วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เมษายน – มิถุนายน 2556

สารบัญ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เมษายน – มิถุนายน 2556
พฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน : ข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ การพัฒนาระบบบริการเบาหวานในอำเภอห้วยแถลง
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการลดระดับน้ำตาลในเลือดประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่อำเภอห้วยแถลงในปี พ.ศ. 2553 ทั้งหมดจำนวน 1,922 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ในเดือนมกราคม ถึงต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2554 โรงพยาบาลห้วยแถลง โดยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ขนาดกลุ่มตัวอย่าง คำนวณโดยใช้โปรแกรมWin pepi ได้ 333 คนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการลดระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลสัดส่วนจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้สมุนไพร ลักษณะการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้ค่าสถิติความถี่ ร้อยละ การเปรียบเทียบการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างกลุ่มที่ใช้สมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบัน และกลุ่มที่ใช้เฉพาะยาแผนปัจจุบัน โดยใช้ สถิติ Chi – square test ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีการใช้สมุนไพรคิดเป็นร้อยละ 40.5 ของกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาที่ใช้สมุนไพรโดยส่วนมาก คือ 3 เดือนก่อน สอบถามและทั้งสองกลุ่มผู้ใช้และผู้ไม่ใช้สมุนไพรมีการควบคุมระดับนํ้าตาลได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติโดยใช้ Chi-square test ส่วนชนิดของสมุนไพรที่มีการใช้เพื่อควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดของผู้ป่วย ที่อำเภอ ห้วยแถลง คือ น้ำใบย่านาง ร้อยละ 17.5 สมุนไพรครอบฟันสีต้ม ร้อยละ 1.9 ว่านเอก ร้อยละ 1.6 มะรุมร้อยละ 18.6 และอื่นๆ ร้อยละ 10.4 ซึ่งได้แก่ ขมิ้นชัน ใบมะยม ดอกคำฝอย ฟ้าทะลายโจร ใบเตย รางจืด เห็ดหลินจือ รากเตย ใบเตย ต้นบอระเพ็ด ว่านชักมดลูกหัวสามสิบ รากต้นจ้ำ ตะไคร้ แปะตำลึง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการใช้สมุนไพรที่เตรียมเอง และส่วนใหญ่ได้รับการแนะนำการใช้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เปรียบเทียบประสิทธิผลของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มที่ใช้สมุนไพรร่วมกับ ยาแผนปัจจุบัน และกลุ่มที่ใช้เฉพาะยาแผนปัจจุบันไม่แตกต่างกัน ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการระบบบริการปฐมภูมิที่สามารถนำไปใช้คือ หากจะมีการแนะนำให้มี การใช้สมุนไพรมากขึ้นคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นแนวทางที่สำคัญ และการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นการรักษาร่วมกับการรักษาด้วยยานั้นเป็นการแพทย์ทางเลือกที่ประชาชนสามารถเตรียมเองทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ หากแต่ต้องให้ได้ข้อมูลทางการแพทย์ที่แสดงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของสมุนไพรในเชิงประจักษ์ จึงต้องมีการศึกษาวิจัยมากกว่านี้ ซึ่งรวมถึง การศึกษาวิจัยในอนาคตที่ควรจะมีการติดตามตัวชี้วัดทางคลินิกอื่น เช่น ค่าความดันโลหิตนํ้าหนักตัวหรือดัชนีมวลกายร่วมด้วยในกลุ่มประชากรเหล่านี้เพื่อศึกษาถึงผลทางคลินิกด้านอื่นๆ ของสมุนไพร

การใช้เถาวัลย์เปรียงในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าโรงพยาบาลชุมชน
  ดาวน์โหลดแล้ว 3 ครั้ง

