วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2563
การศึกษานี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลต่ออัตราการติดเชื้อ จำนวนวันนอน และค่าใช้จ่ายในการรักษาในผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำหลังได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำหลังได้รับยาเคมีบำบัด ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2559-มกราคม 2560 จำนวน 32 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมจำนวน 16 ราย และกลุ่มทดลองอีก 16 ราย ตามช่วงเวลาที่เข้ารับบริการ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย โดยเก็บข้อมูลในวันแรก และ 2) แบบบันทึกข้อมูลการติดเชื้อ จำนวนวันนอน และค่าใช้จ่ายในการรักษา ก่อนการจำหน่ายผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย, Pearson Chi-Square test, Student’s t-test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีอัตราการติดเชื้อ ค่าเฉลี่ยจำนวนวันนอน และค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [(37.50% vs 81.25%, p-value = 0.012), (13.00 ± 5.01 vs 25.88 ± 5.89, p-value < 0.001) และ (49,916.56 ± 28,114.85 vs 102,915.4 ± 43,130.76, p-value < 0.001) ตามลำดับ]
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของแนวปฏิบัติในการเสริมพลังอำนาจต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่ได้รับยาเคมีบำบัด 14 คน ในเดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่ได้รับยาเคมีบำบัด โดยเก็บข้อมูลในวันแรก 2) แบบประเมินคุณภาพชีวิต Functional Assessment of Cancer Therapy-General (FACT-G) โดยเก็บข้อมูลในวันแรกและก่อนการจำหน่ายผู้ป่วย และ 3) แบบประเมินการเกิดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัด ขององค์กรอนามัยโลก (WHO criteria for toxicity) โดยเก็บข้อมูลในวันแรกที่ได้รับยาเคมีบำบัด หลังจากนั้นสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนคุณภาพชีวิตก่อนและหลังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และการเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มทดลองพบอาการเบื่ออาหาร และอาการเหนื่อยล้า ระดับไม่รุนแรงทั้งนี้กลุ่มทดลองมีคุณภาพชีวิตที่ดี และการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อกิจวัตรประจำวัน
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการพอกเข่าด้วยตำรับยาพอกต่ออาการปวดเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเจาะจง จากผู้มารับบริการในโรงพยาบาลบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 30 คน ผู้ป่วยได้รับการพอกเข่าด้วย สมุนไพร จำนวน 5 วัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที โดยให้สมุนไพรวันเว้นวัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลในการศึกษา แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามผู้ป่วย แบบประเมินอาการปวดเข่า แบบบันทึกการวัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า วิเคราะห์โดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบี่ยงมาตรฐาน และ Paired t-test สรุปผลการวิจัยว่าผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับอาการปวดเข่าของกลุ่มตัวอย่างระหว่างก่อนการพอกครั้งที่ 1 และหลังการพอกครั้งที่ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยก่อนพอกครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.70 หลังการพอกครั้งที่ 5 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.47 นอกจากนี้ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าของกลุ่มตัวอย่างระหว่างก่อนการพอกครั้งที่ 1 และหลังการพอกครั้งที่ 5 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยก่อนพอกครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 117.67 หลังการพอกครั้งที่ 5 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 118.67
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพในชุมชน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มศึกษา คือ ตัวแทนครัวเรือนจำนวน 76 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบด้วยค่าที ชนิดที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มศึกษาเป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.6 มีอายุระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 40.9 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 44.7 อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 38.2 และมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ร้อยละ 53.9 ก่อนดำเนินการ กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 30.7 ระดับปานกลาง ร้อยละ 43.5 และระดับต่ำ ร้อยละ 26.8 หลังดำเนินการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 53.7 ระดับปานกลาง ร้อยละ 26.7 และระดับต่ำ ร้อยละ 19.6 กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = .001)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลองในกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวซึ่งทำการเก็บข้อมูลจากการวัดผลเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้สื่อ “ซอคำเมืองเล่าเรื่อง Stroke” เพื่อประเมินระดับการรับรู้อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ผ่านสื่อกระจายเสียงชุมชน ในกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคความดันโลหิตสูง ในตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย จำนวน 45 ราย โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired Samples t-test ที่ระดับความเชื่อมั่น .05 ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 97.80 ไม่เคยมีอาการของโรคหลอดเลือดในสมอง ร้อยละ 95.60 มีอายุเฉลี่ย 51 ปีขึ้นไป ร้อยละ 57.78 ของกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 62.22 มีญาติสายตรงที่มีประวัติของโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของระดับการรับรู้อาการเตือนของโรคหลอดเลือดในสมองก่อนการใช้สื่อ ที่ระดับ 7.40 ภายหลังการใช้สื่อพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับการรับรู้เพิ่มขึ้นเป็น 9.09 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 และมีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อในระดับมากที่สุด
