วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2565

สารบัญ ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2565
ความเสี่ยงของการเกิดอาการทางจิตจากการเสพสารเสพติด ในประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 1 ครั้ง

การใช้สารเสพติดทำให้เกิดภาระโรคหลายโรคทางร่างกายและจิตใจของผู้เสพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความเสี่ยงของการเกิดอาการทางจิตจากการเสพสารเสพติดชนิดต่าง ๆ เป็นการศึกษาแบบ case control study กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เสพยาเสพติดที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกยาเสพติด/คลินิกจิตเวชในโรงพยาบาลของรัฐอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอนแบบจำแนกชั้นภูมิสุ่มกระจุก จำนวน 2,000 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการสัมภาษณ์และสังเกตโดยผู้ช่วยวิจัยที่ได้รับการฝึกฝนร่วมกับนักวิจัยรวมทั้งการซักประวัติตรวจร่างกายจากบุคลากรทางการแพทย์ วิเคราะห์ทางสถิติด้วยไคสแควร์และสมการถดถอยโลจิสติกส์แบบพหุ กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 94 ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 24 ปี สถานภาพสมรสโสดร้อยละ 56 สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและต่ำกว่าร้อยละ 70 ไม่มีอาชีพร้อยละ 27 ปัจจัยที่ส่งผลต่ออาการทางจิตเวชประกอบด้วย 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ สถานภาพสมรส (โสด) และไม่มีอาชีพ (ว่างงาน ทำงานบ้าน ไม่มีรายได้) 2) ปัจจัยด้านตัวยาเสพติด ได้แก่ ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด) ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด) กัญชา เฮโรอีน สารระเหย ยาอี เคตามีน ยารักษาโรคผิดแบบแผน และเสพยาเสพติดร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ 3) ระยะเวลาที่ใช้ยาเสพติด (นานมากกว่า 10 ปี) และ 4) เสพยาเสพติดเป็นประจำ (เสพมากกว่า 20 วันใน 1 เดือน) และเสพยาเสพติดบ่อย ๆ (มากกว่าวันละครั้ง) ปัจจัยเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะมีอาการทางจิตเวชเพิ่มขึ้น 1-7 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัญหาการนอนของนักศึกษาที่ยังคงอาศัยอยู่ในหอพักในของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วงปิดเทอมในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาปัญหาการนอนและปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับปัญหาการนอนของนักศึกษาที่ยังคงอาศัยอยู่ในหอพักในของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วงปิดเทอมในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 จํานวน 120 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้กรอบเวลา (Time frame allocation) ในช่วงเดือน มิถุนายน 2563 แบบสอบถามชนิดตอบเอง โดยสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความชุก สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนสถิติเชิงวิเคราะห์ โดยใช้ Chi-square test, Odd ratio (OR), และ 95% Confidence interval กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 65 ส่วนใหญ่มีปัญหาเริ่มต้นนอนจนนอนหลับ และปัญหาพักผ่อนไม่เพียงพอ จำนวน 97 คน (ร้อยละ 80.8) รองลงมามีปัญหางีบหลับระหว่างวัน จำนวน 96 คน (ร้อยละ 80.8) และมีปัญหาตื่นกลางดึกแล้วนอนไม่หลับ โดยส่วนใหญ่ จำนวน 81 คน (ร้อยละ 67.5) ตามลำดับ เพศชายเป็นปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับปัญหาการเริ่มต้นนอนจนกระทั่งนอนหลับ (OR 2.5, 95% CI: 1.04 – 6.0) ปัญหาการงีบหลับระหว่างวัน (OR 3.98, 95% CI: 1.24 – 12.80) และปัญหาการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ (OR 3.11, 95% CI: 1.34 – 7.24) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า 0.05

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นหายจากโรคซึมเศร้าในผู้ป่วย โรคซึมเศร้า โรงพยาบาลตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นหายจากโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกที่โรงพยาบาลตระการพืชผลระหว่าง พ.ศ. 2562-2564 เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยยารักษาโรคซึมเศร้าและได้รับการติดตามผลการรักษาด้วยแบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 คำถาม เพื่อประเมินผลการรักษาซึ่งประกอบด้วยการหายทุเลา การเป็นซ้ำและการฟื้นหาย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ สถิติไคสแคว์ (Chi-square test) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งหมด 148 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.86 อายุเฉลี่ย 53.37±0.92 ปี มีสถานภาพสมรสร้อยละ 81.08 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 60.81 มีผู้ดูแลร้อยละ 77.03 ระยะเวลารักษาเฉลี่ย 14.74 ± 0.67 เดือน ผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า พบว่า ฟื้นหาย ร้อยละ 60.14 เป็นซ้ำ ร้อยละ 20.95 และไม่หายทุเลา) ร้อยละ 18.92 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการฟื้นหายจากโรคซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ได้แก่ อายุ สัมพันธภาพในครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน และประวัติการขาดนัด (p=0.01)

