วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2557

สารบัญ ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2557
มาตรวัดมลทินทางสังคมเกี่ยวกับยาเสพติดของคนไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรวัดระดับมลทินทางสังคมอันเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดของคนไทย วิธีการ: การดำเนินการมี 2 ขั้นตอนคือ การพัฒนาเครื่องมือต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญ และการหาค่าความน่าเชื่อถือจากประชาชนอายุ 12-65 ปี จำนวน 650 คนจาก10 จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบความแม่นตรงตามเนื้อหาความแม่นตรงตามตัวสร้าง และค่าความคงที่ภายใน ผลการศึกษา: มาตรวัดที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อคำถาม 30 ข้อ ใน 5 มิติดังนี้ 1) ความคุ้นชิน 2) การรับรู้อันตราย 3) ความหวาดกลัว 4) ระยะทางสังคม และ 5) การตอบสองของชุมชน เป็นมาตรวัดแบบรวมคะแนน สําหรับความน่าเชื่อถือของมาตรวัดมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.773 โดยมีค่าความคงที่ภายในของแต่ละมิติตั้งแต่ 0.520 ถึง 0.909 ผลการตรวจสอบความแม่นตรง พบว่ามีค่าดัชนีความแม่นตรงตามเนื้อหา 0.97ความตรงตามตัวสร้างตรวจสอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ สรุป: มาตรวัดนี้เป็นมาตรวัดมลทินทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดสำหรับคนไทยฉบับแรกที่มีการตรวจสอบ ความแม่นตรงและความน่าเชื่อถือ และได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้อง และใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ เหมาะสมที่จะนำไปใช้ต่อไป

พฤติกรรมการกระทำความผิดคดียาเสพติดของผู้ต้องขังในเรือนจำกลางขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเสพและการจำหน่ายยาเสพติดของผู้ต้องขัง 2) เพื่อศึกษามูลเหตุจูงใจในการเสพและจำหน่ายยาเสพติดของผู้ต้องขัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ต้องขังชายและหญิงที่กระทำความผิดคดียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางขอนแก่น จำนวน 12 คน โดย คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จากผู้ต้องขังชายและหญิงที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัย แล้วดำเนินการสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก (Indept interview) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้กระบวนการตีความ ให้ความหมาย หาความเชื่อมโยง เพื่อสร้างเป็นความรู้ความเข้าใจต่อพฤติกรรมการกระทำความผิดคดียาเสพติดของผู้ต้องขัง ผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ใช้ยาเสพติดครั้งแรกอายุ 13 ปี ยาเสพติดที่ใช้ครั้งแรก ส่วนใหญ่ คือ ยาบ้า โดยได้มาจากเพื่อน และใช้ร่วมกับเพื่อน ปริมาณที่ใช้ในครั้งแรก เริ่มจากปริมาณน้อยแล้วค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นตามต้องการ โดยใช้ระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 3 – 6 เดือนสถานที่ที่เสพยาครั้งแรกแล้วแต่เหตุการณ์ เช่น ห้องน้ำโรงเรียน บ้านเพื่อน ร้านอาหารหรือสถานบันเทิงขณะไปเที่ยว หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิธีการเสพครั้งแรกมีทั้งรับประทานเป็นเม็ดและดูดควัน พฤติกรรมการจำหน่ายยาเสพติด พบว่า ลูกค้ารายแรกส่วนใหญ่คือเพื่อนในกลุ่มที่เสพยาด้วยกัน และขยายจากเพื่อนสู่เพื่อน โดยวิธีปากต่อปากเหมือนระบบขายตรง ปริมาณที่จำหน่าย ในรายย่อย เช่น จำหน่ายในกลุ่มนักเรียนเริ่มจากปริมาณน้อย แล้วค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ในรายใหญ่จะเริ่มจากปริมาณที่มากตั้งแต่ครั้งแรกๆที่จำหน่าย มูลเหตุจูงใจในการเสพยาเสพติด พบว่า ต้องการคลายเครียด ต้องการให้ตัวเองสดชื่นคึกคัก ต้องการให้มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น ต้องการประชดแฟน เพื่อนชวนและอยากลอง มูลเหตุจูงใจในการจำหน่ายยาเสพติดส่วนใหญ่ต้องการเงินมาซื้อยาเสพต่อ และหวังกำไรจากการจำหน่ายยาเสพติด อยากรู้ศักยภาพของตัวเอง อยากได้กำไร จากการจำหน่าย อยากเป็นที่ยอมรับ และต้องการมีอำนาจในกลุ่มของตัวเอง และมีส่วนน้อยที่คิดว่าทำง่าย ได้เงินเร็ว และได้เงินมาก จึงต้องการยึดเป็นอาชีพ