การใช้เถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการปวดจากข้อเข่าอักเสบในรพ.ชุมชน มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการศึกษาทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผลจะเป็นการยืนยันและสนับสนุนการใช้ยาตำรับนี้ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบประสิทธิผล ความปลอดภัย และผลข้างเคียงของเถาวัลย์เปรียง วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาไปข้างหน้าในกลุ่มตัวอย่าง 178 คน สุ่มใช้สมุนไพรเถาวัลย์เปรียง ขนาด 500 mg เทียบกับ Ibuprofen ขนาด 400 mg นาน 7 วัน ประเมินผลการรักษา 3 วัน และ 8 วันด้วยVAS ดูผลข้างเคียงของการรักษา การเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา ผลเคมีในเลือดและความพึงพอใจต่อการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และ non-parametric test ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอาการและความรุนแรงของอาการปวดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้ Ibuprofen พบ ร้อยละ 39.77 และร้อยละ 35.55 ในกลุ่มเถาวัลย์เปรียง หลังการรักษาทั้งสองกลุ่มไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาและเคมีในเลือด ความพึงพอใจของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการใช้สารระเหยในชุมชนจังหวัดขอนแก่น
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ปัจจุบันปัญหาการเสพสารเสพติด เป็นปัญหาที่มีผลกระทบอย่างมาก ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง การแพทย์และสาธารณสุข ปัญหาสารเสพติดได้เพิ่มขึ้นทั้งขนาด ความรุนแรง และลุกลามเข้าสู่ชุมชน ปัญหาการใช้สารระเหย ในประเทศไทยก็เป็นปัญหาสำคัญ และมีฐานของผู้ใช้จำนวนมากอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สารระเหยเป็นสารเสพติดที่มีจำหน่ายทั่วไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถึงแม้รัฐบาลจะมีพระราชกำหนดเป็นกฎหมายควบคุมการจำหน่าย สารระเหย แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก รวมถึงการเฝ้าระวังทั้งในผู้เสพและผู้จำหน่ายก็ยากเช่นกัน ถึงจะหามาตรการป้องกันแก้ไขการเสพสารระเหยอย่างไรก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical study) โดยวิธี Case-Control Study เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการใช้สารระเหยในชุมชนจังหวัดขอนแก่นโดย กลุ่มศึกษา ได้แก่ ผู้ที่เสพสารระเหย มารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดจังหวัดขอนแก่น หรือเข้าร่วมโครงการกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดขอนแก่นจำนวน 59 คน กลุ่มควบคุมได้แก่ ผู้ที่ไม่เสพสารระเหย ที่อาศัยในชุมชนเดียวกันกับกลุ่มศึกษาเป็นเพศเดียวกัน และมีอายุใกล้เคียงกัน (+ 3 ปี) จำนวน 236 คน ใช้สถิติ ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเสพสารระเหย โดยคำนวณหาค่า Odds Ratio , 95% confidence interval , Chi-Square และ Multiple Logistic Regression การศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารระเหย เมื่อควบคุมอิทธิพลของปัจจัยกวน โดย ใช้ Multiple logistic regression แบบวิธีผลลัพธ์ไปข้างหน้า (forward solution) มีดังนี้สถานภาพสมรสของบิดามารดา (AOR = 2.32 , 95%CI = 1.085 – 4.954, P-value =0.030),การใช้สารเสพติดของคนในครอบครัว (AOR = 4.01, 95%CI = 10.704 – 9.431, P-value =0.001), รายได้ไม่เพียงพอ (AOR = 2.95, 95%CI = 1.426 – 6.093, P-value =0.004), พฤติกรรมการใช้สารเสพติดของเพื่อน (AOR = 9.01, 95%CI = 1.161 – 69.886, P-value =0.035) ปัญหาสุขภาพจิต (AOR = 6.74, 95%CI = 2.95 – 15.40, P-value =0.001) และการศึกษาความเสี่ยงของพฤติกรรมการเสพสารระเหยในกลุ่มศึกษาโดยใช้แบบคัดกรอง (ปรับปรุงจาก WHO-ASSIST 3.0) พบผู้ใช้สารระเหยมีความเสี่ยงสูง คิดเป็นร้อยละ 61.0 ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้เสพสารระเหยมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต และสังคม ทั้งต่อผู้ เสพสารระเหยและผู้อื่น ถ้ายังใช้สารระเหยในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้นการแก้ปัญหาสารระเหยควรได้รับการแก้ไขควบคู่ไปกับ ยาเสพติดทั้งระบบ และพิจารณาในการป้องกัน การบำบัดและการปราบปราม รวมถึงการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อการเสพสารระเหยมีอยู่ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน

ประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่มีผลต่อการคงอยู่ของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน กระทรวงสาธารณสุข
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและความก้าวหน้าของวิชาชีพต่อการคงอยู่ของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นแพทย์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 832 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับมาตรการด้านการเงินของแพทย์ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยมัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ Chi-square ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเรื่องมาตรการปรับอัตราค่าตอบแทนการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้กับแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนและปัจจัยเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนที่สามารถก้าวหน้าได้ถึง ระดับเชี่ยวชาญ มีผลต่อความคงอยู่ของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ 0.05 สำหรับความ พึงพอใจต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งนายแพทย์ระดับเชี่ยวชาญ ทั้งในกลุ่มแพทย์ที่ไม่แผนการย้ายออกและกลุ่มที่มี แผนย้ายออก อยู่ในระดับที่สูงสุด ร้อยละ 70.95 และ 70.87 ตามลำดับ

