วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2565
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ของประชาชนอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยนำทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อการป้องกันโรคมาเป็นกรอบในการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนกลุ่มอายุ 15-59 ปี อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 215 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวน การทดสอบสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 68.52) อายุเฉลี่ย 41.72 ปี (S.D. = 10.28) มีการล้างมือเพื่อป้องกันโรค COVID-19 อยู่ในระดับดี ความรู้เรื่องการล้างมือเพื่อป้องกันโรคอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 98.95) การรับรู้ความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 99.06) การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 98.60) ความคาดหวังถึงผลของการล้างมือเพื่อป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 97.67) ความคาดหวังความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 97.67) ปัจจัยที่ความสัมพันธ์กับการล้างมือเพื่อป้องกันโรค COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ เพศ (p<0.005) การได้รับความรู้เรื่องการล้างมือจากอินเทอร์เน็ต (p<0.0001) โทรทัศน์ (p<0.0001) หนังสือพิมพ์ (p<0.005) เสียงตามสาย (p<0.005) บุคลากรสาธารณสุข (p<0.005) ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคที่เหมาะสม
การวิจัยพรรณนาหาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัวการคลอดบุตร และปัจจัยทำนายความกลัวการคลอดบุตรในสตรีมีครรภ์วัยรุ่นในจังหวัดเชียงรายกลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีอายุครรภ์ 34 - 40 สัปดาห์ อายุไม่เกิน 20 ปี และไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ที่มารับบริการในแผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 150 ราย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความกลัวการคลอดบุตรรูปแบบเอ ของวิจมา และคณะ แปลเป็นภาษาไทย โดย กชกร ตัมพวิบูล แบบสอบถามความวิตกกังวลของสปิลเบอร์เกอร์ และคณะ แปลเป็นภาษาไทย โดย ดาราวรรณ ต๊ะปินตา แบบวัดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของโรเซนเบอร์ก แปลเป็นภาษาไทย โดย จิราวรรณ นิรมิตภาษ และแบบวัดแรงสนับสนุนทางสังคมของ จิราวรรณ นิรมิตภาษ ทดสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.94, 0.90, 0.87 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74.70) มีความกลัวการคลอดบุตรอยู่ในระดับรุนแรง (x ̅ = 76.98, S.D. = 7.87) 2) ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ และความวิตกกังวลประจำบุคคล สามารถร่วมกันทำนายความกลัวการคลอดบุตรในสตรีมีครรภ์วัยรุ่นได้อย่างเหมาะสมที่ร้อยละ 27.80
การวิจัยแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคำชะอี จำนวน 119 ราย สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.43 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 58.82 สถานภาพสมรส ร้อยละ 79.83 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 68.91 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 73.11 ระยะเวลาที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน 1-5 ปี ร้อยละ 37.82 กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับระดับพอใช้ ร้อยละ 66.39 และมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในระดับพอใช้ ร้อยละ 77.31 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.01)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพสำหรับประชาชนกลุ่มวัยทำงาน อายุ 35-59 ปี ในอำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ที่มีผลการคัดกรองยืนยันความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประชากรกลุ่มตัวอย่างสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 60 คน รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และอภิปราย การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ t-test จากการศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพแต่ละด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง 5 ด้าน คือ ด้านความรู้ความเข้าใจ ก่อนการพัฒนาร้อยละ 45.0 หลังการพัฒนาร้อยละ 40.0 แต่ระดับดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.7 เป็นร้อยละ 35.0 ด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการสุขภาพ ก่อนการพัฒนา ร้อยละ 48.3 หลังการพัฒนาเพิ่มเป็นร้อยละ 61.7 ด้านการสื่อสารสุขภาพ ก่อนการพัฒนาร้อยละ 56.7หลังการพัฒนาร้อยละ 60.0 ด้านการจัดการตนเอง ก่อนและหลังการพัฒนาร้อยละ 61.7 แต่ระดับดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.7 เป็นร้อยละ 30.0 และด้านพฤติกรรมสุขภาพ ก่อนและหลังการพัฒนา ร้อยละ 66.7 แต่ระดับดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.0 เป็นร้อยละ 25.0 และส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี 2 ด้าน คือ ด้านการรู้เท่าทันสื่อ ก่อนการพัฒนาร้อยละ 73.3 หลังการพัฒนาร้อยละ 86.7 และด้านทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติ ก่อนการพัฒนาร้อยละ 48.3 หลังการพัฒนาร้อยละ 56.7 โดยทุกด้านมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=<0.05) จึงสรุปได้ว่า โปรแกรมสามารถพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพได้ และควรดำเนินกิจกรรมและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลง และกระตุ้นให้มีความคงอยู่ของความรอบรู้ และพฤติกรรมสุขภาพต่อไป
ภูมิหลัง: เมื่อสูงวัยขึ้นการทำงานของเนื้อเยื่อ ย่อมเสื่อมถอย และอ่อนแอลง การออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจึงเป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพการทำหน้าที่ทางกายของผู้สูงอายุในเทศบาล ตำบลท่าม่วง วิธีการวิจัย: การศึกษาแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในเทศบาลตำบลท่าม่วงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า และคัดออก จำนวน 71 คน เก็บรวบรวบข้อมูลโดยใช้แบบประเมินสมรรถภาพการทำหน้าที่ทางกายผู้สูงอายุ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ paired t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 95% confidence interval ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 71 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 55 คน (77.50%) อายุเฉลี่ย 71 ปี (SD= 6.31) มีโรคประจำตัวคือ โรคความดันโลหิตสูง 19 คน (51.40%) และอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับปกติ 65 คน (91.50%) เฉลี่ย 75.43 ครั้งต่อนาที (SD= 6.27) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพการทำหน้าที่ทางกาย ได้แก่ การเดินย่ำก้าว 2 นาที ลุกยืนจากเก้าอี้ 30 วินาที งอแขนพับศอก นั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้า เอื้อมแขนแตะมือด้านหลัง และลุกเดินจากเก้าอี้ไปและกลับ (วินาที) เพิ่มขึ้น มากกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)
วัตถุประสงค์: ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความทันเวลาในการเข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี วิธีการ: เป็นการวิจัย Cross-Sectional Analytical Study ในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลชุมชน จำนวน 14 แห่ง เก็บข้อมูลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เข้ารับการรักษาด้วยแบบบันทึกข้อมูล จำนวนทั้งสิ้น 424 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและไคว์สแควร์ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลชุมชนหลังมีอาการ ทันเวลาภายใน 3 ชั่วโมง ร้อยละ 44.6และเกิน 3 ชั่วโมง ร้อยละ 55.4 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความทันเวลา ได้แก่ วิธีการนำส่ง อาการใบหน้าเบี้ยว หรืออ่อนแรง อาการพูดไม่ชัด พูดไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (P-value ≤ .01)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ข้อมูลด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองยาง ตำบลคลองยาง อำเภอ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการ จำนวน 234 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามชนิดตอบเอง สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบไคสแคว์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ข้อมูลด้านสุขภาพในระดับดีมาก ร้อยละ 87.2เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อน ด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมสุขภาพ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05