วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสาร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2566
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการบำบัดโดยการใช้สติเป็นฐานร่วมกับการกำกับตนเองของผู้ป่วยบำบัดสุรา อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม มี 2 ระยะ ดำเนินการระหว่าง มกราคม 2563 - มิถุนายน 2564 คือ 1) ระยะพัฒนาแนวทางการบำบัดโดยการใช้สติเป็นฐานและการกำกับตนเอง และ 2) ระยะศึกษาผลการใช้แนวทางการบำบัดโดยการใช้สติเป็นฐานและการกำกับตนเองของผู้ป่วยบำบัดสุรา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่บำบัดสุรา จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบคัดกรองปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ แบบประเมินความเครียด และภาวะซึมเศร้า การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มและการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา, McNemar-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า หลังดำเนินการมีผู้ดื่มแบบปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 66.67 และดื่มแบบเสี่ยงลดลงเหลือ ร้อยละ 33.33 และในเดือนที่ 1, 6 และ 12 มีผู้ที่ลดการดื่มลงเหลือ ร้อยละ 66.67, 25 และ 25 ตามลำดับ และที่สำคัญพบว่า มีผู้ที่หยุดดื่มสุราได้เลย ร้อยละ 25 ในเดือนที่ 1 และร้อยละ 75 ในเดือนที่ 6 และเดือนที่ 12 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.042)
การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อสำรวจความชุกของผู้ที่ดื่มสุรา และประเมินผลกระทบจากการดื่มสุราของทั้งผู้ดื่มสุราและบุคคลอื่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่อาศัยในชุมชน โดยเป็นพื้นที่ในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 1,520 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแต่กต่างในการได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราแยกเพศด้วย Chi Square ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 56.2 อายุเฉลี่ยประมาณ 38.7 ปี (SD=15.2) มีความชุกของการเคยดื่มสุราร้อยละ 62.4 อายุในการดื่มสุราครั้งแรกเฉลี่ย 18.7 ปี โดยผู้ที่เคยดื่มสุราครั้งอายุต่ำสุด 10 ปี สุงสุด 45 ปี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการดื่มสุรา 1-2 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 27.8 และมีการดื่มสุราทุกวันร้อยละ 10.3 การประเมินผลกระทบจากผู้ที่ดื่มสุราแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ผลกระทบด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านทรัพย์สิน โดยพบว่าผลกระทบด้านร่างกาย ที่พบมากที่สุด คือ มีการทะเลาะวิวาท ร้อยละ 34.6 ผู้ชายได้รับผลกระทบมากกว่าผู้หญิง (P-value<0.05) ได้แก่ ถูกตีทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท เกิดอุบัติเหตุจราจร โดยสารรถที่ผู้ขับดื่มสุรา แต่การถูกกดขี่ทางเพศผู้หญิงได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชาย ผลกระทบด้านจิตใจที่พบมากที่สุด คือ การถูกรบกวนทำให้รู้สึกรำคาญ ร้อยละ 37.2 ผลกระทบที่ผู้ชายได้รับมากกว่าผู้หญิง (P-value<0.05) ได้แก่ พูดจาหยาบคายใส่ รบกวนทำให้รู้สึกรำคาญ ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ มีปัญหากับเพื่อนหรือเพื่อนบ้าน ผลกระทบด้านทรัพย์สินที่พบมากที่สุด คือ การมีหนี้สิน ร้อยละ 22.8 ส่วนใหญ่ผู้ชายได้รับผลกระทบด้านทรัพย์สินมากกว่าผู้หญิง แต่ผลที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.05) คือ ผู้ดื่มสุราใช้เงินและของมีค่าของกลุ่มตัวอย่าง การใช้บริการความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่คือ การแจ้งตำรวจ การดื่มสุราเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ดื่ม ญาติ และชุมชน จึงควรมีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของการดื่มสุรา เพื่อให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงมหันตภัยของการดื่มสุราส่งผลต่อการลด ละ เลิกดื่มสุราต่อไป
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการป้องกันวัณโรคในชุมชน สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในตำบลนาหนาด อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 30 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องวัณโรคและคู่มือความรู้เรื่องวัณโรคปอดและการป้องกัน ทำการศึกษา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ และ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 90 อายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 73.33 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 86.67 ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่าคะแนนความรู้ ด้านการป้องกันวัณโรคในชุมชนก่อนและหลังทดลองพบว่าค่าคะแนนหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.01)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของระบบบริการแพทย์ทางไกลที่ใช้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในช่วงการระบาดและหลังการระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโป่งเปือย อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 50 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบคัดลอกข้อมูลและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.1 อายุเฉลี่ย 62.53 ปี (S.D.= 11.223) น้ำหนักเฉลี่ย 62.15 กิโลกรัม (S.D.= 11.165) ผลการประเมินประสิทธิผลของระบบบริการแพทย์ทางไกลในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการระบาดและหลังการระบาดของโควิด-19 โดยเปรียบเทียบค่า HbA1c, GFR, LDL, HDL, Tr, Cho, Cr พบว่า หลังการทดลอง ผลการตรวจสุขภาพทางห้องปฏิบัติการดีกว่าก่อนทดลองทุกตัวชี้วัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.0001) ทั้งนี้ผู้ป่วยพอใจระบบบริการแพทย์ทางไกลมาก