การศึกษาสมรรถนะการดำเนินงานป้องกันยาเสพติดในเยาวชนแกนนำ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสรรถนะของนักเรียนแกนนำด้านการป้องกันยาเสพติด กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ นักเรียนแกนนำด้านการป้องกันยาเสพติด ที่ผ่านการอบรมการเป็น นักเรียน แกนนำโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่มัธยม ศึกษา เขต 31 จำนวน 31 แห่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา เช่น ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งหมด 305 คน แบ่งเป็นเพศชาย 104 คน คิดเป็นร้อยละ 34.1 เพศหญิง 201 คน คิดเป็นร้อยละ 65.9 ระดับความภาคภูมิใจในตนเอง นักเรียนแกนนำส่วนใหญ่มีความ ภาคภูมิใจในระดับปานกลาง จำนวน 204 คน (66.90%) ทักษะด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะการดูแลบุคคลอื่น ทักษะการจัดการ ความเครียดและทักษะการสื่อสาร พบว่า ส่วนใหญ่จะมีทักษะในระดับปานกลางทั้งหมด เพศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นนักเรียนแกนนำด้านการป้องกัน ยาเสพติดเป็นอย่างมาก จากการวิจัย ในครั้งนี้ พบว่า แกนนำนักเรียนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิงมากกว่า เพศชาย บทบาทการทำงาน ด้านการป้องกันยาเสพติด พบว่านักเรียนแกนนำจะปฏิบัติตามตาราง ปฏิทินที่ครูได้กำหนดไว้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วครูจะเป็นผู้กำหนดกิจกรรมให้กับนักเรียนแกนนำ แต่สิ่งที่พบและน่าสนใจคือ ด้านทักษะการเป็นผู้นำ ทั้งนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนใหญ่มีทักษะในระดับปานกลาง ซึ่งผู้วิจัยตระหนักว่า เมื่อเป็นนักเรียนแกนนำแล้ว ควรจะต้องฝึก ทักษะการเป็นผู้นำการตัดสินใจแก้ปัญหาให้มีความเชี่ยวชาญในระดับสูงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ข้อเสนอแนะใน การวิจัยครั้งต่อไป ควรทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับนักเรียนแกนนำด้านยาเสพติด

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดในผู้เข้ารับการบำบัดค่ายวิวัฒน์พลเมือง หน่วยฝึกการรบพิเศษ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดในผู้ที่เข้ารับการบำบัดในค่ายวิวัฒน์พลเมือง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม โดยใช้แบบสอบถามและการทำ focus group ที่ผู้ที่ใช้ยาเสพติดมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง 130 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในข้อมูลทั่วไป การรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติดการคล้อยตามสิ่งที่อ้างอิงและความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดใช้สถิติ Pearson Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เพื่อหาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 27-37 ปีสถานภาพสมรสจบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพรับจ้าง นับถือศาสนาพุทธ ยาเสพติดที่ใช้เป็นยาบ้าการรับรู้สมรรถภาพของตนอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 56.90 ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติดอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 80.00การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิงอยู่ในระดับสูงร้อยละ 50.00 ความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอยู่ในระดับสูงร้อยละ 29.20 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ระยะเวลาที่เข้ารับการบำบัดไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ส่วนการรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติด การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิง มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.01)ข้อเสนอแนะควรปรับปรุงหลักสูตรการบำบัดที่เน้นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สอนทักษะการปฏิเสธในการหลีกเลี่ยงการไม่ใช้ยาเสพติดควรมีนโยบายส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในการป้องกันปัญหายาเสพติด สำหรับการศึกษาครั้งต่อไปควรมีการทำการศึกษาเปรียบเทียบระดับความตั้งใจและสมรรถภาพของตนในกลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดในค่าย 9 วันกับการเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลและควรศึกษาเป็นช่วงระยะเวลาเข้ารับการบำบัดในช่วง 1, 2, 3 และ 4 เดือน

พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดผิดกฎหมายในวัยรุ่น และผลกระทบด้านสุขภาพ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดผิดกฎหมายของนักเรียน ในโรงเรียน ขอบเขตของการศึกษาครอบคลุมถึงแรงจูงใจ พฤติกรรมและผลกระทบ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน เป็นวัยรุ่นที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2556 ด้วยระบบสมัครใจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกถึงประวัติชีวิตรวมทั้งการวิเคราะห์เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง พบว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการใช้ยาเสพติด อันเป็นผลมากจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวแทนจำหน่ายยาเสพติด หลังจากที่ใช้ยาเสพติดพวกเขากลายเป็นสมาชิกของเครือข่ายยาเสพติด มีความต้องการเงิน และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่เอื้อให้นักเรียนเหล่านี้กลายเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในโรงเรียน กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกันถูกนำมาใช้ เช่น บรรจุภัณฑ์ (ขนาดเล็ก ซุกซ่อนง่าย และ การจัดส่ง) และราคา (เงินน้อยในแพ็คเล็ก) การจำหน่ายให้กับคนรอบข้างในเครือข่ายของตนเองและผู้ที่มีอายุน้อยกว่า การขายตรงจะได้รับความนิยมระหว่างสมาชิกในเครือข่าย ยาเสพติดไม่เพียงแต่ติด แต่ยังทำให้เกิดความผิดปกติของสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า ความวิตกกังวลและหวาดระแวง ความรุนแรง พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หนีโรงเรียน ขาดความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใช้ยาเสพติดหลายชนิดนั่นคือผลของมัน ข้อเสนอแนะจากการศึกษาควรมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในการป้องกันยาเสพติด

การวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรการบริการผู้ป่วยยาเสพติดงานบริการผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้หลักการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรม (Activity-Based Costing) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมการบริการสำหรับผู้ป่วยยาเสพติด งานบริการผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น โดยเก็บข้อมูลต้นทุนกิจกรรม ปีงบประมาณ 2555 เก็บข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีโครงสร้างในขณะที่มีการให้บริการผู้ป่วยในทุกขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนกิจกรรมการบริการสำหรับผู้ป่วยยาเสพติด งานบริการผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น มีต้นทุนรวมเท่ากับ 11,748,597.31บาท ต่อปี โดยมีต้นทุนรวมสูงสุดในกิจกรรมการติดตามผล เท่ากับ 2,489,083.41 บาท ต่อปี รองลงมา คือ ต้นทุนกิจกรรมบำบัดเท่ากับ 2,319,127.38 บาท ต่อปี ต้นทุนต่ำสุด คือต้นทุนกิจกรรมการการตรวจรักษาโดยแพทย์เท่ากับ 149,870.32 บาทต่อปี เมื่อจำแนกต้นทุนตามประเภทการรับบริการของผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ พบว่า ต้นทุนกิจกรรมเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุดในผู้ป่วยกลุ่มบำบัดเท่ากับ 2,288.64 บาทครั้ง รองลงมาคือ กลุ่มติดตามผลเท่ากับ 2,141.66บาท ต่อครั้ง และกลุ่มผู้ป่วยรับประทานยา 833.42 บาท ต่อครั้ง ส่วนการวิเคราะห์ส่วนต้นทุนจำแนกตามประเภทการติดสารเสพติดในงานบริการผู้ป่วยนอก พบว่า ต้นทุนกิจกรรมเฉลี่ยต่อรายต่อปีในผู้ป่วยติดยาเสพติดใกล้เคียงกับ กลุ่มผู้ป่วยติดสารเสพติดเท่ากับ 25,304 บาท/ราย/ปี และ 24,268 บาท/ราย/ปี ตามลำดับ

