วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2557
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Cross Sectional Survey) เพื่อการคาดประมาณประชากรที่มีประชากรที่ดื่มแอลกอฮอล์และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ ในชนบท ภาคตะวันออก เฉียงเหนือเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของวิธีการ Network Scale-Up Method (NSUM) และ Proxy Respondent Method (PRM) สำหรับการประเมินขนาดประชากรที่ดื่มและได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ ประชาชนอายุ 12 – 65 ปี มีทะเบียนราษฎร์และ อาศัยอยู่ในบ้านแคน ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างวิธีละ 270 คน รวม 540 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ค่าความถี่ ร้อยละ และ Chi-Square วิเคราะห์ข้อมูลในการประมาณค่า ขั้นตอนที่ 1 การประมาณการขนาดเครือข่ายสังคม (ค่า c) และขั้นที่ 2 การประมาณการจำนวนประชากรผู้ดื่มสุราและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ (กลุ่มซ่อนเร้น) ผลการศึกษาโดยการคาดประมาณทางอ้อมใช้การเปรียบเทียบขนาดเครือข่ายสังคม (ค่า c) มาวิเคราะห์ผล จากการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างวิธี NSUMและ PRM ทั้ง 2 วิธีมีขนาดเครือข่ายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) ค่าคาดประมาณจำนวนประชากรด้วยวิธี NSUM มีจำนวนเท่ากับ 134.01 (117.66 - 150.36) ส่วน ค่าคาดประมาณด้วยวิธีPRM มีจำนวนเท่ากับ 193.22 (174.82 - 212.0) อาจเป็นผลมาจาก วิธี PRM ใช้การประมาณค่าขนาดของเครือข่ายสังคมของผู้ตอบ (ค่า c) จากการสอบถามชื่อโดยใช้ชื่อจริงซึ่งคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และใช้ชื่อเล่นในการสื่อสาร ทำให้ ค่า c น้อยกว่าความเป็นจริง จึงมีผลต่อการคำนวณค่าคาดประมาณประชากร ซึ่งทำให้ค่าคาดประมาณจากวิธี PRM ได้ค่าที่สูงกว่า
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก ลักษณะความเสี่ยงทางคลินิก และผลการรักษาของทารกแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลืองในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอกของเด็กทารกแรกเกิดที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Neonatal jaundice ระหว่างเดือนมกรคม 2556 – พฤษภาคม 2557 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อัตราส่วน ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของทารกที่มีภาวะตัวเหลืองร้อยละ 23.9 โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย คิดเป็นสัดส่วน 1.3:1 อายุครรภ์เฉลี่ยของทารกตัวเหลือง คือ 38.25+1.5 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เป็นทารกคลอดครบกำหนดร้อยละ 85.3 อายุที่เริ่มมีอาการตัวเหลืองเฉลี่ยเท่ากับ 3.4 + 0.95 วัน วิธีการคลอดปกติพบมากที่สุด แต่ถ้าคิดตามสัดส่วนของการคลอดแต่ละวิธี พบว่าทารกที่คลอด Vacuum extraction พบภาวะตัวเหลืองสูงถึงร้อยละ 41.3 หมู่เลือดแม่ที่พบมากที่สุด คือ Group O ร้อยละ 37.8 หมู่เลือดลูกพบ Group B มากที่สุด ร้อยละ38.3 Direct coomb test ให้ผลบวกร้อยละ 28.0 บ่งชี้ว่าสาเหตุเกิดจาก ABO incompatibility ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3.6 ภาวะพร่องเอนไซม์จี-ซิก-พีดีสมบูรณ์ และภาวะพร่องเอนไซม์จี-ซิก-พีดีบางส่วน พบรวมถึงร้อยละ 32.5 ทารกมีไข้ ร้อยละ 15.2 แต่ผลเพาะเชื้อในเลือดพบเชื้อเพียงร้อยละ 6.7 cephalhematoma คิดเป็นร้อยละ 2.0 ค่า Microbilirubin (MB) เฉลี่ย 13.8 mg/dl ค่าที่มากที่สุดคือ 20.6 mg/dl