วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2558
พยาธิใบไม้ตับเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และยังเป็นปัญหาของตำบลนาแก อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่พบว่าประชาชนมี ยังมีความเชื่อและพฤติกรรมในการบริโภคปลาดิบและปลาสุกๆ ดิบๆ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยง ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ในตับ ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดพยาธิใบไม้ตับของประชาชนตำบลนาแก อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นการศึกษาแบบ case-control study โดยกลุ่มผู้ป่วยคือผู้ที่ตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ตับจากการตรวจอุจจาระด้วยวิธี Kato’s thick smear จำนวน 109 คน กลุ่มควบคุมคือผู้ที่ตรวจไม่พบไข่พยาธิใบไม้ตับสุ่มตัวอย่างมา 112 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า Chi-square Test, Multiple Logistic Regression, Odds Ratio, และ95%CI ผลการศึกษา พบว่าความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ (OR=1.11, 95%CI=0.65,1.90 และ OR=1.08, 95%CI=0.62,1.86) ขณะที่ พฤติกรรมการบริโภคปลาดิบหรือสุกๆ ดิบๆ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (AOR=8.76, 95%CI=1.93,39.79)
การศึกษาภูมิคุ้มกันยาเสพติดและสารเสพติดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายในเขตตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (cross sectional survey) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิคุ้มกันยาเสพติดและสารเสพติดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในเขตตำบลดอนสมบูรณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทำการศึกษาในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 138 คน ประยุกต์ใช้แบบประเมินภูมิคุ้มกันยาเสพติดและสารเสพติดสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรุงเทพมหานคร และผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหาและความเข้าใจในภาษาก่อนนำไปใช้จริงจากผู้ปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอยางตลาด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่านักเรียนเข้าร่วมการศึกษาครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ 98.60 เพศชาย ร้อยละ 56.60 เพศหญิง ร้อยละ 43.40 มีอายุระหว่าง 10-12 ปี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 50.70 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ร้อยละ 49.30 โรงเรียน A พบนักเรียนมีภูมิคุ้มกันระดับต่ำมากที่สุด ร้อยละ 52.20 โรงเรียน B นักเรียนมีภูมิคุ้มกันระดับปกติและระดับต่ำเท่ากัน ร้อยละ 47.50 โรงเรียน C นักเรียนมีภูมิคุ้มกันระดับต่ำมากที่สุด ร้อยละ 74.00 โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีภูมิคุ้มกันต่ำมากที่สุด ร้อยละ 65.70 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีภูมิคุ้มกันระดับต่ำมากที่สุด ร้อยละ 59.40 สำหรับข้อเสนอแนะ นักเรียนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ควรได้รับการเสริมภูมิคุ้มกันตามหลักสูตรการเสริมภูมิคุ้มกันยาและสารเสพติดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และสำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการเสริมภูมิคุ้มกันตามหลักสูตรการเสริมภูมิคุ้มกันยาและสารเสพติดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ควบคู่กับการให้คำปรึกษา หรือการเยี่ยมบ้าน หรือจัดกิจกรรมพิเศษ ตามความเหมาะสม
การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และความพร้อมของมารดาหลังคลอดที่ให้นมแม่สำหรับบุตรในระยะ 6 เดือนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนยานาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครที่ได้จากการคำนวณด้วยอัตราการไม่ตอบเท่ากับร้อยละ 50.00 ได้เป็นจำนวน 40 คน รวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์โดยเก็บข้อมูลได้ 61 คน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงร้อยละ 4.90 ส่วนด้านความพร้อม พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 77.00 มีความพร้อมด้านร่างกายในระยะเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่ รองลงมาคือด้านจิตใจ และด้านสิ่งสนับสนุน สรุปได้ว่ากลุ่มสตรียังมีการรับรู้น้อยในเรื่องหัวน้ำนมในระยะ 7-10 วัน และประโยชน์ในแง่การลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้และการสนับสนุนจากบุคคลในบ้าน ดังนั้น ถ้าจะให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จควรจัดให้สุขศึกษาให้กับสมาชิกในบ้าน และจัดระบบการดูแลให้คำปรึกษาหลังคลอด
การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจไปรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปีในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีประชากรศึกษา 780 คน และสุ่มตัวอย่างแบบ Simple Random Sampling ได้ 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่าง เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2558 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา Chi-square Test และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่าสตรีอายุ 30-60 ปี มีอายุเฉลี่ย 44.80 ปี โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 46-50 ปี (ร้อยละ 24.30) ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 70.70) มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 87.00) จำนวนปีที่มีเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 21-30 ปี (ร้อยละ 36.00) ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 