ปัจจัยและความสัมพันธ์ต่อระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี: การศึกษาแบบภาคตัดขวา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยและความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ต่อระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในเขตพื้นที่ตำบลหนองม่วง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี โดยศึกษาแบบภาคตัดขวาง ในประชากรที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ติดตามข้อมูลตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2553 โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลที่สร้างขึ้นเพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางด้านการรักษาที่มีผลต่อระดับความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ กับค่าความดันโลหิตโดยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจำนวนทั้งสิ้น 584 คน มีอายุเฉลี่ย 64.83 ปี ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 21.66 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ย 81.66 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยความถี่ในการนัดหมายมีความสัมพันธ์กับค่าความดันโลหิตบนในทางลบ (r=0.462) มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ p=0.0 จำนวนชนิดของยาที่ใช้ในการรักษามีความสัมพันธ์กับค่าความดันโลหิตบนในทางบวก (r=0.381) มีระดับนัยสำคัญทางสถิติ p<0.01 โดยความถี่ของการนัดหมาย จำนวนชนิดของยาที่ใช้ในการรักษา และอายุเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความดันโลหิต

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตายในอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตายของผู้ที่พยายาม ฆ่าตัวตายที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลกงไกรลาศ อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยในจำนวน 23 คน รวบรวมข้อมูลจากแบบรายงาน 506 DS เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและตรวจสอบข้อมูลโดยเทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุปัจจัยของการพยายามฆ่าตัวตายในอำเภอกงไกรลาศ เกิดจาก สภาพร่างกายที่มีโรคประจำตัว ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำ รู้สึกเป็นภาระ สภาพจิตใจเก็บกดปัญหาเรื่องทุกข์ใจไว้กับตัวเอง เกิดความเครียด อารมณ์รุนแรง ชั่ววูบ สภาพครอบครัวและสังคมที่พบว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่มีที่พึ่งพาปรึกษา ด้านเศรษฐกิจพบว่ามีหนี้สิน ขาดที่พึ่งทางการเงิน ด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีทางออก ขาดแหล่งข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลตนเอง มีความผูกพันทางชุมชนน้อย และพบว่าเพศหญิงที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น เป็นนักเรียนนักศึกษา มีการพยายามฆ่าตัวตายเพื่อประชด วิธีการฆ่าตัวตายพบว่าจะใช้สิ่งที่หาได้ใกล้ตัวที่สุดคือการกินสารเคมี ยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดในครัวเรือนหรือซื้อมาจากร้านขายยา และยังพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการฆ่าตัวตาย ในอำเภอ กงไกรลาศ ได้แก่ สภาพร่างกายที่มีโรคประจำตัว สภาพจิตใจที่เครียดเก็บกด ปัญหาเครียด และเกิดอารมณ์ ชั่ววูบ สภาพครอบครัวและสังคม ที่แตกแยกต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สภาพเศรษฐกิจที่มีหนี้สิน ขาดที่พึ่ง ทางการเงิน และสภาพวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีทางออก ขาดแหล่งข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลตนเอง

ความเชื่อมั่นในตนเองต่อสมรรถนะด้านการรักษาพยาบาล ของพยาบาลวิชาชีพในหน่วยบริการปฐมภูมิ: กรณีศึกษาจังหวัดลพบุรี
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

พยาบาลวิชาชีพเป็นเจ้าหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการหน่วยบริการปฐมภูมิ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการ ปฏิรูประบบสุขภาพ ภาระหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการให้บริการปฐมภูมิ คือ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค และการพื้นฟูสุขภาพ โดยเฉพาะการตรวจรักษาโรคถือว่าเป็นภารกิจสำคัญของพยาบาลวิชาชีพที่ต้องให้การรักษาพยาบาลในเบื้องต้นแทนแพทย์ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ไม่มั่นใจในการรักษา เช่น การปรับเปลี่ยนขนาดยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ปฏิกิริยาระหว่างยา เป็นต้น จุดมุ่งหมายในการศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองต่อสมรรถนะด้านการรักษาพยาบาล ของพยาบาลวิชาชีพ ในการตรวจรักษาโรคเบื้องต้นในหน่วย บริการปฐมภูมิ การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) ซึ่งศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตจังหวัดลพบุรี จำนวน 95 ราย โดยผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปถึงกลุ่มตัวอย่างทางไปรษณีย์ ผลการศึกษาพบว่าสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตจังหวัดลพบุรีพบว่า สมรรถนะด้านความรู้โดยรวมอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อจำแนกรายข้อแล้วยังพบว่ามีสมรรถนะสูงหมดทุกข้อ และยังพบว่าสมรรถนะด้านทักษะอยู่ในเกณฑ์สูงเช่นกันทั้งรายข้อและในภาพรวม นอกจากนี้ยังพบว่าสมรรถนะด้านบุคลิกภาพในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อจำแนกรายข้อพบว่าส่วนใหญ่มีสมรรถนะในระดับสูงเหมือนกับสมรรถนะสองด้านที่กล่าวมา

ระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติดให้โทษ
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสารสนเทศที่จำเป็นในการเฝ้าระวังวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติดให้โทษ และพัฒนาระบบ สารสนเทศในการเฝ้าระวัง เก็บข้อมูล โดยสนทนากลุ่ม (Focus group) ผู้รับผิดชอบงาน จำนวน 10 คน วิเคราะห์และสร้างบทสรุป และพัฒนาระบบสารสนเทศ จากนั้นเก็บข้อมูลการสะท้อนปัญหาในการใช้งานโดยสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างจำนวน 8 คน ระยะเวลาดำเนินการ กรกฎาคม - กันยายน 2555 ผลการวิจัยพบว่า วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติดให้โทษ ที่สำคัญที่พบและใช้บ่อย มี 6 รายการได้แก่ ยา Katamine ชนิดฉีด ยา Ephedrine ชนิดฉีด Diazepam ชนิดฉีด Diazepam 2 mg ชนิดเม็ด Diazepam 5 mg ชนิดเม็ด Lora Diazepam 2 mg ชนิดเม็ด ยาเสพติดให้โทษมี 4 รายการ Pethidine ชนิดฉีด Morphine ชนิดฉีด Fentanyl ชนิดฉีด Morphine MST 10 mg ชนิดเม็ด รายการข้อมูลที่สำคัญในการเฝ้าระวัง ได้แก่ รายชื่อร้าน/ คลินิก/ รพ.(รหัส) รายการยา (รหัส) จำนวนรับเข้ามา (ซื้อ) วันเดือนปีที่รับเข้ามา เอกสารอ้างอิง -Lot number วันเดือนปี ที่หมดอายุ ชนิด/ ประเภท ปริมาณที่รับมา วันเดือนปีที่จ่าย จำนวนที่จ่าย (ขาย) รายละเอียด ผู้รับ/ผู้ซื้อ/ผู้รับบริการ การกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ ในการเฝ้าระวัง ควบคุมกำกับ ได้แก่ จำนวนจ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง จำนวนจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน จำนวนจ่ายสูงสุดต่อครั้ง จำนวนจ่ายต่ำสุด ต่อครั้ง สัดส่วนการ จ่าย/รับ ร้อยละของการกระทำผิด พรบ.ของร้านค้าของชำ ด้านการ พัฒนาระบบสารสนเทศ ใช้แนวทางบริหารข้อมูลข่าวสาร โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ง่าย รูปแบบฐานข้อมูลลักษณะ Web-base การทดสอบระบบการเฝ้าระวังฯ พบว่า มีความเหมาะสมสะดวก ใช้งานง่าย การบันทึกและปรับปรุงแก้ไขข้อมูลได้ง่าย ด้านเนื้อหา มีประโยชน์ในการติดตามวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและยาเสพติดให้โทษ

ต้นทุนการให้บริการสุขภาพในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า: เครือข่ายบริการ โรงพยาบาลภูกระดึง ปี 2551
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2545 และสนับสนุนงบประมาณแบบเหมาจ่ายต่อประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี การวิเคราะห์ต้นทุนการให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพของหน่วยบริการ เครือข่ายโรงพยาบาลภูกระดึงปี 2551 เป็นข้อมูลสำคัญในการฉายภาพสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณที่ควรจะเป็นเพื่อจัดบริการให้ประชาชนอย่างทั่วถึงมีคุณภาพ ซึ่งใช้วิธีการประยุกต์การวิเคราะห์และกระจายต้นทุนทางตรง ข้อค้นพบสำคัญคือ ต้นทุนของรวมเท่ากับ 2,113.59 บาท ต่อประชากร ต่ำกว่าที่ได้รับจัดสรรจาก สปสช.ร้อยละ 3.7 โดยมีต้นทุนผู้ป่วยใน 848.95 บาท (ร้อยละ 40.17) ต้นทุนผู้ป่วยนอก 669.66 บาท (ร้อยละ 31.68) และต้นทุนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 594.98 บาท (ร้อยละ 28.15) สัดส่วนต้นทุนผู้ป่วยใน คิดเป็น 2 ใน 3 ของต้นทุนรวม และต้นทุนผู้ป่วยในต่อ 1 น้ำหนักสัมพัทธ์สูงกว่าที่ได้รับจัดสรรจาก สปสช. เนื่องจากเป็นการรักษาโรคที่ไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในส่วนใหญ่เป็นค่ายาและเวชภัณฑ์ จึงควรมีการนำข้อมูลเหล่านี้ ไปทบทวนสัดส่วนการจัดสรรงบเหมาจ่ายต่อประชากรให้กับหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ บริหารจัดการเชิงรุกเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพิจารณาความเหมาะสมในการรับเป็นผู้ป่วยใน เพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลเพื่อลดค่าใช้จ่ายการส่งต่อ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร กำหนดสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อบรรเทาภาระของหน่วยบริการที่รับภาระดังกล่าวด้วยตนเอง