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเหนื่อยหน่าย และความพึงพอใจในงาน 2) ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในงานของนักบัญชี โดยทำการเก็บข้อมูลจากนักบัญชีในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน ได้กลับมา 367 คน คิดเป็นร้อยละ 91.75 ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตในการทำงานของนักบัญชีโดยภาพรวม มีความสอดคล้องกันหรืองานกับคนเข้ากันพอดี ความเหนื่อยหน่ายโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง และความพึงพอใจในงานโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของคุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเหนื่อยหน่ายมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในงานของนักบัญชี โมเดลมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์เชิงสัมพัทธ์ โดยมีค่าสถิติ CMIN/DF = 1.844 GFI = 0.952 AGFI = 0.913 CFI = 0.966 RMSEA = 0.048 และพบว่า คุณภาพชีวิตในการทำงานมีอิทธิพลต่อความเหนื่อยหน่าย และความพึงพอใจในงานทั้งทางตรงและทางอ้อมในเชิงลบ และเชิงบวก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการวางแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการรักษาของหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เครือข่ายบริการทันตสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยใช้วิธีการประเมินต้นทุนของการบริการรักษาทันตกรรมในการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ ใช้ข้อมูลหน่วยทันตกรรมในเครือข่ายปีงบประมาณ 2561 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนต่อการให้บริการทันตกรรมเคลื่อนที่คิดเป็น 147.49 บาท ต่อคนต่อครั้ง แบ่งเป็นต้นทุนทางตรงต่อหน่วย คิดเป็น 44.21% ต้นทุนทางอ้อมต่อหน่วย คิดเป็น 55.79% ของต้นทุนทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหน่วยบริการทันตกรรมโดยรวมน้อยกว่างบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดสรร
วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดในผู้ที่เข้ารับการบำบัดในค่ายวิวัฒน์พลเมือง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม โดยใช้แบบสอบถาม และการทำ focus group ที่ผู้ที่ใช้ยาเสพติดมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง 130 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในข้อมูลทั่วไป การรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติด การคล้อยตามสิ่งที่อ้างอิง และความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ใช้สถิติ Pearson Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เพื่อหาความสัมพันธ์ ผลการศึกษา พบว่า ผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 27-37 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพรับจ้าง นับถือศาสนาพุทธ ยาเสพติดที่ใช้เป็นยาบ้า การรับรู้สมรรถภาพของตนอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 56.9 ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติดอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 80.0 การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิงอยู่ในระดับสูงร้อยละ 50.0 ความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอยู่ในระดับสูงร้อยละ 29.2 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระยะเวลาที่ เข้ารับการบำบัดไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ส่วนการรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติด การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิง มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้แรงงานขนส่งในประเทศไทยเป็นการศึกษาเชิงสำรวจ สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิสุ่มกระจุกจำนวน 3,142 คน จาก 10 จังหวัดทั่วประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ใช้ยาเสพติดปัจจุบัน 76 คน และเจ้าของสถานประกอบการ 8 คน ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการใช้ยาเสพติดประเภทสารกระตุ้นร้อยละ 40.5 ถูกนำมาใช้ตลอดทั้งกระบวนการขนส่ง ได้แก่ ผู้ขับรถขนส่งสาธารณะ ผู้ขับรถโดยสาร ผู้ขับรถส่งสินค้า และผู้สนับสนุนรถขนสินค้า เพื่อเพิ่มความทนไม่ง่วงนอน ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจทำงานได้ ขับรถดี มีสมาธิขับไปเรื่อย ๆ ใจเย็น ใช้ยาเสพติดทั้งภายในและภายนอกสถานที่ทำงาน ก่อนเริ่มเข้างาน และช่วงพักรับงาน นอกจากนี้ยังใช้กัญชาและยากดประสาทด้วย
การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยระยะท้าย อ.ยางสีสุราช กลุ่มตัวอย่าง 296 คน ประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพ พยาบาลชุมชน ภาคีเครือข่ายชุมชน ผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว ระยะเวลาวิจัยเดือนตุลาคม 2559 – มีนาคม 2562 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์/สนทนากลุ่ม แบบประเมิน แบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณโดยจำนวน ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยระยะท้ายโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพการดูแลและองค์ความรู้ของพยาบาลชุมชนและภาคีเครือข่ายชุมชน 2) จัดทำ CPG ใน รพ. จนถึงชุมชนพร้อมกำหนดบทบาทที่ชัดเจนในแต่ละวิชาชีพ 3) พัฒนากระบวนการดูแลทางการพยาบาล (CNPG) 5 เรื่อง 4) กำหนดช่องทางด่วนในการเบิก/สนับสนุนยา อุปกรณ์ และ 5) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอดบทเรียนสู่การพัฒนาปรับปรุงเป็นระยะ ผลการประเมิน พบว่า ปี พ.ศ. 2560-2562 ผู้ป่วยได้รับการทำ ACP ร้อยละ 92.66, 96.66, 98.20 ตามลำดับ มีความปวดลดลง ร้อยละ 76.67, 83.87, 80.00 ตามลำดับ, คลื่นไส้อาเจียนลดลงร้อยละ 68.75, 78.57, 83.33 ตามลำดับ ซึมเศร้าลดลง ร้อยละ 78.57, 87.50, 90.00 ตามลำดับ และ Good dead ร้อยละ 80.20, 95.28, 96.66 ตามลำดับ