การศึกษาต้นทุนทางบัญชีการบำบัดรักษายาเสพติดในระบบบังคับบำบัดของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่นปีงบประมาณ 2554
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาต้นทุนทางบัญชีการบำบัดรักษายาเสพติดในระบบบังคับบำบัดของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น ปีงบประมาณ 2554 เป็นการวิจัยพรรณนาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Descriptive Study) เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนทางบัญชีการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดในระบบบังคับบำบัดเปรียบเทียบกับจำนวนงบประมาณที่ได้รับเฉพาะในหน่วยบริการบำบัดรักษา ยาเสพติดใน 4 หน่วยบริการ อันได้แก่ 1) ผู้ป่วยนอก 2) ผู้ป่วยในบำบัดด้วยยา 3) ผู้ป่วยในฟื้นฟูฯ ชาย และ 4) ผู้ป่วยในฟื้นฟูฯ หญิง พบว่า ต้นทุนการบำบัดรักษารวมทั้งสิ้นเท่ากับ 18,294,590 บาท (ค่าแรงเท่ากับ 13,055,958 บาทและค่าดำเนินการเท่ากับ 5,238,632 บาท) สำหรับต้นทุนการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกมีต้นทุนการให้บริการเท่ากับ 2,940 บาท กรณีผู้ป่วยในบำบัดด้วยยามีต้นทุนให้บริการเท่ากับ 146,806 บาท การฟื้นฟูฯ ชายมีต้นทุนให้บริการเท่ากับ 40,420 บาท และการฟื้นฟูฯ หญิงมีต้นทุนบริการเท่ากับ 31,027 บาท ส่วนต้นทุนในการให้บริการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดในระบบบังคับบำบัดจำแนกตามประเภทของสารเสพติด พบว่า ต้นทุนในการบำบัดยาบ้าเท่ากับ52,854.00 บาท (ต้นทุนต่อหน่วย 244.69บาท) ต้นทุนในการบำบัดสารระเหยเท่ากับ 161,863.00บาท (ต้นทุนต่อหน่วย 1,586.89บาท)ต้นทุนในการบำบัดกัญชาเท่ากับ 3,003.00 บาท (ต้นทุนต่อหน่วย 231.00บาท) ต้นทุนในการบำบัดไอซ์เท่ากับ 2,406 (ต้นทุนต่อหน่วย 240.60 บาท) และต้นทุนในการบำบัดสารเสพติดตั้งแต่ 2 ชนิด ขึ้นไปต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ231บาท

การมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ระดับท้องถิ่น ในอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของ คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นในอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน190 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองและผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.83 ระหว่างเดือนมกราคม 2556 – มีนาคม 2557 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นเพศชาย ร้อยละ 86.80 อายุเฉลี่ย 48.00 ปี ส่วนมากมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 52.30 รองลงมาคือระดับประถมศึกษา ร้อยละ 32.60 ส่วนมากมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ร้อยละ 82.6 ประสบการณ์ทำงาน เฉลี่ย 3.16 ปี ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 74.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,247 บาท ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลในด้าน เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน อาชีพและรายได้ ไม่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่วนด้านอายุ มีความสัมพันธ์ในทางบวก ตำแหน่งมีความสัมพันธ์ในทางลบกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์กรกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พบว่า การสนับสนุนด้านการใช้เวลา ด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านการบริหารจัดการ ด้านงบประมาณ และด้านบุคลากรมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับมากกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( r = 0.656 , p <0.001), (r = 0.653, p <0.001),(r = 0.645, p <0.001), (r =0.567, p <0.001), (r = 0.504, p <0.001) ตามลำดับ

