วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2560
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาผิดแบบแผน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ระเบียบวิธีศึกษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive study) ประชากร คือ ผู้ใช้ยาในจังหวัดนครราชสีมา เก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบรายงานระบบติดตามและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด (บสต.) ระหว่างปีงบประมาณ 2557 - ปีงบประมาณ 2559 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่า จำนวน ร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า จากปีงบประมาณ 2557- 2559 แนวโน้มของผู้เข้ารับการบำบัดลดลง ผู้เข้ารับการบำบัด ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ในเพศหญิงมีแนวโน้มเข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้น อายุของผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง อายุ 18-24 ปี อาชีพของผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัด ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 43.59 สารเสพติดที่ผู้เข้ารับการบำบัดใช้นิยมใช้มากที่สุด/ชนิดแรก ได้แก่ ยาบ้า (Amphetamine) ร้อยละ 93.15 การใช้ยา Amphetamine พบว่ามีแนวโน้มลดลง ส่วนการใช้ยา ICE พบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกัญชา ผู้ใช้ยาที่เข้ารับการบำบัดจำแนกโดยใช้แบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาฯ (V.2) พบว่า ประเภทผู้ใช้ มีแนวโน้มลดลง ผู้เสพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และปีงบประมาณ 2559 มีผู้เสพเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 เกือบ 3 เท่า ส่วนในประเภทผู้ติดก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการใช้ฝิ่นในวิถีชีวิตของชาวม้ง วิถีชาติพันธุ์วิทยา ถูกใช้ในการศึกษาชาวม้ง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในช่วงเดือนมิถุนายน - กันยายน 2013 จำนวนผู้ใช้ฝิ่น 21 คน จากศูนย์การรักษาแบบดั้งเดิมและ ผู้นำชุมชน จำนวน 9 คน เป็นข้อมูลหลัก ผู้เข้าร่วมการสังเกต และ การสัมภาษณ์ ในเชิงลึกมีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลัก สัมภาษณ์ข้อมูล ที่ถูกนำมาใช้รวมทั้งการวิเคราะห์อุปนัย ผลการศึกษา พบว่าฝิ่น เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตของชาวม้ง การใช้ฝิ่นอาจจะเห็นในพิธีกรรมต่างๆ ของม้ง ( งานศพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ )1 ประเพณี (จัดงานแต่งงาน ผู้จัดงาน การให้รางวัล) บรรทัดฐาน ( สินทรัพย์ ,งานสังสรรค์ )2 และเป็นยารักษาโรคที่สำคัญ อายุของผู้ใช้ฝิ่น ประมาณ 36-78 ปี ที่มีประสบการณ์ในการใช้ฝิ่น 7-47 ปี ที่ผ่านมา ฝิ่นเป็นที่รู้จักโดย สมาชิกในครอบครัวและ เพื่อนบ้าน ในการรักษาความเจ็บป่วย (ปวดหัว ปวดท้อง ปวดบิด ท้องเสีย ไอ) วิธีการ ใช้ฝิ่น เช่น สูบ ดื่ม เคลือบ และ สอดทางทวารหนัก หมอพิธีกรรมม้งที่ใช้ฝิ่น นำมาซึ่งในทุกพิธีกรรม ของชีวิตม้ง ตั้งแต่เกิดจนตาย ฝิ่นถูกนำมาใช้ ในชีวิตประจำวัน ทั้งก่อนและหลังจากที่ทำงาน อยู่ในทุ่งนา ผู้ใช้ฝิ่น เสียค่าใช้จ่าย 600-700 บาท ต่อสัปดาห์ แม้จะมีกฎหมายบังคับ แต่ฝิ่นก็ยังคงสามารถเข้าถึงได้ ในพื้นที่ของชุมชน แม้ว่าผู้ใช้ฝิ่นได้รับการรักษา แต่อาจจะกลับมาเสพอีก
ความถูกต้องเชื่อถือได้ของการประเมินความอยากเสพยาในผู้ป่วยยาเสพติด: กรณีศึกษาโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความแม่นตรงของแบบประเมินที่พัฒนาขึ้นเปรียบเทียบกับมาตรฐานการบำบัดรักษาผู้เสพยาบ้าในปัจจุบันการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic study) ในกลุ่มผู้เสพยาบ้าที่เข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ระหว่างเดือนสิงหาคม- พฤศจิกายน 2559 ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการวิจัยนี้ 450 คนตอบแบบประเมินด้วยตนเอง และผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ตามหลักเกณฑ์ DSM-IV TR ทันที การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าความไวและความจำเพาะ ผลการศึกษา พบว่าเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อคำถาม 13 ข้อแบบมาตรส่วน 7 ระดับ ใช้วิธีรวมคะแนนจากทุกข้อ และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนจากแบบประเมินกับมาตรฐานการวินิจฉัยของแพทย์ พบว่า เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมีค่าความจำเพาะสำหรับวินิจฉัยความอยากเสพยาบ้า 0.82 โดยมีความความไว 0.84 โดยมีค่าการทำนายผลบวกถูกต้องร้อยละ 93 และมีค่าการทำนายผลลบ ร้อยละ 65 เครื่องมือประเมินความอยากเสพยาที่พัฒนาขึ้นมาสามารถนำไปใช้คัดกรองความรู้สึกอยากเสพยาบ้าในกลุ่มผู้ใช้ยาบ้าที่เข้ารับการบำบัดได้จริง สามารถลดภาระในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้ ทำให้สามารถพิจารณาประสิทธิผลการบำบัดได้รวดเร็วขึ้น
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสัดส่วนของการใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิดในกลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี 2) เพื่อศึกษาแบบแผนการใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิดในกลุ่มผู้ใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิด โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี เป็นวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลจากผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี จำนวน 290 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดที่ศึกษาใช้ยาเสพติดทั้งสิ้น 4 ชนิด คือ ยาบ้า กัญชา สารระเหยและยาไอซ์ ความชุกของผู้เคยใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิด คิดเป็น ร้อยละ 24.82 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาเคยใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิด คิดเป็นร้อยละ 19.7 ในรอบ 6 เดือนคิดเป็นร้อยละ 7.5 และในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 2.0 โดยมีแบบแผนการใช้ยาเสพติด คือ 1) การใช้ยาบ้าคู่กับยาไอซ์ซึ่งรับรู้ว่ามีฤทธิ์เสริมกันส่งผลให้ออกฤทธิ์ได้แรงและยาวนานมากขึ้นและ 2) การใช้ยาบ้าก่อนและตามด้วยกัญชาซึ่งรับรู้ว่ามีฤทธิ์หักล้างกันทำให้ไม่เมาหรือดีดจนเกินไป ทั้งนี้การใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิดหวังผลให้คลายเครียด ทำงานได้มากขึ้น สร้างอารมณ์ในการเล่นดนตรี เสริมสร้างสมรรถนะทางเพศ การใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิดที่มีการออกฤทธิ์ทั้งด้านเสริมฤทธิ์กันและต้านฤทธิ์กันทำให้มีผลต่อร่างกายของผู้เสพจะเป็นปัญหาในการบำบัดรักษายาเสพติดจึงควรหาวิธีการควบคุมป้องกันการใช้ยาและสารเสพติดหลายชนิด
ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของผู้ป่วย และครอบครัวเป็นผู้ป่วยในระบบบังคับบำบัด ศึกษาในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานีมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ค่าใช้จ่ายของผู้ครอบครัว ค่าใช้จ่ายตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการในระบบบังคับบำบัดจนเสร็จสิ้นการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ระหว่างเดือนพฤศจิกายนกุมภาพันธ์ 2560 ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการวิจัยนี้ 52 คน ครอบครัว 52 คน ตอบแบบประเมินด้วยแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ พบว่า ค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินของผู้ป่วยตั้งแต่กระบวนการสอบสวนถึงสิ้นสุดการฟื้นฟูสมรรถภาพที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานีมีค่าเฉลี่ยที่ 6,714.96 บาท มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดที่ 1,250 บาท มีค่าใช้จ่ายสูงสุด 38,100 บาท ค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน (ค่าเสียโอกาสจากการสูญเสียรายได้เนื่องจากต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ) มีค่าเฉลี่ยที่ 45,450 บาท ค่าต่ำสุด 20,740 บาท ค่าสูงสุด 