71.30) ส่วนใหญ่จะไปรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกคิดเป็น (ร้อยละ 75.00) สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการไปรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกรายด้านของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าการรับรู้ของบุคคล และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค มีคะแนนเฉลี่ยที่ส่งเสริมให้ไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระดับสูง ส่วนการรับรู้ความรุนแรงของโรคมีคะแนนเฉลี่ยที่ส่งเสริมให้ไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระดับต่ำ ส่วนปัจจัยร่วม พบว่า ตัวแปรด้านจิตสังคมและสิ่งชักนำให้ปฏิบัติมีคะแนนส่งเสริมให้ไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระดับสูง สำหรับปัจจัยความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการรับรู้อุปสรรคของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีคะแนนส่งเสริมให้ไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไปรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆ แล้ว ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค (ORadj= 3.37, 95% CI = 0.20–0.71) สถานภาพการสมรส (ORadj = 2.54, 95% CI = 1.16-5.59) ด้านจิตสังคม (ORadj = 2.05, 95% CI = 1.08–3.89) และการรับรู้อุปสรรค (ORadj = 3.41, 95% CI = 1.92-6.08)
การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น และความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อการใช้แบบประเมินการคัดกรองความเสี่ยงกับกลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 418 คน จากประชากร 3,325 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัย จำนวน 33 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่าง พฤษภาคม - กรกฎาคม 2558 นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS for Windows แจกแจงข้อมูลด้วยค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจประกอบด้วย การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การออกกำลังกายแต่ละครั้งให้เหนื่อยพอสมควร การรับประทานอาหาร/ขนม ที่ปรุงด้วยกะทิ การปรับวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสม การออกกำลังกาย อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน การควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อรู้สึกโกรธ การคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม โดยตัวแปรดังกล่าวสามารถพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ร้อยละ 52.00 จึงควรจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้ง 8 ตัวแปรเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ส่วนความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต่อการใช้แบบ สอบถามที่ใช้ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความเหมาะสมในการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจสำหรับประชาชนเพื่อให้รับรู้และตระหนักในการป้องกันโรคต่อไป
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาปัญหา และความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเหมืองแบ่ง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 40 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลโดยผู้ช่วยนักวิจัยที่ผ่านการอบรมแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Independent Sample t-test ผลการศึกษา อัตราตอบกลับ คิดเป็นร้อยละ 100 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 55.10 อายุเฉลี่ย 69.19 ปี (SD 7.77) สถานภาพสมรสคู่ คิดเป็นร้อยละ 62.40 ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 93.20 และมีโรคประจำตัว คิดเป็นร้อยละ 54.10 พบว่า ผู้สูงอายุมีการรับรู้ปัญหาด้านสุขภาพด้านร่างกายในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.22, SD 0.71) และรับรู้ความต้องการด้านสุขภาพในส่วนของด้านจิตใจ อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.73, SD 0.68) นอกจากนี้ยังพบว่า อายุ และเพศ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจาก อายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความต้องการด้านสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านพร้าว เป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนา คำนวณขนาดตัวอย่างได้ 370 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า (9Q) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบเพียร์สันไคสแควร์ การทดสอบแบบถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่าความชุกของผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมคิดเป็นร้อยละ 22.80 และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ พบว่า เพศ (AOR = 2.11,95% CI:1.01,4.43) การออกกำลังกาย ( AOR = 0.33,95% CI:0.12,0.92)การมีโรคประจำตัว ( AOR = 2.96,95% CI:1.39,6.34) เป็นปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติปัจจัยต่างๆ ที่พบนี้ควรมีการนำไปวางแผนและป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุต่อไป
การศึกษาเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาการใช้สิ่งเสพติด ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 103 คน เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2557 ในระบบคนไข้ใน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จากแบบสอบถามที่ประยุกต์จากวิจัยความสูญเสียทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคสุรา การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในภาพรวมมีมูลค่าสูงถึง 5,391,330 บาท ค่าเฉลี่ยในประชากรเท่ากับ 52,343.01 บาทต่อคน โดยเป็นความสูญเสียผลิตภาพเฉพาะตัวสูงที่สุด ซึ่งเกิดจากการไปทำงานไม่ได้เนื่องจากถูกดำเนินคดีและรับโทษ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 3,432,375 บาท ค่าเฉลี่ยในประชากรเท่ากับ 33,324.03 บาทต่อคน รองลงมาคือการสูญเสียอื่นๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางกฎหมาย ค่าปรับ/ การรับโทษ ค่าทำขวัญผู้บาดเจ็บ และค่าใช้จ่ายเพื่อการรอมชอมกับผู้บาดเจ็บ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,762,200 บาท ค่าเฉลี่ยในประชากรเท่ากับ 17,108.74 บาทต่อคน ส่วนค่าสูญเสียผลิตภาพของสมาชิกในครอบครัวจากการดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล คิดเป็นมูลค่า 115,387 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางตรงและทางอ้อมเพื่อการรักษาพยาบาล มีมูลค่าเป็น 50,088 บาท และ 31,280 บาท ตามลำดับ เพื่อให้เกิดความตระหนักในผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสิ่งเสพติด จึงควรมีการรณรงค์ลดภาพลักษณ์ของการใช้สิ่งเสพติดทุกชนิดอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ร่วมกับการให้ข้อมูลความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการใช้สิ่งเสพติดกับประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักในผลกระทบเชิงมูลค่าที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อตัวผู้เสพ ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ อันจะนำไปสู่การลดละเลิกการใช้สิ่งเสพติดต่อไป
การวิจัยเชิงประเมินผล เพื่อประเมินประสิทธิผลค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เสพยาเสพติดชุมชนบ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้แนวคิดการประเมินผลแบบ CIPP Model กลุ่มผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วย ผู้นำชุมชน กรรมการหมู่บ้าน บุคคลในครอบครัวของผู้ผ่านการบำบัด ผู้ผ่านการบำบัดและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 49 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษาพบว่าผู้ผ่านการบำบัดเป็นเพศชายทั้งหมด ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 16-20 ปี (ร้อยละ 31.80) มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 5,000-9,000 บาท (ร้อยละ 59.10) อายุต่ำสุดที่เริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรก คืออายุ 12 ปี ยาเสพติดที่เสพมากสุดคือ ยาบ้า (ร้อยละ 95.50) สาเหตุที่เสพคืออยากลอง (ร้อยละ 63.60) เพื่อนชวน (ร้อยละ 27.30) เหตุผลของการเข้ารับการบำบัดคืออยากเลิก (ร้อยละ 81.80) และประชาคมหมู่บ้านกดดัน (ร้อยละ 18.20) ส่วนการประเมินผลโครงการ ด้านบริบทโครงการ พบว่ามีเป้าหมายการดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชุมชนจะมีส่วนร่วมตั้งแต่การคัดกรอง กระบวนการบำบัด การเตรียมเข้าสู่ชุมชนและการติดตามผลหลังการบำบัด ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า บุคลากรมีการบูรณการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ด้านอุปกรณ์ สื่อ และสถานที่มีความพร้อมและใช้งานได้ดี แต่งบประมาณยังไม่เพียงพอจึงต้องมีการระดมทุนภายในชุมชน ด้านกระบวนการดำเนินงาน พบว่า มีแผนการจัดกิจกรรมในแต่ละวันที่ชัดเจนมีการปรับหลักสูตรของค่ายให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพของผู้เข้ารับการบำบัด ด้านผลลัพธ์ พบว่า ผู้ผ่านการบำบัดเข้าร่วมกิจกรรมจนครบตามหลักสูตรทุกคน และการติดตามผลครั้งแรก จากผู้เข้าบำบัด 32 คน สามารถติดตามได้ 24 คน ตรวจปัสสาวะไม่พบสารเสพติด 22 คน (ร้อยละ 68.75) เสพซ้ำ 2 คน (ร้อยละ 6.25 ) ผลกระทบของโครงการพบว่า ผู้ผ่านการบำบัดได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น รู้จักช่วยทำงาน สภาพอารมณ์ดีขึ้น และประชาชนให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น สรุปผลการศึกษา พบว่าการดำเนินการค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เสพยาเสพติด โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ชุมชนได้ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างแท้จริง ผู้ผ่านรับการบำบัดเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดี ได้รับการยอมรับจากครอบครัวและชุมชนมากขึ้น และเพื่อให้การดำเนินการค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการพัฒนานโยบายที่สนับสนุนการทำงานของผู้นำชุมชนในการจัดการกับปัญหาสารเสพติด พื้นที่กรณีศึกษา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research) มีกลุ่มตัวอย่าง 70 คน สถิติที่ใช้ประกอบด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Content analysis) พบว่า ภาพรวมของผลระดับการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการกับปัญหาสารเสพติด กรณีศึกษา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พบว่า ด้านการจัดการ การดำเนินงานอยู่ในระดับพอใช้ ( = 3.43, S.D. = 0.81) ด้านกำลังคน การดำเนินงานอยู่ในระดับพอใช้ ( = 3.25, S.D. = 0.95) ด้านทรัพยากร การดำเนินงานอยู่ในระดับพอใช้ ( =3.21, S.D. = 0.86) และด้านงบประมาณ การดำเนินงานอยู่ในระดับพอใช้เช่นกัน ( =2.99, S.D. = 1.03) การดำเนินงานตามนโยบายการจัดการกับปัญหาสารเสพติดอยู่ในระดับพอใช้ (ร้อยละ 49.3) การแก้ไขปัญหาสารเสพติดโดยมุ่งไปสู่การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือการจัดทำนโยบายของผู้นำชุมชน ให้เกิดการแก้ไขปัญหาสารเสพติดได้และยั่งยืน นโยบายจึงต้องให้ความสำคัญกับมาตรการในทุกๆ ด้านได้แก่ ด้านคน ด้านงบประมาณ ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ ด้านองค์ความรู้ และด้านการติดตามประเมินผล