การศึกษาสถานการณ์สารเสพติดของวัยรุ่น: กรณีศึกษาสถานศึกษาด้านสุขภาพแห่งหนึ่ง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดของสารเสพติดในวัยรุ่นที่คาดหมายว่ามีความรู้ดีด้านสุขภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและ สนทนากลุ่มในกลุ่มนักศึกษาสถาบันการศึกษาด้านสุขภาพที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 30 คน ผลการศึกษา พบว่า ประเภทของสารเสพติดที่พบในสถานศึกษาด้านสุขภาพเป็นสารเสพติดที่นักศึกษาใช้เป็นสารเสพติดที่หาซื้อได้ง่ายและไม่ผิดกฎหมาย คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ ในเพศชายส่วนใหญ่จะนิยมดื่ม เช่น เหล้าขาว เหล้าสี เบียร์ และสูบบุหรี่ร่วมด้วย เพศหญิงจะนิยมดื่ม เบียร์ สปาย เหล้าสีผสมน้ำอัดลม น้ำผลไม้ต่างๆ ที่ผสมแอลกอฮอล์ และใช้ยาลดความอ้วน มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งเคยใช้น้ำกระท่อมมาก่อนที่จะเข้ามาศึกษา ชักชวนเพื่อนๆ และรุ่นน้องรวมกลุ่มกันใช้ในช่วงเปิดเทอม หลังสอบ งานเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสต่างๆ เครียดหรือผิดหวังในชีวิต สามารถผลิตน้ำต้มกระท่อมขึ้นใช้เอง และเสพร่วมกันในหอพัก พัฒนาจากผู้ที่ไม่มีประสบการณ์แต่เริ่มทดลองใช้ เริ่มติดใจ และถึงขั้นช่ำชอง ส่วนทัศนคติของนักศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดเพราะจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม แต่บางส่วนยังเห็นว่าไม่ใช่สารเสพติดที่ร้ายแรงและผิดกฎหมาย กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการเรียนทางด้านสุขภาพทำให้มีความรู้เภสัชวิทยาและพิษวิทยาของสารเสพติด อันจะทำให้เลือกได้ว่าจะใช้สารเสพติดประเภทใด และปริมาณเท่าใดที่จะทำให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดได้

การศึกษาประสิทธิผลของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้านยาเสพติดด้วยสื่อแบบต่างๆ ในกลุ่มนักเรียนช่วงชั้นประกาศนียบัตร (ปวช.1-3) ณ สถานศึกษาแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้านยาเสพติดด้วยสื่อแบบต่างๆ ในกลุ่มนักเรียนช่วงชั้นประกาศนียบัตร (ปวช.1-3) ณ สถานศึกษาแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดขอนแก่น โดยการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง (cross sectional survey) ในกลุ่มนักเรียน 260 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม ผลการศึกษา พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของกลุ่มตัวอย่างที่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารหรือการรับรู้การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สื่อที่ทำให้เกิดการรับรู้การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับยาเสพติดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โทรทัศน์ เพลง และอินเทอร์เน็ต สื่อที่ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับยาเสพติดมากที่สุดคือโทรทัศน์ รองลงมาเป็นอินเทอร์เน็ต และวิทยุ ตามลำดับ ซึ่งมีความถี่หรือในการรับข้อมูลข่าวสารการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับยาเสพติดผ่านสื่อประเภทต่างๆ มากที่สุดคือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติดอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีน้อยเกินไป สำหรับความสนใจในการรับรู้ข่าวสารยาเสพติด พบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างต้องการรับรู้เกี่ยวกับยาบ้า รองลงมาคือ กระท่อม เฮโรอีน และสารระเหยโดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลิตสื่อที่เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด การป้องกันยาเสพติด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงควรเพิ่มการออกสื่อด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มระยะเวลาในการนำเสนอให้มากขึ้นด้วย