ทารกทุกรายรักษาด้วยการส่องไฟ ไม่มีรายใดต้องเปลี่ยนถ่ายเลือด ระยะเวลาส่องไฟรักษาเฉลี่ย 1.9 วัน มีทารกที่ต้องส่องไฟซ้ำ ร้อยละ 6.6 ระยะเวลาส่องไฟซ้ำ 0.5-2 วัน โดยสรุปพบอุบัติการณ์ของภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดสูงในทารกแรกเกิด ภาวะหมู่เลือดเอบีโอไม่เข้ากันระหว่างทารกและมารดา ภาวะพร่องเอนไซม์จี-ซิก-พีดี และวิธีการคลอดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ จึงควรเฝ้าระวัง และรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งส่งผลให้ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) เพื่อศึกษา (1) ค่ากลางของคะแนนความรู้เรื่องกลูตาไธโอนในนักศึกษาแพทย์ (2) สัดส่วนของนักศึกษาแพทย์ฯที่มีความรู้เรื่อง กลูตาไธโอนเพียงพอที่จะให้คำแนะนำผู้ป่วย และ (3) ความต้องการเพิ่มเติมความรู้เรื่องกลูตาไธโอนของนักศึกษาแพทย์ฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาแพทย์ฯ 150 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธี systematic sampling ใช้เครื่องมือเป็นแบบประเมินตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าค่ามัธยฐานของคะแนนความรู้เรื่องกลูตาไธโอนในนักศึกษาแพทย์ฯ เท่ากับ 11 จากคะแนนเต็ม 20 ค่าพิสัยควอร์ไทล์เท่ากับ 6 โดยข้อที่มีผู้ตอบถูกมากที่สุด คือ กลูตาไธโอนมีหน้าที่ทำลาย free radical จากภาวะ Oxidative stress (ตอบถูกร้อยละ 91.7) การใช้กลูตาไธโอนทั้งแบบรับประทานและแบบฉีดเข้าร่างกายไม่สามารถทำให้ผิวขาวได้อย่างถาวร (ตอบถูกร้อยละ 80.6) ส่วนข้อที่มีผู้ตอบถูกน้อยที่สุด คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยรับรองให้ กลูตาไธโอนแบบรับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายร่วมกับวิตามินได้ (ตอบถูกร้อยละ 24.3) กลูตาไธโอนมีอยู่ในอาหารประเภทผลไม้ (ตอบถูกร้อยละ 29.2) และเมื่อพิจารณาตามเกณฑ์จากผู้เชี่ยวชาญ (คะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 60% ถือว่ามีความรู้เพียงพอ) นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่ยังมีความรู้เรื่องกลูตาไธโอนไม่เพียงพอที่จะให้คำแนะนำแก่ประชาชนทั่วไปโดยคิดเป็นร้อยละ 54.7 (95% CI 47.13,64.30) นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลูตาไธโอนคิดเป็น ร้อยละ 61.1 โดยช่องทางที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมมากที่สุดคือเพิ่มเติมในบทเรียนคิดเป็น ร้อยละ 36.4 รองลงมาคือศึกษาเพิ่มเติมผ่านทางอินเทอร์เน็ตคิดเป็นร้อยละ 24.7
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของเว็บบล็อกภาษาไทยที่มีความถูกต้องของข้อมูลเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 2) ความน่าเชื่อถือของเว็บบล็อกภาษาไทยที่มีข้อมูลเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความถูกต้องของข้อมูลกับความน่าเชื่อถือของเว็บบล็อกภาษาไทยที่มีข้อมูลเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน กลุ่มตัวอย่างเป็นเว็บบล็อกภาษาไทยที่มีข้อมูลเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจำนวนประชากรทั้งหมด 98 เว็บบล็อก ใช้แบบประเมินความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของเว็บบล็อกภาษาไทยที่มีข้อมูลเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่าร้อยละ 54.1 ของเว็บบล็อกมีความถูกต้องของเนื้อหาเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน สำหรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่พบบ่อย คือ 1. ผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (ร้อยละ 27.3) 2.