วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2567
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่สำคัญในช่วงปีพ.ศ. 2562-2565 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจสามครั้ง กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 12-24 ปีจำนวน 17,334 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Repeated ANOVA ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบความรู้เท่าทันกัญชาในเยาวชน พบว่า ลดลงจากช่วงกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.0001)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายที่เกี่ยวข้องต่อการกลับมาเสพเมทแอมเฟตามีนซ้ำของผู้รับการบำบัดยาเสพติดของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในประเทศไทย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้รับการบำบัดยาเสพติด จำนวน 282 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ปัจจัยเกี่ยวกับการกลับมาเสพเมทแอมเฟตามีนซ้ำ และ 2) แนวทางการสนทนากลุ่ม เรื่องปัจจัยเกี่ยวกับการกลับมาเสพซ้ำที่ผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หาค่าดัชนีความตรง ได้เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการกลับไปเสพเมทแอมเฟตามีนซ้ำ ด้วยวิธี Multiple logistic regression ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติของการกลับไปเสพเมทแอมเฟตามีนซ้ำ มีค่า ORadj (95% CI) โดยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย = 4.23 (1.71: 10.47), การมีรายได้ที่ไม่เพียงพอและมีหนี้สิน = 0.45 (0.15: 1.44), การอาศัยอยู่ใจกลางเมือง = 8.63 (1.64:45.33) และใช้สารเสพติดอีกเพื่อความสนุกสนาน = 11.76 (2.78: 49.81) ตามลำดับ ดังนั้นควรส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาที่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ และมีความร่วมมือกันของทีมสหวิชาชีพในการดูแลร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้เสพยาเสพติดไม่หวนกลับไปเสพซ้ำ กลับเข้าสู่สังคมอย่างปกติต่อไป
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบกลุ่มย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 12-18 ปี จำนวน 5,286 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Cochran's Q และ GEE การวิเคราะห์อนุกรมเวลาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนพบว่าเยาวชนใช้กัญชามากขึ้น 2.7-5.5 เท่า ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)
การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพ สังคมสิ่งแวดล้อม และแบบแผนของจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเขตเมือง ประชากรศึกษา คือ จุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เก็บข้อมูลเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลด้านกายภาพ และแบบสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตินอนพาราเมตริกซ์ Kruskal Wallis Test ผลการวิจัยพบ จุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งหมด 170 ร้าน กระจายแบบเกาะกลุ่ม ความหนาแน่นต่อจำนวนประชากรในภาพรวม เท่ากับ 4.28 ต่อประชากร 1,000 คน ความหนาแน่นต่อพื้นที่ เท่ากับ 4.83 แห่งต่อตารางกิโลเมตร เมื่อจำแนกรายชุมชนพบความหนาแน่นต่อประชากร 1,000 คน สูงสุดเท่ากับ 13.06 ความหนาแน่นตามขนาดพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์มากที่สุดเท่ากับ 27.65 แห่งต่อตารางกิโลเมตร เป็นความหนาแน่นระดับสูง ลักษณะโครงสร้างเป็นทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวใกล้เคียงกัน จำนวน 87 และ 71 แห่ง ร้อยละ 51.2 และ 41.8 เป็นร้านขายของชำ ร้อยละ 58.2 เบียร์และเหล้าเป็นเครื่องดื่มที่มีการจำหน่ายสูงสุดใกล้เคียงกันทุกชุมชน ร้านอาหาร สวนอาหารจำหน่ายหลากหลายชนิดมากที่สุด 9 ชนิด มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านเบเกอรี่ ร้านนม/น้ำชา และช่วงเวลาเปิด-ปิด จำนวน 12.67±2.71 ชั่วโมงต่อวัน กลุ่มจุดจำหน่าย ฯ มีค่าเฉลี่ยของจำนวนชั่วโมงเปิด-ปิดร้านแตกต่างกันที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 การวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นจึงควรมีมาตรการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดเชื้อที่พบมากในเด็ก ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปากตายง่ายในที่แห้งและความร้อน จึงมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผู้ป่วยโรคมือเท้าปากกับปัจจัยอุตุนิยมวิทยาในจังหวัดขอนแก่น โดยรวบรวมข้อมูลสถิติรายเดือนโดยรวมจำนวนผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก และสถิติอุตุนินมวิทยาของจังหวัดขอนแก่น ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2567 สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสหสัมพันธ์เพียร์สัน และตัวแบบการถดถอยเชิงเส้นนัยทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณฝนเฉลี่ยกับจำนวนผู้ป่วยโรคมือเท้าปากเฉลี่ยรายเดือนมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันเท่ากับ 0.439 ค่าพีน้อยกว่า 0.05 ตัวแบบการถดถอยปัวซงนัยทั่วไป และตัวแบบการถดถอยทวินามลบที่สอดคล้องกับข้อมูลมากที่สุดมีเพียงปริมาณฝนเฉลี่ยรายเดือนเป็นตัวแปรอธิบายเพียงตัวเดียว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (coefficient of determination - R²) เท่ากับ 0.363 และ 0.293 ตามลำดับ ตัวแบบสมการปังซงนัยทั่วไป y = exp (4.531+0.185x) เมื่อ y คือ จำนวนผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก สามารถอธิบายได้ด้วย x คือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย เมื่อ exp (0.185) เท่ากับ 1.20 ดังนั้น จำนวนผู้ป่วยโรคมือเท้าปากจะเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 20 เมื่อปริมาณฝนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตร
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแบบมีส่วนร่วม ในพื้นที่ชุมชนเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลสกลนคร เลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน แบบเจาะจง เพื่อร่วมพัฒนารูปแบบฯ สุ่มอย่างง่ายผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มแม่หลังคลอดมีอายุเฉลี่ย 26.9 ปี ผลการระดมความคิดเห็นได้รูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน แนวใหม่แบบมีส่วนร่วมในชุมชน เมื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบฯ พบว่า ระดับความรู้ พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6เดือน และระดับคะแนนการไหลของน้ำนมแม่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.01) สรุปได้ว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัว แกนนำชุมชน สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในมารดาหลังคลอดได้
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่สำคัญในช่วงปีพ.ศ. 2562-2565 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจสามครั้งทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 12-24 ปีจำนวน 15,766 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเข้าถึงกัญชาในเยาวชน พบว่า เยาวชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้น และมีพฤติกรรมการใช้กัญชามากขึ้น ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.0001)
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่สำคัญในช่วงปีพ.ศ. 2562-2565 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนไทย เป็นการออกแบบการวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจสามครั้งทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนอายุ 12-24 ปี จำนวน 15,766 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีจำแนกชั้นภูมิหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้กัญชาในเยาวชนพบว่า เยาวชนมีสัดส่วนการใช้กัญชามากขึ้น ทั้งนี้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01)