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1-4 ที่กำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีการศึกษา 2564 จำนวน 250 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 อยู่ในระดับดี ร้อยละ 74.4 เพศ อายุ รายได้ และโรคประจำตัวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ความรู้ การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ปัญหาและอุปสรรค และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเฝ้าระวัง ควบคุม ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและการจัดบริการช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น มีขั้นตอนดำเนินการ 3 ขั้นตอน 1. จัดกระบวนการ Appreciation Influence Control (AIC) กำหนดแผนงานการแก้ไขปัญหา มีกลุ่มตัวอย่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกิจกรรม 21 คน 2. จัดกิจกรรม เฝ้าระวัง ควบคุมความเสี่ยงและจัดช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองตามแผนงานที่ชุมชนกำหนด ระยะเวลา 6 เดือน มีกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกิจกรรม 223 คน 3. ประเมินผลการดำเนินงาน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามก่อนและหลังดำเนินการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ใช้สถิติ Paired t-test ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 62.85 ปี ( x ̅ =62.85, S.D.=11.89) การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 44.84 หลังดำเนินการมีความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองระดับสูง คะแนนเฉลี่ย 13.57 (x ̅ =13.57, S.D.=2.33) มีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมการออกกำลังกาย บริโภคอาหาร ควบคุมความเครียด การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตสูง โดยรวมอยู่ในระดับสูง คะแนนเฉลี่ย 3.75 (x ̅ =3.75 , S.D.=0.22) มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการจัดช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองระดับตำบล กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เรื่องช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 13.28 (x ̅ =13.28, S.D.=1.81) มีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การทดสอบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลพบว่าสามารถนำส่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว ค่าเฉลี่ย 39.45 นาที
การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร จำนวน 195 ราย ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564- ธันวาคม 2565 รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และสถิติทดสอบไคสแคว์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 65.1 อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 30.3 [อายุเฉลี่ย 40 ปี (S.D.= 11.39)] ระดับการศึกษามัธยมศึกษา ร้อยละ 38.5 ส่วนใหญ่มีการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ถึงประโยชน์ การรับรู้ต่ออุปสรรค สิ่งชักนำให้ปฏิบัติการต่อการตรวจ ความเครียด การตัดสินใจตรวจ และความต้องการตรวจการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 56.4 71.8 56.4 53.8 51.3 50.30 76.4 59.0 ตามลำดับ ปัจจัยด้าน เพศ อายุ การรับรู้อุปสรรค และการตัดสินใจตรวจ ที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการตรวจการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยด้านความเครียดมีความสัมพันธ์กับความต้องการตรวจการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ และเปรียบเทียบความแตกต่างในการเข้าถึงบริการการรักษาด้วยรังสีรักษา ภายในระยะเวลาที่กำหนด (≤42 วัน) เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาศึกษาแบบย้อนหลัง ประชากร คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ ที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสีรักษา ในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ปี พ.ศ. 2561-2564 จำนวน 1,146 ราย โดยรวบรวมข้อมูลจากโปรแกรม Thai Cancer Base และ โปรแกรม Thai HIS ของโรงพยาบาล วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ สเปียร์แมน และสถิติทดสอบที จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 99.6 อายุเฉลี่ย 52 ปี (S.D.=10.6) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสถานภาพ คู่ หม้าย หย่า ร้อยละ 87.6 เป็นมะเร็งเต้านมเป็นระยะที่ 3 ร้อยละ 42.3 และการเข้าถึงบริการการรักษาด้วยรังสีรักษาภายในระยะเวลาที่กำหนด ร้อยละ 92.5 โดยมีระยะเวลารอคอยเฉลี่ย 26.5 วัน (S.D.=17.9) ทั้งนี้ พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการการรักษาด้วยรังสีรักษาภายในระยะเวลาที่กำหนด คือ ระยะโรคมะเร็งเต้านม (p<0.01) เมื่อนำข้อมูลระยะเวลาการเข้าถึงบริการไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน พบว่า ระยะเวลาในการเข้าถึงบริการการรักษาด้วยรังสีรักษาดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)