วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – กันยายน 2556

สารบัญ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – กันยายน 2556
การศึกษาการรับรู้และความคาดหวังขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาบริการปฐมภูมิของอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การพัฒนาบริการปฐมภูมิของประเทศไทยที่ผ่านมายังขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ในบริบทอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ยังขาดการศึกษาข้อมูลของท้องถิ่น ในการรับรู้ระบบสุขภาพ และความคาดหวังกับการพัฒนาบริการปฐมภูมิ ดังนั้น จึงได้ดำเนินการศึกษาการพัฒนาบริการปฐมภูมิเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบ In-depth Interview นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ในองค์กรปกครองท้องถิ่น 11 แห่ง พื้นที่อำเภอนครไทย เก็บข้อมูลโดยการจดบันทึก และถอดเทปบันทึกเสียง ใช้สถิติวิเคราะห์ ร้อยละ ข้อมูลเชิงปริมาณ และ ตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพโดย วิธี triangulation และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ Content analysis ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เข้าใจนิยามสุขภาพ ในเรื่องกาย และจิตใจ แต่ไม่ทราบในมิติสังคม และปัญญา ด้านความเห็นไม่เห็นด้วยกับการมีต้นสังกัดตามสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้านการพัฒนาชุมชนโดยการก่อตั้งกลุ่มต่างๆ ได้ผลในเชิงเศรษฐกิจ และสวัสดิการ สมาชิกได้รับผลประโยชน์ ในส่วนชมรมสุขภาพมีกิจกรรมที่ไม่ต่อเนื่อง การเข้าถึงบริการ ยังขาดเรื่องการส่งต่อส่งกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และมีความสนใจในปัญหาสุขภาพเฉพาะเรื่องในแต่ละตำบลที่มีความหลากหลาย มีความคาดหวังต่อโรงพยาบาลสุขภาพตำบล ด้านการรักษาพยาบาลเป็นหลัก โดยรวม ควรมีการเพิ่มการสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลปัญหาสุขภาพระหว่างทีมสุขภาพภาครัฐกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาระบบสุขภาพของอำเภอ รวมถึงภาคภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน

อัตราการคงอยู่ในชนบทของบัณฑิตแพทย์ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

สถานการณ์การขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพ เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยการผลิตแพทย์ในโครงการถ้าเป็นไปตามเป้าหมายถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถแก้ปัญหาเรื้อรังของการขาดแคลนแพทย์ในชนบท ดังนั้นจึงได้ศึกษาอัตราการคงอยู่ในชนบทของบัณฑิตแพทย์ในโครงการ และวิเคราะห์อัตราการคงอยู่ในชนบทของบัณฑิตแพทย์ในโครงการ ผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท วิธีการศึกษา แบ่งกลุ่มการศึกษา เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท รุ่นที่ 1-8 จำนวน 1,402 คน กลุ่มที่ 2 คือแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาในระบบปกติ 6,064 คน โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ และใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Survival analysis ผลการศึกษาพบว่า ในปีแรกหลังสิ้นสุดการใช้ทุนแพทย์ CPIRD คงอยู่ในระบบราชการ 69% ส่วนระบบปกติมีการคงอยู่ 59% Hazard ratio มีค่า 0.66 แสดงให้เห็นว่าแพทย์ในระบบปกติมีโอกาสออกจากกระทรวงสาธารณสุข 1.5% เท่าของแพทย์ CPIRD อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) และโอกาสการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ CPIRD สูงกว่าแพทย์ระบบปกติ ในปีแรกหลังสิ้นสุดการใช้ ทุนแพทย์ CPIRD คงอยู่ในชนบท 52% ส่วนระบบปกติมีการคงอยู่ในชนบท 47% Hazard ratio มีค่า0.88 แสดงว่าแพทย์ระบบปกติมีโอกาสออกจากชนบทเป็น 1.14 เท่าของแพทย์ CPIRD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.001) ค่ามัธยฐานการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ CPIRD ลดลงจาก 10 ปีเป็น 4 ปี ส่วนแพทย์ระบบปกติลดลงจาก 6.5 ปี เป็น 3 ปี โดยรวม แพทย์ CPIRD มีอัตราการคงอยู่ในชนบทสูงกว่าแพทย์ระบบปกติ แต่มีแนวโน้มลดลง

แนวทางการจัดบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เหมาะสมในบริบทอำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบบริการปฐมภูมิในประเทศไทย การดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายหลังการประกาศนโยบายของรัฐบาล และเสนอแนะการจัดบริการของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เหมาะสมในบริบทของอำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องที่เป็นแหล่งข้อมูลทั้งระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ มีการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วสรุปผลและนำเสนอผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า ระบบบริการปฐมภูมิเป็นระบบบริการสาธารณสุขที่มีความหลากหลายและมีความเป็นอุดมคติสูง แต่มีความสำคัญและจำเป็น ต้องได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง เพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับปัญหาที่สลับ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคต เป็นระบบบริการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก เป็นองค์รวมต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ผลจากการจัดบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพบว่า ส่วนใหญ่จะเน้นการปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจัดบริการเชิงรับ ส่วนการจัดบริการเชิงรุกพบว่ายังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สำหรับข้อเสนอแนะการจัดบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เหมาะสมในบริบทของอำเภอจักราช ควรเน้นการใช้แนวคิดของเวชปฏิบัติครอบครัว โดยจัดบริการเชิงรุกนำเชิงรับ โดยดูแล 8 กลุ่มเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาภาคีเครือข่ายให้เข้มแข็ง พัฒนาการเยี่ยมบ้าน การจัดกิจกรรมทันตสาธารณสุข กิจกรรมเภสัชสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค กิจกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญตามเกณฑ์มาตรฐานและประเมินผลสำเร็จของกิจกรรม

การพัฒนาความรู้และทักษะของผู้ปฏิบัติงานสถานบริการปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ถึงความรู้ ทัศนคติ ทักษะ ประสบการณ์และค้นหาโอกาสพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวน 28 คน ในสถานบริการปฐมภูมิทั้ง 13 แห่ง ของอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2554 โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครง สร้างร่วมกับการสังเกตขณะสัมภาษณ์และบันทึกเสียง ข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา ด้านความรู้ของผู้ปฏิบัติงานพบว่าพยาบาลวิชาชีพมีความรู้ในการดูแลฯ ชัดเจนมากกว่าสาขาวิชาอื่น ด้านทัศนคติผู้ปฏิบัติงานให้ความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย ว่าต้องให้กำลังใจ ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้คำแนะนำและดูแลทั้งสุขภาพกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความคิดเห็นต่อการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน เห็นว่าควรมีทีมสหวิชาชีพดูแล ด้านระบบการส่งต่อข้อมูล ระบบการแจ้งข่าวสารผู้ป่วยยังช้า หลายคนมีทักษะและประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่น ทำแผล ให้สารน้ำ เยี่ยมบ้าน แนะนำเรื่องปรับสภาพแวดล้อมที่บ้าน มีความกระตือรือร้น ความเอาใจใส่ ช่วยเหลือและตอบสนองความต้องการ ให้กำลังใจทั้งญาติและผู้ป่วย CUP ควรพิจารณาการจัดเสริมความรู้และแนว ทางการดูแลฯ ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน จัดตั้งศูนย์สนับสนุนการดูแลฯ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ มีทีมสหวิชาชีพในศูนย์ ควรสนับสนุนด้านอื่น เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการเยี่ยมบ้าน ค่าตอบแทนการดูแล รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่น

ความสัมพันธ์ของวิธีการใช้ยาพ่นชนิดสูดกับอาการหอบของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับบริการที่ ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นปัญหาที่สำคัญในระบบสุขภาพเนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งมีการดำเนินโรคที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หากเริ่มมีอาการควรเข้ารับการรักษาเพื่อ พ่นยาเนื่องจากการกำเริบในครั้งแรกเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้คนทั่วโลก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อการรักษา คือ เทคนิคการพ่นยาชนิดสูดที่ไม่ถูกต้อง ในช่วงร้อยละ 4-94 การศึกษานี้เพื่อทราบความสัมพันธ์ของเทคนิคการใช้ยาพ่นชนิดสูดกับอาการหอบของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน และเพื่อทราบอัตราการใช้ยาพ่นชนิดสูดด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง โดยทำการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ซึ่งคัดเลือกผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยรหัส ICD 10: J441, J449 ที่มีอาการหอบและมาพ่นยาอย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2554 เพื่อทำการสัมภาษณ์และประเมินเทคนิคการพ่นยา inhaler ตามแบบประเมินการทดสอบ (แอลฟา =0.715) ผลการศึกษา มีผู้ร่วมวิจัยทั้งสิ้น 39 คน เป็นชาย 29 คน หญิง 10 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 71 ปี มีเพียงร้อยละ 7.69 ที่มีเทคนิคการพ่นยาที่ถูกต้อง สาเหตุของความผิดพลาดในเทคนิคการพ่นยาที่พบมากที่สุด คือการหายใจออกให้สุดแต่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการหอบอย่างไรก็ตามปัญหาในการที่มีเทคนิคการพ่นยาที่ผิดพลาดมากกว่าร้อยละ 90 นี้ ควรต้องได้รับการแก้ไขโดยทีมสุขภาพซึ่งต้องมีการประเมินเทคนิคการใช้ยาพ่นร่วมกับการฝึกการหายใจ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาตามขนาดที่เหมาะสม