124,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่เป็นตัวเงินที่เสียไปในการดูแลผู้ป่วย มีค่าเฉลี่ย 23,774.9 บาท ค่าต่ำสุด 2,225 บาท ค่าสูงสุด 61,430 บาท และค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน(ค่าเสียโอกาสจากการสูญเสียรายได้เนื่องจากต้องดูแลผู้ป่วย) มีค่าเฉลี่ยที่ 3,071 บาท ค่าต่ำสุด 300 บาท ค่าสูงสุด11,000 บาท และค่าใช้จ่ายด้านค่าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ ระยะเวลา 120 วัน มีค่าเฉลี่ย 53,227 บาท ค่าสูงสุด 59,573 บาท เมื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายด้านบำบัดรักษาต่อวัน คือ 466.11 บาท สรุปค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพฯทั้งหมดทุกรายการรวม 2,908,543 บาท
Synthetic cannabinoids สารสังเคราะห์ ที่ออกฤทธิ์ คล้ายกัญชา พบรายงานกว่า 240 ชนิด ใน 65 ประเทศ ทั่วโลก ในด้านการแพทย์ ถูกนำมาทดลองเพื่อรักษาโรคในหลายกลุ่มอาการ เช่น กลุ่มโรคทางเดินอาหาร,กลุ่มโรคจิต,กลุ่มโรคหัวใจ เป็นต้น ในทางกลับกัน นักออกแบบยาเสพติด ได้พัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีชื่อทางการค้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น K2, Spice, Moon rock, Ninja,ฯลฯ โดยผลิตภัณฑ์ มีทั้งรูปแบบ เกลือขัดผิว สมุนไพร เครื่องเทศ เป็นต้น การนำไปใช้เพื่อการเสพติดจึงก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และพบรายงานการเสียชีวิตอีกด้วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับ Synthetic cannabinoids โดยการทบทวนวรรณกรรม จากฐานข้อมูล PubMed และ Science direct โดยใช้คำค้น Synthetic cannabinoids ทั้งยัง ได้สืบค้นสถานการณ์จาก เว๊ปไซด์ด้านยาเสพติดของหน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐอเมริกา ออสเตเรีย และยุโรปบางประเทศ ผลการศึกษา พบว่า บทความที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวน 489 บทความ และมีความเกี่ยวข้อง จำนวน 41 บทความ โดยในการสังเคราะห์ cannabinoids แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสำคัญ โดยเริ่มต้นจากการปรับโครงสร้างโมเลกุลของ Tetrahydrocannabinol (THC) ที่พบในพืชกัญชา โดยเริ่มการทดลอง เมื่อปี 1940 และถูกนำมาใช้เพื่อการเสพติดในหลายประเทศในปี 2008 ทำให้เกิดการตื่นตัว และออกกฎหมายควบคุมใน อเมริกาและยุโรป ในปีต่อมา โดยสารสังเคราะห์ที่มีการควบคุม อยู่ในกลุ่ม AM-XXX , HU-XXX , JWH-XXX , CP-XXX, ฯลฯ เป็นต้น โดยผลกระทบที่พบได้ คือ การเกิดพิษอย่างเฉียบพลันผลกระทบด้านจิตเวช,ผลกระทบต่อความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะ และพบรายงานการตายในชายญี่ปุ่นและสวีเดน Synthetic cannabinoids เป็นสารสังเคราะห์ที่มีความสำคัญยิ่งที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ของประชาชนทั่วไปและการพัฒนาด้านวิชาการ ถึงแม้นว่าประเทศไทยยังไม่พบรายงานการผลิต แต่อย่างไรก็ตามก็มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศจำนวนมาก อีกทั้ง ประชาชนบางส่วนออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศที่มีการวางขายผลิตภัณฑ์จากSynthetic cannabinoids การมีความรู้จะทำให้เกิดความปลอดภัยจากการหลีกเลี่ยงการใช้และการกระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ในเชิงนโยบายควรมีการประเมินสถานการณ์และวางแผนการแก้ไขปัญหา สารสังเคราะห์เพื่อใช้ในการเสพติด ที่มีตลาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง Synthetic cannabinoids