วิธีการใช้ยา (ร้อยละ22.4) 3.ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ (ร้อยละ 12.2) สำหรับด้านความน่าเชื่อถือของเว็บบล็อก : มี 3 เว็บบล็อกที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด (7/8 คะแนน) มี 2 เว็บบล็อกที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำสุด (1/8 คะแนน) ส่วนใหญ่มีคะแนนความน่าเชื่อถือ 5/8 และเมื่อหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความถูกต้องของข้อมูลกับความน่าเชื่อถือของเว็บบล็อกพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อุบัติการณ์การบาดเจ็บจากของมีคมหรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยในนักศึกษาแพทย์ชั้นปี4 2) สัดส่วนที่รายงานและไม่รายงานอุบัติการณ์ 3) เหตุผลที่รายงานและไม่รายงานอุบัติการณ์กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปี4 ปีการศึกษา 2555 ที่ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย รพ.ศรีนครินทร์ จำนวน 150 คน ใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามประเมินตนเองวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า อัตราการตอบกลับแบบสอบถามร้อยละ 91.3(137/150) พบอุบัติการณ์ ร้อยละ 52.6(72/137)[95%CI 45.7,63.2] รายงานร้อยละ 34.7(25/72)[95%CI 24.1,46.9] เหตุผล กลัวการติดเชื้อรุนแรง (ร้อยละ31.9) ไม่ทราบผลเลือดผู้ป่วย(ร้อยละ23.6) ทราบผลเลือดผู้ป่วยว่า anti-HIV, hepatitis profile positive (ร้อยละ18) ไม่รายงานร้อยละ 65.3(47/72) เหตุผล คิดว่าการบาดเจ็บไม่รุนแรงและความเสี่ยงต่ำ(ร้อยละ33.8) ทราบผลเลือดของผู้ป่วยว่า anti-HIV, hepatitis profile negative (ร้อยละ24.8) คิดว่าขั้นตอนยุ่งยาก เสียเวลา (ร้อยละ24) สรุปการศึกษาครั้งนี้พบว่า : ประชากรศึกษาประมาณครึ่งหนึ่งพบอุบัติการณ์ และจำนวน 2 ใน 3 ไม่รายงานอุบัติการณ์เหตุผลที่ไม่ไปรายงาน คือคิดว่าเป็นการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรงและความเสี่ยงต่ำ เหตุผลที่ไปรายงานคือกลัวการติดเชื้อที่รุนแรง
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนผู้ที่มีพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ถูกต้องเหมาะสม 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ถูกต้องเหมาะสม 3) สัดส่วนผู้ที่มีความรู้เรื่องไข้เลือดออกที่ถูกต้องเหมาะสม 4) เหตุผลที่ปฏิบัติและไม่ปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออก กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในชุมชนสามเหลี่ยม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 136 ครัวเรือน สุ่มตัวอย่างโดยวิธี multistage sampling ใช้เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ สัดส่วน ความถี่ มัธยฐาน พิสัยควอไทล์ ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ multivariable logistic regression, adjusted odds ratio ผลการวิจัย อัตราการตอบกลับ 96.3% ประชาชนในชุมชนสามเหลี่ยมมีพฤติกรรมป้องกันโรคที่ถูกต้องเหมาะสม 32.8 (25.03,41.65) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกัน ได้แก่ การมีบทบาทในชุมชน OR 31.68 (2.25,446.43 และมีประสบการณ์เกี่ยวกับไข้เลือดออก OR 0.27, (0.08,0.97 ผู้ที่มีความรู้เรื่องไข้เลือดออกที่ถูกต้องเหมาะสม 58.8% (32.80,50.16) ในกลุ่มที่ปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันโรคที่ถูกต้องเหมาะสมมีเหตุผลในการปฏิบัติ คือ ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก 69.8 % (54.91, 82.04) ในกลุ่มที่ปฏิบัติพฤติกรรมป้องกันโรคไม่ถูกต้องเหมาะสม มีเหตุผลที่ไม่ปฏิบัติ คือ ไม่มีเวลา 43.2% (32.80, 54.16) สรุปว่าประชาชนในชุมชนสามเหลี่ยมมีพฤติกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ถูกต้องเหมาะสมมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สัดส่วนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่พักอยู่ในหอพักส่วนกลางมข.ที่ มีความรู้ผ่านเกณฑ์ในการดูแลตนเองเมื่อป่วยด้วยอาการอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 2) ศึกษาคะแนนความรู้ด้านการวินิจฉัยการป้องกันอาการที่ควรไปพบแพทย์ และการรักษาเบื้องต้น 3) ปัจจัยที่มีแนวโน้มมีความสัมพันธ์กับความรู้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ระดับปริญญาตรีที่พักอาศัยในหอพักส่วนกลาง มหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 266 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic sampling) ใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า อัตราการตอบกลับร้อยละ 89.1 (237/266) สัดส่วนของ นักศึกษา ป.ตรี ที่ผ่านเกณฑ์การวัดความรู้เป็นร้อยละ 57.8 (95%CI: 51.2, 64.2) โดยด้านการวินิจฉัย ตอบถูกร้อยละ 62.4 ด้านการป้องกันอาการที่ควรไปพบแพทย์และการรักษาเบื้องต้น มีค่ามัธยฐานของคะแนนอยู่ระหว่างร้อยละ 57.14 ถึง 66.67 โดยนักศึกษามีความรู้ด้านการรักษาเบื้องต้นน้อยที่สุด ปัจจัยที่แนวโน้มมีความสัมพันธ์กับความรู้ได้แก่ คณะศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ (p = 0.002) และเกรดเฉลี่ยสะสม (p = 0.004) ปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อความรู้ ได้แก่ เพศประสบการณ์ และชั้นปีที่กำลังศึกษา สรุปผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 57.8 และมีค่าคะแนนในแต่ละด้านของความรู้มีค่าใกล้เคียงกันทั้ง 4 ด้าน แต่พบว่ามีความรู้ด้านการรักษาเบื้องต้นน้อยที่สุดคณะศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและเกรดเฉลี่ยเป็นปัจจัยที่มีแนวโน้มมีความสัมพันธ์กับความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนา (descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายและ มัธยมศึกษาตอนต้นสุ่มตัวอย่างแบบกระจุก ได้ 378 คนเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิด ตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ สถิติเชิงพรรณนาได้แก่สัดส่วนช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน ค่ามัธยฐานมาตรฐานและค่าพิสัยควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่าอัตราการตอบกลับ 100% เพศชายร้อยละ 76.5 และเพศหญิงร้อยละ 23.5 ความชุกของนักเรียนที่เคยดื่มแอลกอฮอล์เป็นร้อยละ 50 ความชุกของนักเรียนที่ดื่มในช่วง 1 ปี เป็นร้อยละ32.5 (95%CI : 28.3,38.0) และความชุกของนักเรียนที่ดื่มในช่วง 1เดือน เป็นร้อยละ18.3 อายุเฉลี่ยที่เริ่มดื่มคือ 11 ปี (S.D 2.75) ทั้งนี้เพศชายเริ่มดื่มที่อายุ 10.2 ปี ขณะที่เพศหญิงมีอายุที่เริ่มดื่มคือ 12.7 ปี เหตุผลส่วนใหญ่ที่เริ่มดื่มคืออยากทดลอง (ร้อยละ57.9) อย่างไรก็ตามจากการประเมินพบว่าความรุนแรงในการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับไม่เสี่ยงมากที่สุด (ร้อยละ 92.1) สรุปการศึกษานี้พบว่าความชุกนักเรียนที่ดื่มภายใน 1ปีเป็นร้อยละ 32.5 เหตุผลส่วนใหญ่ที่เริ่มดื่มคืออยากทดลองและพบว่านักเรียนชั้นมัธยมต้นดื่มมากว่าชั้นประถมปลายซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมการดื่มในวัยที่ไม่สมควร และเนื่องจากเป็นกลุ่มอายุเริ่มต้นในการดื่ม
งานวิจัยเชิงวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของเกษตรกรที่เสี่ยงต่อการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยจัดทำแบบสอบถาม และการเจาะโลหิตกลุ่มเกษตรกรเพื่อตรวจคัดกรองหาสารเคมีตกค้างในกระแสโลหิต พื้นที่ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 72 คน ระยะเวลาจากเดือนตุลาคม 2556 - มีนาคม 2557 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้ Odd Ratio, 95% Confidence Interval of Odds Ratio วิเคราะห์ความเสี่ยงในการใช้สารเคมี ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนมากเป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 41.03 ปี (SD = 10.7) สถานภาพสมรสคู่มากที่สุด ระดับการศึกษาระดับประถมเป็นส่วนใหญ่ มีพื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยกว่า 10 ไร่ ร้อยละ 40.63 มีรายได้เฉลี่ย 18,921.82 บาท ต่อปี (SD= 3.62) ระยะเวลาใช้สารเคมี 5 – 10 ปี ส่วนมากใช้สารเคมี 2 ครั้งต่อเดือน โดยใช้เวลาในการฉีดพ่น 1 – 2 ชั่วโมง ใช้แรงคนฉีดพ่นเป็นส่วนใหญ่ เกษตรกรส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 90.62) ส่วนมากร้อยละ 81.25 มีทัศนคติไม่ถูกต้องต่อการใช้สารเคมี จึงมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้สารเคมีอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 84.37 ส่วนใหญ่ใช้สารเคมีประเภทสารกำจัดแมลงศัตรูพืชร้อยละ 84.34 รองลงมาคือ ยาฆ่าวัชพืช ร้อยละ 46.88 ผลการตรวจคัดกรองหาสารเคมีตกค้างในกระแสโลหิต พบว่า ร้อยละ 44.44 ของเกษตรกรมีสารเคมีในโลหิตในระดับไม่ปลอดภัย โดยปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้สารเคมีที่ไม่ปลอดภัยได้แก่ ปัจจัยด้านอายุ ≥ 40 ปี (OR = 3.64, 95% CI = 1.17 – 11.22), ผู้มีสถานะรับจ้าง (OR = 6.42, 95% CI = 1.86 – 21.87), (OR = 5.29, 95% CI = 1.41 –8.18), ความถี่ในการใช้สารเคมี ≥ 2 ครั้งต่อเดือน (OR = 5.14, 95% CI = 1.10 – 47.91), ทัศนคติต่อการใช้สารเคมี (OR = 3.71, 95%CI = 1.13 – 12.53), และความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมี (OR = 3.03, 95% CI = 1.07 - 8.52) ดังนั้น การจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่ถูกต้องแก่เกษตรกร จะนำไปสู่การใช้สารเคมีที่ปลอดภัยของเกษตรการได้
นอร์อีเฟดรีน Norephedrine เป็นส่วนผสมในการสังเคราะห์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีน ซึ่งสารตั้งต้น (Precursor) วัตถุดิบหรือสารเคมีหลักที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติด จะมีสูตรโครงสร้างหลักเหมือนกันกับยาเสพติดที่ผลิตคือเป็นอนุพันธ์หรือตระกูลเดียวกัน ในประเทศไทย ปี 2543 มีการนำเข้านอร์อีเฟดรีน ปริมาณ 21,120 กิโลกรัม เพื่อผลิต ยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก จากนั้นไม่มีการนำเข้าอีก เพราะถูกเพิกถอนจากทะเบียนยาในปี 2544 แต่ยัง พบว่า ในปี 2551 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีการจับกุมการนอร์อีเฟดรีนที่จังหวัดลำปาง จำนวน 1,194 กรัม ชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ว่ามีกฎหมายเพิกถอนจากทะเบียนยา และห้ามมีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ก็ยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้ามาเพื่อจุดประสงค์ในการผลิตยาเสพติด โดยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2005-2011 ไม่มีรายงานการจับกุมการลักลอบนำเข้า จนกระทั่งปี 2012 พบว่ามีรายงาการจับกุมได้ในประเทศฟิลิปปินส์ มากถึง 273 กิโลกรัม และใน ปี 2013 มีการส่งออก Norephedrine ใน 11 ประเทศ รวม 64 ตัน