การจัดบริการคลินิกโรคเบาหวานที่เหมาะสมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์โรคเบาหวานของอำเภอท่าหลวงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาล ต้องขยายการจัดบริการเพิ่มเติม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับกับจำนวนผู้ป่วยดังกล่าว และมีผลการวิจัยพบว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการจัดคลินิกเบาหวานที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในเขตอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรีการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 34 ราย และผู้ให้บริการ จำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แนวคำถามการสนทนากลุ่มผู้รับบริการและ ผู้ให้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์เนื้อหา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถจัดบริการคลินิกเบาหวานได้ โดยผู้รับบริการเห็นว่าสะดวก ใกล้บ้าน และผู้ให้บริการเห็นว่ามีความเป็นไปได้ทุกองค์ประกอบ เนื่องจากมีระบบบริการ และระบบฐานข้อมูลที่ดี มีการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อยู่ในชุมชน สนับสนุนการดูแลตนเองของผู้ป่วย ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความเห็นว่า ทีมสหวิชาชีพควรช่วยในการจัดกิจกรรมเพิ่มความรู้ สำหรับผู้ให้บริการเห็นว่าผู้รับบริการบางรายยังขาดส่วนร่วมในการวางแผนการรักษา และทีมผู้ให้บริการยังขาดการประเมินการใช้แนวทางปฏิบัติและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีมบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สามารถบริหารจัดการตามต้นแบบการดูแลโรคเรื้อรังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในพื้นที่ได้

การประเมินความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning : CBL) ในการพัฒนาสมรรถนะของผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิ สปสช. เขต 3 นครสวรรค์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

แนวคิดการเพิ่มสมรรถนะของผู้ให้บริการโดยใช้บริบทเป็นฐาน (Context-Based Learning: CBL) มีความสำคัญในการพัฒนาระบบการให้บริการปฐมภูมิในประเทศไทยซึ่งมีแนวคิดในการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านการรักษา ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค วัตถุประสงค์ของการศึกษา ครั้งนี้เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิในด้านต่างๆ ต่อการจัดการเรียนโดยใช้บริบทเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ของผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาแบบ Descriptive research โดยศึกษาในหน่วยบริการปฐมภูมิ ในพื้นที่ 10 อำเภอ ใน 5 จังหวัด ของ สปสช.เขต 3 จังหวัดนครสวรรค์ ทำการสำรวจความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนโดยใช้บริบทเป็นฐาน รวบรวมข้อมูลในช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2554 โดยใช้แบบสอบถามผู้ให้บริการระดับปฐมภูมิจำนวน 211 คน วิเคราะห์ตัวแปรโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า การส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องการพัฒนาสมรรถนะภาพ ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือการรักษาพยาบาล ร้อยละ 33.6 รูปแบบการจัดกิจกรรมเรียนรู้ที่สามารถช่วยพัฒนาสมรรถนะภาพได้คือการประชุมวิชาการหรือแลกเปลี่ยนการ เรียนรู้ภายในอำเภอของตน ร้อยละ 54.0 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้โครงการยั่งยืน ร้อยละ 54.5 ข้อมูลความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนโดยใช้บริบทเป็นฐานที่สำคัญคือ การพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำงาน ร้อยละ 49.3 เห็นด้วยและ ร้อยละ 47.4 เห็นด้วยอย่างยิ่ง อีกทั้งการเข้าร่วมโครงการส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานร่วมกันในด้านอื่นๆ ระหว่างโรงพยาบาล และ สอ./รพ.สต./หน่วยปฐมภูมิ สรุป ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากที่เข้าร่วมโครงการ การจัดการเรียนโดยใช้บริบทเป็นพื้นฐานมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถนะของผู้ให้บริการในระดับปฐมภูมิ ควรมีการขยายการดำเนินการสู่พื้นที่อื่นๆ

ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่อเกณฑ์การประเมินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดเพชรบูรณ์
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่อเกณฑ์การประเมินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดเพชรบูรณ์ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 108 คน การสุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย จากประชากร ที่ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แห่งละ 1 คน รวม 153 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่าง วันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2554 นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แจกแจงข้อมูลด้วยค่าสถิติ ความถี่ ร้อยละ และ ฐานนิยม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60.2 มีอายุ 40-49 ปี ร้อยละ 52.8 จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี ร้อยละ 72.2 รองลงมา มีประสบการณ์ในการทำงาน 21-30 ปี ร้อยละ 61.6 ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ต่อเกณฑ์การประเมินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสำคัญต่อเกณฑ์การประเมิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อยู่ในระดับ มาก (Mode=4) ในด้านผลลัพธ์ที่เกิดจากการยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เห็นว่า ส่งผลต่อความสำเร็จ อยู่ในระดับมาก (Mode=4) และเห็นว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จส่งผลต่อความสำเร็จ ในการยกระดับ สถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อยู่ในระดับ มาก (Mode=4) โดยรวมพบว่า ความคิดเห็นต่อเกณฑ์การประเมินส่งผลต่อความสำเร็จ ในการยกระดับ สถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อยู่ในระดับมาก

ผลการดำเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหาการและควบคุมกัญชาในพื้นที่แหล่งปลูก
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยผลการดำเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหาการและควบคุมกัญชาในพื้นที่แหล่งปลูก มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหากัญชาในพื้นที่แหล่งปลูก ผลการดำเนินงานตามแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาและการควบคุมกัญชา และประเมินผลตามแผนยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดปี 2555 วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยใช้แนวคิดการประเมินผลแบบ CIPP Model เป็นกรอบในการดำเนินการวิจัย ประชากรกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้บริหารในจังหวัด ผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In – Depth interview) ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในพื้นที่ปลูกกัญชา ยังมีการปลูกในพื้นที่แต่มีจำนวนลดลง และมีนายทุนเป็นผู้สนับสนุน ราคาที่สูงยังเป็นสิ่งที่ทำให้มีผู้ลักลอบปลูกเสี่ยงในการกระทำผิด อีกทั้งกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ไม่รุนแรง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ยังมีผู้ลักลอบปลูกและสามารถจับกุม ของกลางได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้น้อยเมื่อเทียบกับ การลักลอบปลูก และยังไม่มีโครงการที่เจาะจงไปในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกที่ชัดเจน ทำให้การดำเนินงานและการประเมินผลไม่สามารถทำได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นในการลงเก็บข้อมูลครั้งนี้ทำให้ ได้ข้อเสนอแนะว่า การมีมาตรการ แนวทางในการดำเนินงานที่เจาะจงไปในแต่ละตัวยาและพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งอาจทำได้โดย ผู้ปฏิบัติในพื้นที่เสนอ เพื่อให้ตรงกับการป้องกันและปราบปราบในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ผู้ปฏิบัติและผู้รับนโยบาย ควรได้มีเวทีประชุม เพื่อให้มีนโยบายที่สอดคล้องเหมาะสมในการลงพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ได้ผลดีทั้งผู้วางนโยบาย ผู้ปฏิบัติและที่สำคัญชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ด้านผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด 2555 ทั้ง 7 แผนงานในภาพรวมในนโยบายระดับประเทศมีความเป็นไปได้ในการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติด แต่ต้องมีใช้หลักการและหลักจริยธรรมในการดำเนินงาน ไม่ควรประเมินผลเพียงด้านปริมาณ ในด้านของคุณภาพ ต้องให้ความสำคัญ และควรมีการปรับปรุง แก้ไข วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน การวางแผนงานที่ให้ผู้ปฏิบัติมีส่วนร่วมในการกำหนดบริบทของพื้นที่

การประเมินผลการนำแนวคิดนโยบายและมาตรการการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดมาใช้ในจังหวัดอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด คือ การลดปัญหา หรือภาวะเสี่ยงอันตราย การแพร่ระบาด การสูญเสียจาการใช้ยาเสพติด ที่อาจเกิดกับตัวบุคคล ชุมชน กระบวนการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด เริ่มด้วยการเตรียมความพร้อมของผู้ใช้ยาเสพติดโดยมี แนวทางการช่วยเหลือผู้ที่ยังใช้ยาเสพติดอยู่ ได้แก่ การให้ความรู้ การบริการสาธารณสุขพื้นฐานการบำบัดรักษาอาการที่เกิดจากยาเสพติด การใช้สาร (ยา) ทดแทน การทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เสพยา การฆ่าเชื้อในอุปกรณ์ฉีดยาที่ใช้แล้ว การจัดเก็บอุปกรณ์ฉีดยาที่ใช้แล้ว การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาการประเมินผลการนำแนวคิด นโยบายและมาตรการการลดอันตรายจาการใช้ ยาเสพติดมาใช้ในจังหวัดอุดรธานี โดยใช้แนวคิดการประเมินผลแบบ CIPP Model เป็นกรอบในการดำเนินการวิจัย ประชากรกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้บริหารในจังหวัด ผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ผู้ป่วยและญาติรวมถึงครอบครัวผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในเชิงปริมาณเป็นแบบสอบถามและข้อมูล เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In – Depth interview) วิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และร้อยละ(Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษา สถานการณ์ยาเสพติดในจังหวัดอุดรธานียังมีความรุนแรงและแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง จึงมีความเหมาะสมที่จะนำเอาแนวคิด การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดมาใช้เพื่อลดอันตรายกับผู้ติดยาโดยขั้นตอนการดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือด้วยดีจากภาคีเครือข่าย แต่ยังพบปัญหาอุปสรรค การขาดความพร้อมทั้งด้านงบประมาณและความเพียงพอของบุคลากร อีกทั้งยังขาดคู่มือประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกวัย จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย