วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2564
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 396 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถามออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน Google form วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 16.78 ปี (S.D. = 1.025) กลุ่มตัวอย่างใช้โทรศัพท์มือถือเข้าสื่อสังคมออนไลน์ 3 อันดับแรก คือ Facebook, Instagram และ Youtube ส่วนใหญ่เข้าใช้งานมากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้านความบันเทิงมากที่สุด ผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์เชิงบวก ได้แก่ การทำให้รู้สึกผ่อนคลายลดความเครียด ช่วยค้นหาข้อมูลประกอบการเรียน ในขณะที่ผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เชิงลบ ได้แก่ ทำให้รู้สึกล้าสายตา ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณ คอ ไหล่ ปวดข้อมือ นิ้วล็อคเมื่อใช้เป็นเวลานาน สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พบว่า พฤติกรรมมีความสัมพันธ์กับผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.764, p<0.01)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานป้องกันและควบคุมวัณโรค ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 4 ระยะ ดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2560-2563 โดยการสร้างรูปแบบเพื่อเป็นต้นฉบับ แล้วนำไปใช้กับสภาพจริงในพื้นที่ 10 อำเภอ จังหวัดสุพรรณบุรี ทำการประเมินความพึงพอใจก่อนและหลังการใช้รูปแบบจากผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและควบคุมวัณโรค 173 คน และสุ่มตัวอย่างผู้ป่วยวัณโรค 120 คน และกลุ่มเสี่ยงวัณโรคที่ได้รับการคัดกรองเชิงรุก 346 คน ในอำเภอสองพี่น้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดำเนินงานป้องกันและควบคุมวัณโรคที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม หลังการใช้รูปแบบ พบว่า 1) อัตราการเปลี่ยนของเสมหะของผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่และกลับเป็นซ้ำลดลงจาก 72.3 เป็น 69.4 ต่อแสนประชากร 2) อัตราความสำเร็จการรักษาผู้ป่วย วัณโรครายใหม่ และกลับเป็นซ้ำลดลงจาก 85.4 เป็น 82.7 ต่อแสนประชากร 3) ความครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ และกลับเป็นซ้ำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.7 เป็น 66.4 4) ความครอบคลุมการคัดกรองในประชาชนกลุ่มเสี่ยงด้วยการเอกซเรย์ปอดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.4 เป็น 76.0 และ 5) ความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงวัณโรค พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนแห่งหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 212 คน จากการสุ่มอย่างมีระบบ (Systematic random sampling) จากทะเบียนผู้รับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพื้นที่ตัวอย่างเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (AUDIT) ที่มี 4 ระดับ ได้แก่ 1) พฤติกรรมดื่มแบบเสี่ยงต่ำ 2) ดื่มแบบเสี่ยง 3) ดื่มแบบอันตราย และ 4) ดื่มแบบติด วิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดจำนวน 212 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 91.98 อายุเฉลี่ย 51.44 ปี สถานภาพคู่ มากที่สุด ร้อยละ 69.81 ระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา มากที่สุด ร้อยละ 53.30 ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 50.47 มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท มากที่สุดร้อยละ 84.43 สมาชิกในครอบครัวไม่ได้เป็นผู้มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 66.50 พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ย 12.89 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.72 พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เป็นผู้ดื่มแบบเสี่ยง ร้อยละ 49.53 รองลงมาคือ เป็นผู้ดื่มแบบเสี่ยงต่ำ ร้อยละ 23.58 เป็นผู้ดื่มแบบติดร้อยละ 14.15 และเป็นผู้ดื่มแบบอันตรายร้อยละ 12.74 ตามลำดับ และพบว่า เพศ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งต่อผู้ดื่มและผู้อื่น ควรได้รับการดูแลแก้ไขปัญหา และควรศึกษาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ดื่มที่มีต่อผู้อื่น ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน รวม 66 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน สิ่งแทรกแซงเป็นโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ สาธิต และเยี่ยมบ้าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ t-test ผลการวิจัย ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการจัดการตนเองนี้ สามารถนำไปใช้ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นทำให้สามารถลดความเสี่ยง จากการเจ็บป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงได้ต่อไป
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Cross-sectional descriptive design) เพื่อศึกษาระดับความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของประชาชนในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท จำนวน 608 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม ได้แก่ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงเท่ากับเพศชายร้อยละ 50 (n = 304 คน) ส่วนใหญ่มีระดับความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 63.3 (n= 385 คน) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 84.70 (n = 515 คน) เพศ อาชีพ รายได้และระดับความรู้การใช้ยามีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 - .001 (p≤ 0.001-.04)
พระสงฆ์เป็นกลุ่มประชากรที่พบว่า มีปัญหาการใช้ยา ขณะที่วิธีการส่งเสริมการใช้ยาอย่างถูกต้องในพระสงฆ์ยังมีอยู่อย่างจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการใช้ยาต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาของพระสงฆ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา จำนวน 52 รูป เลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการใช้ยาเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ประกอบด้วยการบรรยาย กิจกรรมกลุ่มการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการฝึกคิด ทำการวัดผลการศึกษาก่อนและหลังการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ 1 และ 10 สัปดาห์ โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Paired t-test และ Repeated measure ANOVA ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งในสัปดาห์ที่ 1 และ 10 (p<0.05) สรุปได้ว่าโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการใช้ยานี้เป็นโปรแกรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาได้
ยาเสพติดที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบมากมาย ต่อร่างกายของผู้เสพ ต่อครอบครัว และสังคม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง มุ่งเน้นลักษณะทางประชากรและพฤติกรรมการเสพยาเสพติด และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการทางจิตเวช ในการศึกษานี้ ศึกษาในผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการทางจิต และเข้ารับการบำบัดในสถานบริการของรัฐทั่วประเทศ ดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบจำแนกชั้นภูมิ สุ่มกระจุก ได้ผู้ที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการกลุ่มเป้าหมาย 1,035 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างร่วมกับการสังเกต และประวัติการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า เพศ สถานภาพการสมรส และการศึกษา ระหว่างผู้เสพเมทแอมเฟตามีน กับผู้เสพยาเสพติดชนิดอื่น ๆ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มของผู้เสพเมทแอมเฟตามีนพบว่า อาการหงุดหงิด ก้าวร้าว ประสาทหลอน ซึมเศร้า และสับสน แตกต่างจากผู้เสพยาเสพติด ชนิดอื่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อสมรรถนะทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือทดลอง ได้แก่ คู่มือการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง 2) เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินสมรรถนะทางการพยาบาล และใบงานการสะท้อนคิดการปฏิบัติ (Reflective practice) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะทางการพยาบาลสำหรับนักศึกษาของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการสะท้อนคิด พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประเมินสภาพ ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลแบบองค์รวม การวิเคราะห์ปัญหาเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการทำงานเป็นทีม