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนการใช้ยาแก้ปวดและร้อยละของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ยาแก้ปวดในประชาชนชุมชนจันทึก ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา สุ่มตัวอย่างโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น (Probability sampling) ทำการสุ่มแบบ simple random sampling โดยการใช้ตารางเลขสุ่ม (Random Number Table) ได้ 353 คน ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 345 คน ร้อยละ 97.73 และนำมาวิเคราะห์เชิงสถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างมีการเลือกใช้ยาพาราเซตามอลมากที่สุด ร้อยละ 91.6 แต่ยังมีกลุ่มตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่มีเลือกใช้ยาแก้ปวดชนิด NSAIDs คือแอสไพรินและไอบูโปรเฟนร้อยละ 29.3 และ 53.9 ตามลำดับ และจากการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ยาแก้ปวดโดยแบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ ยาพาราเซตามอล ยาแอสไพริน และไอบูโปรเฟน พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุให้กลุ่มตัวอย่าง ยังมีการใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง คือ มีอาการปวดจนไม่สามารถทำงานได้เลยร้อยละ 31.9,11.9 และ 18.8 ตามลำดับ และปัจจัยที่ 2 และ 3 คือยาแก้ปวดก็สามารถหาได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องไปตรวจรักษาร้อยละ 81.2, 27.5 และ 31.9 ตามลำดับ และปัจจัยสุดท้ายคือยาแก้ปวดเหล่านี้สามารถรักษาอาการปวดเมื่อยและใช้เมื่อมี ไข้ ร้อยละ 78.9, 24.9 และ 27.8 ตามลำดับ และยังพบอีกว่าประชาชนบางส่วนยังมีพฤติกรรมที่ใช้ยาก่อนจะมีอาการหรือทานเพื่อป้องกันการเป็นไข้หวัดซึ่งเป็นการใช้ยาผิดแผนไม่สมเหตุสมผล ซึ่งพบการใช้ยาพาราเซตามอลมากที่สุดร้อยละ 31.3 รองลงมาคือยาแอสไพรินและไอบูโปรเฟน ร้อยละ 9.6 และ7.5 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครยังขาดความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา ข้อควรระวังและผลข้างเคียงของยาที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นบุคลากรทางสาธารณสุขจึงควรให้สุขศึกษาเกี่ยวกับยาแก้ปวดในแต่ละชนิด ประโยชน์ โทษของการใช้ยาแก้ปวดที่ถูกต้อง เพื่อให้อาสาสมัครสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อครอบครัวผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมารับการบำบัดในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกในครอบครัวผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้าบำบัดรักษา ระหว่างเดือน ธันวาคม 2559 – มีนาคม 2560 โดยเลือกแบบเจาะจงจำนวน 108 คน ใช้แบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ระหว่าง เดือนธันวาคม 2559 – มีนาคม 2560 ใช้สถิติพรรณนาหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าครอบครัวได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์ด้านเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 84.8 โดย ร้อยละ 37.0 ขาดคนทำงานช่วยครอบครัวและร้อยละ 27.8 พบปัญหาทางด้านการเงินของครอบครัว รองลงมาคือผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัวร้อยละ 74.6 โดยร้อยละ 33.3 เกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพจากการดูแล ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมาคือร้อยละ 31.5 การมีปัญหาภายในครอบครัวหรือมีปัญหาชีวิตสมรสและการเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้ารู้สึกไม่สบายใจจากการดื่มแอลกอฮอล์ของสมาชิกในครอบครัว และผลกระทบด้านสังคมพบร้อยละ 61.7 โดยการเป็นคู่กรณีของอุบัติเหตุทางจราจร ร้อยละ 15.7 การดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดปัญหาต่อครอบครัว จึงควรมีการพัฒนาระบบการให้บริการ เช่นควรมีแบบประเมินผลกระทบจากการดื่มที่มีต่อครอบครัวผู้ดื่มที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในการให้บริการสุขภาพ รวมทั้งการช่วยเหลือเยี่ยวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมกับความต้องการและครอบคลุมทุกปัญหาเพื่อให้สามารถดูแลทั้งผู้ดื่มและผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีคุณภาพ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุผล แรงจูงใจ และปัจจัยในการใช้ยาเสพติดในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2559 – กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการวิจัยนี้ 137 คน รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสัมภาษณ์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด – สูงสุด และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 25.28 ปี เป็นชายร้อยละ 99.3 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง รายได้เฉลี่ย 7,954.01 บาท/เดือน กลุ่มผู้เริ่มใช้ยาบ้าครั้งแรกอายุต่ำสุด 7 ปี กลุ่มผู้เริ่มใช้กัญชาและสารระเหยครั้งแรกอายุต่ำสุด 12 ปี ส่วนกลุ่มผู้เริ่มใช้ไอซ์ครั้งแรกอายุต่ำสุด 15 ปี เหตุผลในการตัดสินใจใช้ยาเสพติดครั้งแรกเนื่องจากอยากลองร้อยละ 56.2 เหตุผลที่ยังคงใช้ยาเสพติดในปัจจุบัน คือ ความเคยชิน ร้อยละ 38.7 เหตุการณ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ยาเสพติดพบมากที่สุดคือ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้อยละ 23.1 ส่วนความรู้สึกที่มีผลต่อการใช้ยาเสพติดมากที่สุด คือ ต้องการความสนุกสนาน ร้อยละ 28.5 การแพร่ระบาดของยาเสพติดในหมู่บ้านมีผลต่อการใช้ยา เสพติดร้อยละ 66.42 และเพื่อนเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการใช้ยาเสพติดมากที่สุดร้อยละ 38.7 การเข้าถึงยาเสพติดสามารถเข้าถึงได้ง่าย ระยะทางในการเข้าถึงยาเสพติดใช้ระยะทางน้อยกว่า 1 กิโลเมตร และระยะเวลาที่ใช้ในการได้ยาเสพติดมาเสพใช้ระยะเวลาประมาณ 5-60 นาที ทัศนคติที่มีต่อยาเสพติดส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีคือใช้แล้วทำให้ขยันทำงานร้อยละ 95.6 บุคลิกภาพของผู้ใช้ยาเสพติดส่วนใหญ่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายร้อยละ 83.2 ส่วนแรงจูงใจในการใช้ยาเสพติดด้านแรงจูงใจภายในพบมากในการที่ทำให้เกิดความสนุกสนานร้อยละ91.2 และแรงจูงใจภายนอกเกิดจากเพื่อนแนะนำชักจูงร้อยละ 78.8 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ยาเสพติด คือด้านปัจจัยนำ เริ่มมีการใช้ยาเสพติดในขณะที่อายุยังน้อย มีทัศนคติที่ดีต่อยาเสพติดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ใช้แล้วช่วยให้ขยันทำงาน ด้านปัจจัยเอื้อเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย ระยะทางไม่ไกลจากที่พักและใช้เวลาไม่มากในการได้ยามาเสพ ด้านปัจจัยเสริมเพื่อนเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสนับสนุนให้มีการใช้ยาเสพติด ดังนั้นจึงควรนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการป้องกันการแพร่ระบาดและการเสพยาเสพติดซ้ำในพื้นที่ต่อไป
ยาเสพติดมีผลกระทบหลายด้านผู้ศึกษาจึงนำวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบกรณีศึกษา เพื่อศึกษาสถานการณ์การใช้ยาเสพติดและผลกระทบจากการใช้ยาเสพติดในผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี ศึกษาในผู้ป่วยที่ตึกบำบัดยาจำนวน 30 คน ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2560 การดำเนินงานมี 2 ระยะคือ ประเมินสถานการณ์โดยการสนทนากลุ่มหลัก 2 กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่มผู้ป่วยยาบ้า 22 คน 2) กลุ่มผู้ป่วยกัญชา 8 คน เลือกผู้ที่มีข้อมูลมากพอมาสัมภาษณ์เจาะลึกจำนวน 12 คน ดังนี้ 1) ผู้ป่วยยาบ้า 10 คน และ 2) ผู้ป่วยกัญชา 2 คน ระยะที่สอง คือ การเก็บข้อมูล แจกแจงความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลวิจัย พบว่าสถานการณ์การใช้ยาเสพติด ผู้ใช้อายุต่ำสุด 16 ปี สูงสุด 39 ปี เฉลี่ย 24.23 ปี เริ่มใช้อายุต่ำสุด 12 ปี สูงสุด 24 ปี เฉลี่ย 15.83 ปี ช่วงเวลาที่ใช้ต่ำสุด 3 ปี สูงสุด 24 ปี เฉลี่ย 8.4 ปี สถานภาพพบมากคือ โสด 23 ราย (ร้อยละ 76.70) การศึกษาคือ ประถมศึกษา 10 ราย (ร้อยละ 33.30) ส่วนอาชีพคือ ว่างงานและรับจ้าง 8 ราย (ร้อยละ 26.70) ผลกระทบจากการใช้ยาเสพติดจำแนกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจคือ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ ร่างกายทรุดโทรม หงุดหงิด โมโหง่าย หูแว่วภาพหลอนและหวาดระแวง 2) ผลกระทบต่อครอบครัว พบว่า ผู้ดูแลหลัก เครียดและกังวล ทะเลาะเบาะแว้ง ครอบครัวขาดความอบอุ่นและแตกแยก 3) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า สิ้นเปลืองเงินในการเสพยา บำบัดรักษาและการดำเนินคดีความ และ 4) ผลกระทบด้านคดี พบว่า ถูกจับดำเนินคดีข้อหาเสพและค้ายา