็งปากมดลูกรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยข้างต้นต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการตรวจหาโรคมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ตำบลกุดจิก อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 345 ราย ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 41.16 เคยเข้ารับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตรวจหาโรคมะเร็งปากมดลูก (1) ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล อายุ สถานภาพสมรส อายุเมื่อสมรสครั้งแรก การศึกษา และอาชีพ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ (2) ด้านความรู้เรื่องโรคมะเร็งปากมดลูก ไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ (3) ด้านความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค และการรับรู้ความรุนแรงของโรค มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ และ (4) ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การได้รับความรู้เกี่ยวกับโรค และการได้รับคำแนะนำให้ไปรับการตรวจโรคมะเร็งปากมดลูก มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

พยาธิใบไม้ตับ เป็นโรคหนึ่งที่เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นการศึกษาแบบ case-control กลุ่มผู้ป่วยคือผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 172 คน กลุ่มควบคุม คือผู้ที่ไม่ติดเชื้อ 344 คน รวมทั้งหมด 516 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อย ค่าเฉลี่ย และค่า Chi-Square, Multiple Logistic Regression, Odds Ratio, 95%CI ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภคปลาดิบหรือสุกๆ ดิบๆ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (AOR=19.68/ 95%CI=5.89,65.74) ส่วนปัจจัยด้านความรู้และความเชื่อพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ (COR=0.85, 95%CI=0.57,1.29 และ AOR=1.95, 95%CI=0.96-3.94)

พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคเลปโตสไปโรซีส(โรคฉี่หนู)ของประชาชนอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรค โรคเลปโตสไปโรซีส ของประชาชนอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน อายุ 18-65 ปี พบว่า ประชาชนตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรคและความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคอยู่ในระดับดี พฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีส ด้านบวกมีการปฏิบัติในระดับบ่อยครั้ง อันดับที่หนึ่งคือ การล้างผักที่เก็บมาจากไร่จากนาให้สะอาดก่อนรับประทาน ส่วนด้านลบ มีการปฏิบัติในระดับบางครั้ง อันดับที่หนึ่งคือ การซื้อยามากินเพื่อป้องกันเชื้อโรคเมื่อมีแผลหลังจากเดินลุยน้ำ ลักษณะที่อยู่อาศัย เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และการได้รับความรู้เกี่ยวกับโรค ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคเลปโตสไปโรซีส ส่วนแหล่งความรู้ ความถี่ในการได้รับความรู้ ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรค และความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคเลปโตสไปโรซีส

ปัจจัยของหญิงตั้งครรภ์ที่มีผลต่อทารกน้ำหนักน้อยโรงพยาบาลหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์คือศึกษาปัจจัยของมารดาที่มีผลต่อการเกิดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในมารดาที่มาคลอดที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เป็นการศึกษาแบบ case control study เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของโรงพยาบาลหนองบัวลำภูระหว่างเดือนตุลาคม 2555 – กันยายน 2556 กลุ่มตัวอย่าง 218 คน แบ่งเป็นมารดาที่คลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม 108 คน และมารดาที่คลอดทารกน้ำหนัก ตั้งแต่ 2500 กรัมขึ้นไป 113 คน ผลการศึกษาพบว่า อายุของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20-35 ปี การศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับมัธยมศึกษา เมื่อวิเคราะห์แบบหลายตัวแปรพบว่าระดับการศึกษา (AOR 0.45,95% CI:0.26-0.77), น้ำหนักในวันที่คลอด (AOR 0.21, 95%CI:0.11-0.38), อายุครรภ์ (AOR 0.13,95%CI:0.03-0.50) และประวัติการได้รับยาบำรุงครรภ์ (AOR0.34, 95%CI:0.17-0.68) เป็นปัจจัยของมารดาที่มีผลต่อการต่อทารกน้ำหนักน้อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยต่างๆที่พบนี้ ควรมีการนำไปวางแผนและป้องกันทารกน้ำหนักตัวน้อยในหญิงตั้งครรภ์ต่อไป

ผลลัพธ์การจัดคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลลัพธ์ของการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลยางตลาดจำนวน 296 คน คัดกรองผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ในการศึกษาจำนวน 148 ราย โดยใช้แบบเก็บข้อมูลจากรายละเอียดประวัติผู้ป่วยนอก ประวัติผู้ป่วยใน ระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS for Windows แจกแจงข้อมูลด้วยค่าสถิติ ร้อยละ, ความถี่, สัดส่วน, ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ส่วนวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อผลของการรักษา ใช้ Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้าหลักเกณฑ์การคัดเลือกเข้าร่วมใน การศึกษาจำนวน 148 ราย จากผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทั้งหมด 296 ราย เป็นเพศชาย 141 คน (95.3%) เพศหญิง 7 คน (4.7%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี อายุเฉลี่ย 64.99 ปี อาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร 98 คน (66.22%) รับจ้าง 34 คน (22.97%) ข้าราชการ 10 คน (6.76%) และอาชีพอื่นๆ 6 คน(4.05%) ทุกคนมีประวัติเคยสูบบุหรี่มาก่อนที่จะป่วย การจัดตั้งคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลยางตลาด มีผลลัพธ์ทำให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรคที่พบตามระบบ ICD-10 ที่รักษาได้โดยพยาบาลเวชปฏิบัติแผนกผู้ป่วยนอก: กรณีศึกษาโรงพยาบาลดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ปีงบประมาณ 2554
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การขาดแคลนแพทย์เพื่อให้บริการผู้ป่วยในสถานบริการสุขภาพของไทยโดยเฉพาะในระดับอำเภอเข้าสู่ขั้นวิกฤติ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายปฏิรูประบบสุขภาพให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบบริการมากขึ้นโดยการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลในการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งเชิงเทคนิค และ เชิงสังคม ตามขอบเขตการรักษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโรคตามรหัสของโรคและอาการ (ICD10) ของแผนกผู้ป่วยนอกที่พยาบาลเวชปฏิบัติสามารถให้การรักษาได้ในโรงพยาบาลดอนตาล จังหวัดมุกดาหารปีงบประมาณ 2554 รวบรวมข้อมูลเฉพาะรหัสโรคหลัก จากระบบทะเบียนในโปรแกรม HOSxP ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553-30 กันยายน 2554 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า จำนวนรหัสโรคที่พยาบาลเวชปฏิบัติสามารถตรวจรักษาได้มีจำนวน 179 โรคคิดเป็นร้อยละ 11 และมีผู้มารับบริการกว่า 30,000 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 61 และพบว่า 5 อันดับแรกของโรคที่มารับบริการ เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมารับบริการต่อเนื่องและโรคที่พบบ่อยถึงร้อยละ 50 ได้แก่โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น หากมีการพัฒนาระบบบริการให้เหมาะสมจะช่วยลดภาระการทำงานของแพทย์เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและความพึงพอใจของผู้มารับบริการได้