ประสิทธิผลการฝึกสติแบบสั้นตามกระบวนการสร้างเสริมพลังอำนาจ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยแบบกึ่งทดลอง 2 กลุ่มวัดซ้ำ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการฝึกสติแบบสั้นตามกระบวนการสร้างเสริมพลังอำนาจของกิบสันสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติการทดสอบไคสแควร์ การทดสอบค่าที การทดสอบแมน - วิทนีย์ ยู และการทดสอบเครื่องหมายของวิลค็อกซัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หลังเข้าร่วมโครงการวิจัยสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการวิจัยและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.01) ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในเลือด และค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดที่เจาะจากปลายนิ้ว หลังเข้าร่วมโครงการวิจัยต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการวิจัย และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <.05 และ <.01 ตามลำดับ) ดังนั้น โปรแกรมการฝึกสติแบบสั้นตามกระบวนการสร้างเสริมพลังอำนาจของกิบสันมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังใส่ฟันเทียมพระราชทานของประชาชนอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพ ช่องปากหลังใส่ฟันเทียมพระราชทานต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก ปัญหาสุขภาพช่องปาก และผลกระทบสุขภาพช่องปากของประชาชน อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 70 คน กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมจะได้รับทันตสุขศึกษาในระบบปกติ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและผลตรวจสุขภาพช่องปาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Pearson chi-square test, McNemar's chi-square test, Wilcoxon signed-rank test และ Wilcoxon rank-sum test ผลการศึกษา พบว่า หลังทดลองกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ปัญหาฟันเทียม ปัญหาการมีคราบจุลินทรีย์ การเกิดโรคเหงือกอักเสบ โรคเยื่อหุ้มฟันอักเสบ และโรคฟันผุ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) มีผลกระทบสุขภาพช่องปากลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากหลังใส่ฟันเทียมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ดังนั้นคลินิกทันตกรรมในโรงพยาบาลควรนำโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากไปใช้เพื่อลดผลกระทบสุขภาพช่องปากหลังการใส่ฟันเทียม รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วยหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วยหน่วยบริการปฐมภูมิจังหวัดขอนแก่น ดำเนินการระหว่าง มกราคม - ธันวาคม 2564 มีการพัฒนา 6 ขั้นตอน คือ 1) รวบรวมความต้องการและวิเคราะห์ปัญหา 2) ออกแบบระบบ 3) ทดสอบต้นแบบเบื้องต้น 4) วิเคราะห์ความต้องการเพิ่มเติม 5) นำต้นแบบพร้อมใช้งานไปปรับใช้จริง 6) บำรุงรักษา โดยนำระบบไปทดสอบใน รพ.สต. 17 แห่ง มีการปรับปรุงเพิ่มเติมและนำไปใช้จริงใน รพ.สต. 248 แห่ง จากนั้นสุ่มประเมินความพึงพอใจกลุ่มตัวอย่าง 124 คน หลังจากการใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วย สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย สถิติ t-test ผลการศึกษา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่งต่อผู้ป่วยหน่วยบริการปฐมภูมิมีลักษณะเป็นเว็บแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมกับ Server ที่บรรจุข้อมูลการส่งต่อผู้ป่วย ข้อมูลการส่งต่อมีโครงสร้างตามรูปแบบ 43 แฟ้มมาตรฐาน มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการส่งต่อจำนวน 10 แฟ้ม การบันทึกข้อมูลการส่งต่อผู้ป่วยโดยบันทึกผ่านโปรแกรมระบบข้อมูลสุขภาพ (HIS) การส่งข้อมูลจาก รพ.สต. ไปยัง Server สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น โดยการ Replication เมื่อประมวลผลแล้ว แสดงข้อมูลผ่านเว็บแอพพลิเคชั่นไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย ข้อมูลการส่งต่อสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วแบบ Real Time รูปแบบการแสดงผลเป็นแบบ Responsive และแสดงผลข้อมูลสำคัญในการส่งต่อ ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคลโดยการ Login ด้วย Username และ Password การประเมินความพึงพอใจหลังจากใช้งานพบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ระดับสูง เปรียบเทียบความพึงพอใจผู้ใช้งานใน รพ.สต. รูปแบบ PCU และ รพ.สต. รูปแบบ NPCU พบว่า ความพึงพอใจโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.120)

การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและการจัดการความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน อำเภอเมืองสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปบบการเฝ้าระวังและการจัดการความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนแบบ Sensor Model อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาในกลุ่มคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน 150 คน และประชาชนกลุ่มที่เคยได้รับอุบัติเหตุ จำนวน 271 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกการเกิดอุบัติเหตุ แบบสอบถาม แนวทางสัมภาษณ์เชิงลึก รวมทั้งแบบคัดลอกข้อมูลจากระบบฐานข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่สร้างขึ้นส่งผลให้สามารถลดอัตราตายจาก 1.48 ต่อแสนประชากร เป็น 0 ต่อแสนประชากร อัตราการบาดเจ็บลดลงอย่างชัดเจน และประชาชนในพื้นที่มีความพึงพอใจในระดับมากขึ้นหลังการทดลองใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.0001) ดังนั้น รูปแบบ Sensor Model จัดเป็นแนวทางการดำเนินงานเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน ควรนำไปขยายผลให้กับอำเภออื่น ๆ ได้

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับสติปัญญาของเด็กในจังหวัดสกลนคร
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

งานวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญาของเด็กในจังหวัดสกลนคร จำนวน 352 คน ระหว่างเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเด็ก ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.7 อายุ 7 ปี ร้อยละ 88.6 น้ำหนักแรกเกิดมากว่า 2,500 กรัมขึ้นไป ร้อยละ 83.8 ผลการตรวจส้นเท้าเด็กปกติ ร้อยละ 69.9 พัฒนาการสมวัย ร้อยละ 96.9 ระดับสติปัญญาต่ำกว่า 100 ร้อยละ 61.9 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญาของเด็กในจังหวัดสกลนคร ได้แก่ ปัจจัยด้านทัศนคติของผู้ปกครอง การปฏิบัติตัวของผู้ปกครอง และการปฏิบัติตัวของเด็ก มีความสัมพันธ์ต่อระดับระดับสติปัญญาของเด็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=0.008, rs=0.141; p-value=0.017, rs=0.127; p-value=0.035, rs=0.013 ตามลำดับ)