วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2561

สารบัญ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม–มีนาคม 2561
พฤติกรรมการเล่นเกมและการติดเกมของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นเกมและการติดเกมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 335 คน ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบการติดเกมของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 50.4 เพศหญิง ร้อยละ 49.6 เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร้อยละ 30.8 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 34.3 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 34.9 เกรดเฉลี่ย (GPA) ของกลุ่มตัวอย่างเฉลี่ย 2.7 คะแนน ค่าใช้จ่ายที่ได้รับในการมาโรงเรียนเฉลี่ยประมาณ 103 บาทต่อวัน โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างเคยเล่นเกม ร้อยละ 88.1 เฉลี่ยระยะเวลาในการเล่นเกมมาแล้ว 4.3 ปี กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการเล่นเกมในวันจันทร์ – ศุกร์ (วันธรรมดา) เฉลี่ย 2.6 ชั่วโมงต่อวัน และเล่นเกมในวันเสาร์ – อาทิตย์ (วันหยุด) เฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อวันวันประเภทเกมที่นิยมเล่นมากที่สุด คือ เกมผจญภัย เกมวางแผนการรบ และเกมกีฬาและแข็งขันตามลำดับโดยเล่นที่บ้านมากที่สุด ร้อยละ 78.3 เกินกว่าครึ่งหนึ่งเล่นเกมคนเดียว ร้อยละ 59.7 จากการแบ่งระดับการติดเกมออกเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มติดเกม (รุนแรง) กลุ่มคลั่งไคล้ (ปานกลาง) และกลุ่มไม่มีปัญหา จำแนกตามเพศ พบว่า เพศชายอยู่ในกลุ่มติดเกม ร้อยละ 7.4 อยู่ในกลุ่มคลั่งไคล้ ร้อยละ 19.6 และอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีปัญหา ร้อยละ 73.0 ในขณะที่เพศหญิงอยู่ในกลุ่มติดเกมร้อยละ 18.9 อยู่ในกลุ่มคลั่ง –ไคล้ร้อยละ 11.4 และอยู่ในกลุ่มไม่มีปัญหาร้อยละ 69.7 โดยเพศหญิงอยู่ในกลุ่มติดเกมมากกว่าเพศชาย งานวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะให้สถานศึกษาและผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาการติดเกมโดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนหญิง

การพัฒนาระบบคุณภาพการบริหารจัดการแฟ้มงาน สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (EPI) ตามโครงสร้างมาตรฐานข้อมูล ด้านสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2559
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาระบบคุณภาพการบริหารจัดการแฟ้มงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (EPI) ตามโครงสร้างมาตรฐานข้อมูลด้านสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2559 ในกลุ่มผู้บริหารในระดับอำเภอและตำบล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยสุ่มตัวอย่างในทุกอำเภอเก็บข้อมูลโดยใช้การสนทนากลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาณด้วย Paired Sample t test พบว่า ความไม่สมบูรณ์ของแฟ้มงาน EPI มีสาเหตุจาก 1) ยังไม่มีระบบการติดตาม กำกับอย่างชัดเจน 2) ผู้ดูแลระบบข้อมูลระดับอำเภอยังไม่เข้าใจแฟ้มงานและไม่มีคู่มือการปฏิบัติงาน 3) อุปกรณ์มีสภาพชำรุดและไม่เพียงพอ จากสาเหตุดังกล่าว จึงได้รูปแบบการพัฒนา ประกอบด้วย 1) กำหนดให้การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเป็นตัวชี้วัดจัดสำคัญ 2) แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลระดับอำเภอ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ และติดตามผล 3) มอบหมายให้มีผู้ดูแลระดับ รพ.สต. จัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และ 4) จัดทำคู่มือการบันทึกข้อมูล ภายหลังการดำเนินการ ส่งผลให้คุณภาพแฟ้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.50 เป็นร้อยละ 89.24 และความครอบครอบคลุมของการได้รับวัคซีน OPV3 เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 76.20 เป็นร้อยละ 93.21 ซึ่งส่งผลให้ระดับคุณภาพบริการดีขึ้นจากลำดับที่ 62 ของประเทศ และลำดับที่ 5 ของเขตสุขภาพที่ 10 มาอยู่ในลำดับที่ 16 ของประเทศ และลำดับที่ 1 ของเขตสุขภาพที่ 10 ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 68.32 เป็นร้อยละ 92.81 จนได้รับรางวัลผลงานวิชาการด้านการป้องกันควบคุมโรคดีเด่น เครือข่ายสำนักงานป้องกันควบคุมโรคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ความเครียด และวิธีการจัดการความเครียดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 2 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และวิธีการจัดการความเครียดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 375 คน โดยการสุ่มแบบมีระบบ (Systematic Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความเครียดสวนปรุง 20 ข้อ แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และแบบสอบถามวิธีจัดการความเครียด ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความเครียดสูง ร้อยละ 50.7 วิเคราะห์รายข้อ ข้อความที่มีความเครียดระดับรุนแรง ได้แก่ กลัวจะทำงานผิดพลาด เงินไม่พอใช้จ่าย และรู้สึกไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ข้อความที่มีความเครียดระดับสูง ได้แก่ ปวดหัวจากความตึงเครียด รู้สึกวิตกกังวล และรู้สึกเหนื่อยง่าย กลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 65.9 มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ร้อยละ 97.9 การจัดการความเครียด พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้ปฏิบัติตามวิธีการจัดการความเครียดเป็นบางครั้ง เมื่อจำแนกตามรายข้อแล้วมีเพียง 3 ข้อที่ปฏิบัติบ่อยครั้ง ได้แก่ พูดคุยเรื่องตลกขบขันในกลุ่มเพื่อนๆ เมื่อมีความเครียด จะพักผ่อนโดยการนอนหลับ และมีส่วนร่วมกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมกีฬา ส่วนใหญ่เป็นข้อที่ปฏิบัติบางครั้ง ได้แก่ พูดคุยปรึกษาปัญหาที่หนักใจกับพ่อ แม่ เพื่อน อาจารย์ หรือคนใกล้ชิด ดูโทรทัศน์เพื่อคลายเครียด และทำจิตใจให้สงบ ยอมรับสถานการณ์ ปล่อยวาง ปลงให้ได้ วิธีที่ปฏิบัตินานๆ ครั้ง ได้แก่ การเก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่ติดต่อใคร ไม่พบปะผู้คน

การสุขาภิบาลอาหารในโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสุขาภิบาลอาหาร และการปนเปื้อนเชื้ออีโคไล (E.coli) ในโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 จำนวน 40 โรงเรียน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจการสุขาภิบาลอาหาร ชุดทดสอบอย่างง่าย (SI-2) และอาหารเลี้ยงเชื้อจำเพาะ RAPID’ E.COLI 2 AGAR และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า โรงอาหารที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับดีมาก ร้อยละ 22.5 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับดี ร้อยละ 72.5 พบว่าไม่มีบ่อตักเศษอาหารและดักไขมัน ร้อยละ 40.0 พบเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย(Coliform bacteria) ในตัวอย่างอาหาร ร้อยละ 42.0 ตัวอย่างภาชนะ ร้อยละ 57.5 และกลุ่มตัวอย่างมือผู้สัมผัสอาหาร ร้อยละ 45.0 พบ เชื้ออีโคไล (E.coli) ในตัวอย่างอาหาร ร้อยละ 21.4 ตัวอย่างภาชนะ ร้อยละ 10.1 และตัวอย่างมือผู้สัมผัสอาหาร ร้อยละ 13.9 ตามลำดับ ดังนั้นโรงเรียน หรือหน่วยงานสาธารณสุขควรมีการสนับสนุนอุปกรณ์ และ มีมาตรการในการกำกับดูแลการปฏิบัติตัวของผู้สัมผัสอาหาร และมีการตรวจหาเชื้อที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการอบรมผู้สัมผัสอาหาร เพื่อไม่ให้พบการปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทาน

ผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดกระบี่
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจ เพื่อป้องกันโรค ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเมืองกระบี่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 คน รวม 76 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังทดลอง ภายในกลุ่มทดลองและภายในกลุ่มควบคุมใช้สถิติ Pairs samples t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อน และหลังทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้สถิติ Independent samples t-test ผลการวิจัย พบว่า หลังทดลอง กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยด้านความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การรับรู้ความรุนแรงของปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ความคาดหวังในผลของการตอบสนองต่อการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ความคาดหวังในความสามารถของตนเองในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และพฤติกรรมการป้องกันตนเองไม่ให้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร สูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value< .05)

ผลของโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยยางยืด ต่อการบรรเทาความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
  ดาวน์โหลดแล้ว 2 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยยางยืดต่อการบรรเทาความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือผู้สูงอายุในชุมชนบ้านหนองรังนก หมู่ที่ 13 บ้านหนองรังนก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท จำนวน 43 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้รับการให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความรุนแรงของโรคข้อเสื่อม พร้อมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติบริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยยางยืด จำนวน 8 ท่า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมฉบับภาษาไทย เป็นแบบวัดประเภท Visual Analogue Scales (VAS) มีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.77 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 ดำเนินการเก็บรวบรวมก่อนและหลังการทดลอง 1 สัปดาห์ รวมระยะการดำเนินการวิจัยทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมในด้านอาการปวด การฝืดหรือติดของข้อ และความสามารถในการทำกิจกรรม ดีขึ้นในทุกด้านกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยยางยืดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) การวิจัยครั้งนี้ จึงเสนอแนะว่าโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยยางยืดสามารถบรรเทาความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ เมื่อปฏิบัติอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 25 นาที นานต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้สูงอายุและสามารถใช้บริหารกล้ามเนื้อเข่าด้วยตนเองที่บ้านได้สะดวก

พฤติกรรมการใช้ยาของหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการคลินิกฝากครรภ์ เขตศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลนครอุดรธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

จากประวัติหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการคลินิกฝากครรภ์ ผู้วิจัย พบว่า หญิงตั้งครรภ์บางราย มีพฤติกรรมการใช้ยาด้วยตนเองนอกเหนือจากการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งยาบางประเภทสามารถดูดซึมผ่านทางรกจากหญิงตั้งครรภ์สู่ทารกในครรภ์และสามารถทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้ยาตามการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์และพฤติกรรมของหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้ยาอื่นๆนอกเหนือจากการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ เขตศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลนครอุดรธานี ศึกษาหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลนครอุดรธานี ทั้ง 4 แห่ง โดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบเอง เก็บข้อมูลจากหญิงตั้งครรภ์ 132 คน ได้ 108 คน คิดเป็นร้อยละ 81.81 ระหว่างเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2560 จากการศึกษา พบว่าหญิงตั้งครรภ์ มีการใช้ยาตามการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 75.9 โดยไปรักษาที่โรงพยาบาล จำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 62.9 ไปรักษาที่คลินิก จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 13.0 และมีพฤติกรรมการใช้ยาอื่นๆนอกเหนือจากการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 24.1 โดยไปซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยา จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 14.8 รับประทานยาที่มีที่บ้านตามอาการ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 9.3 หญิงตั้งครรภ์เคยใช้สมุนไพรอื่นๆนอกเหนือการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 2.8 ส่วนยาที่หญิงตั้งครรภ์เคยซื้อมารับประทานเองเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยเป็นยาแก้ปวด/ลดไข้ จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 80.8 ยาลดน้ำมูก จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 7.7 ยาลดคลื่นไส้/อาเจียน จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 7.7 และยาปฏิชีวนะ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 3.8 สรุปแล้วหญิงตั้งครรภ์มากกว่าครึ่งหนึ่ง มีการใช้ยาตามการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ และมีหญิงตั้งครรภ์เพียงบางส่วนที่มีพฤติกรรมการใช้ยาอื่นๆ นอกเหนือจากการสั่งจ่ายของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่มากแต่ทำให้ผู้วิจัยตระหนักว่า หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับความรู้เพิ่มเติมเรื่องการใช้ยาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์

การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเก๊กฮวยและความรู้ ของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองดินดำ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนพฤติกรรมของประชาชนที่บริโภคเก๊กฮวยและระดับความรู้เกี่ยวกับเก๊กฮวย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองดินดำ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็น ประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูล และอาศัยอยู่จริง ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 353 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา Content validity โดยนำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงของเนื้อหา ความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (Reliability) จำนวน 30 ชุด ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนแบค (Cronbach’s alpha coefficient) ของระดับความรู้เท่ากับ 0.9 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติเชิงอนุมานใช้ไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามกลับ 349 คน คิดเป็น ร้อยละ 98.9 ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ร้อยละ 56.6 มีอายุเฉลี่ย 36.4 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 11,262.3 บาท มีผู้เคยใช้สมุนไพรเก๊กฮวย ร้อยละ 59.6 แตกต่างกันระหว่างชายและหญิง (p<0.05) โดยหญิงใช้ร้อยละ 61.7 มากกว่าชายใช้ร้อยละ 57.4 วัยผู้ใหญ่ใช้มากกว่าเยาวชน (p<0.01) โดยผู้ใหญ่ใช้ร้อยละ 63.6 มากกว่าเยาวชนใช้ร้อยละ 46.9 กลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาสูงใช้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่า (p<0.05) โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษามัธยมศึกษาขึ้นไปใช้ร้อยละ 63.4 มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาประถมศึกษาและต่ำกว่าใช้ร้อยละ 50.9 กลุ่มตัวอย่างใช้ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ร้อยละ 53.4 ใช้ในรอบ 1 เดือน ที่ผ่านมา ร้อยละ 30.3 แม้เก๊กฮวยจะได้รับความนิยมบริโภคแต่พบว่าระดับความรู้ของผู้บริโภคมีไม่มากนัก จึงควรพิจารณาให้สุขศึกษากับประชาชนให้มีความรู้ที่ถูกต้องและพ้นจากการบริโภคเก๊กฮวยในทางที่ผิด

การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคลูกจันทน์และการรับรู้ฤทธิ์ของประชาชนในเขตสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมิทราชินี นิคมลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สัดส่วนพฤติกรรมของประชาชนที่บริโภคลูกจันทน์ และศึกษาระดับความรู้ของประชาชนทั่วไปในเขตสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯนิคมลำตะคอง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) กลุ่มตัวอย่างเป็น ประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูล และอาศัยอยู่จริง ใช้การสุ่มอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 461 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามชนิดตอบเอง ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา Content validity โดยนำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงของเนื้อหาเลือกเฉพาะข้อที่มีค่า IOC มากกว่า 0.5 ความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (Relia-bility) จำนวน 30 ชุด ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนแบค (Cronbach’s alpha coefficient) ของระดับความรู้เท่ากับ 0.9 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติเชิงอนุมานใช้ไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามกลับ 450 คน คิดเป็น ร้อยละ 97.6 ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ร้อยละ 53.4 มีอายุเฉลี่ย 27.2 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 17,473.5 บาท มีผู้เคยใช้ลูกจันทน์ ร้อยละ 79.4 แตกต่างกันระหว่างชายและหญิง (p<0.01) โดยหญิงใช้ร้อยละ 83.6 มากกว่าชายใช้ร้อยละ 74.5 วัยผู้ใหญ่ใช้ใกล้เคียงกับเยาวชน (p>0.05) โดยผู้ใหญ่ใช้ร้อยละ 79.2 มากกว่าเยาวชนใช้ ร้อยละ 79.6 กลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาสูงใช้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษามัธยมศึกษาขึ้นไปใช้ร้อยละ 80.4 มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาประถมศึกษาและต่ำกว่าใช้ร้อยละ 75.3 กลุ่มตัวอย่างใช้ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 46.8 ใช้ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 46.2 แม้ลูกจันทน์จะได้รับความนิยมบริโภคแต่พบว่าระดับความรู้ของผู้บริโภคมีไม่มากนักจึงควรพิจารณาให้สุขศึกษากับประชาชนให้มีความรู้ที่ถูกต้องและพ้นจากการบริโภคลูกจันทน์ในทางที่ผิด

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยาของผู้ป่วยในโรงพยาบาลปากช่องนานา จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่อการติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยา ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลปากช่องนานา จังหวัดนครราชสีมา รูปแบบการศึกษา Case-control study กลุ่มศึกษาคือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยา จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุมที่ติดเชื้อ Escherichia coli ไม่ดื้อยา จำนวน 50 คน ใช้สถิติพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานได้แก่ ไคสแควร์ วิเคราะห์แบบตัวแปรเดี่ยว การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุโลจิสติก เพื่อใช้วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มศึกษาเป็นเพศหญิงร้อยละ60 มีอายุเฉลี่ย 63.4 ± 18.9 กลุ่มควบคุมเป็นเพศหญิงร้อยละ 56 มีอายุเฉลี่ย 63.6 ± 17.0 กลุ่มศึกษาครองเตียงเฉลี่ย 11.72 ± 10.2 วัน กลุ่มควบคุมครองเตียงเฉลี่ย 4.96 ± 3.6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพหุถดถอยโลจิสติกพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยา ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะมาก่อน (ORAdj = 5.33; 95%CI = 2.93 – 9.69) และการนอนโรงพยาบาลนาน 7 วันขึ้นไป (ORAdj = 2.92; 95%CI = 1.74 – 4.90) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยา มีหลายปัจจัย ควรมีแผนรองรับเพื่อควบคุมป้องกันการติดเชื้อ Escherichia coli ดื้อยา ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง