วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Community Health Development Quarterly Khon Kaen University

วารสาร ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2564

สารบัญ ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน 2564
ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของเยาวชน ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชน จำนวน 278 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนร้อยละ 51.44 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 37.78 มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ ร้อยละ 16.19 เคยสูบบุหรี่มาก่อน เยาวชนมีความเชื่อด้านสุขภาพ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทั้งหมด ยกเว้นความเชื่อด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคจากการสูบบุหรี่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.58, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = .704) การรับรู้ความเชื่อทางด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .34, p < .01) แต่การรับรู้อุปสรรคเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการป้องกันตนเอง จากการสูบบุหรี่ (r = -.27 , p <.01)

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน ที่มีต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันตนเอง ขณะทำงาน ในประชาชนที่ประกอบอาชีพทำอิฐมอญ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
  ดาวน์โหลดแล้ว 4 ครั้ง

การศึกษากึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะ แห่งตนที่มีต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันตนเอง ขณะทำงาน ในประชาชนที่ประกอบอาชีพทำอิฐมอญ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง คือประชาชนที่ประกอบอาชีพทำอิฐมอญ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน คู่มือความรู้ด้านสุขภาพและการบริหารการหายใจ วีดิทัศน์การบริหารการหายใจ คู่มือการใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเอง ระยะเวลาในการวิจัยทั้งหมด 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของปอด (forced vital capacity (FVC), forced expiratory volume in one second (FEV1)) ด้วยเครื่อง Spirometer วิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการทำงาน การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันตนเองจากการทำงาน พฤติกรรมการป้องกันตัวเองขณะปฏิบัติงาน และค่า FVC และ FEV1 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)

ผลของการเสริมพลังจิตสำหรับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในชุมชน ระดับโรงพยาบาลชุมชน
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและผลของการเสริมพลังจิตสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชน ระดับโรงพยาบาลชุมชน พื้นที่อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ศึกษาในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากระบบรายงานทางระบาดวิทยาระหว่างเดือน ธ.ค. 2563 - มิ.ย. 2564 เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต ได้แก่ ST-5, 2Q, 8Q, 9Q, Burnout และ RQ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired Sample T-test ผลการศึกษาพบว่า ผู้ได้รับผลกระทบ 1,045 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงสูง ร้อยละ 91.29 ในกลุ่มที่สถานการณ์แพร่ระบาดมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต มีสาเหตุจากรู้สึกว่าตนเองทำให้ครอบครัว สังคมเดือดร้อน ถูกตำหนินินทาจากคนในชุมชน การเสพข่าวจากสื่อต่าง ๆ ดังนั้น รูปแบบการเสริมพลังจิต ประกอบด้วย ทีม EOC ร่วมกับงานสุขภาพจิตของโรงพยาบาลชุมชนประเมินปัญหาสุขภาพจิตทันที และร่วมกับทีม รพ.สต. และ อสม. เยี่ยมบ้านผู้มีปัญหาสุขภาพจิต เพื่อ 1) หาสาเหตุหลัก-ร่วม 2) สร้างความเข้าใจ ยอมรับปัญหา เห็นพลังในการแก้ไข 3) เสริมพลังจิตในการจัดการสาเหตุด้วยตนเอง 4) รักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่องเมื่อจำเป็น 5) เยี่ยมเสริมพลังจิตต่อเนื่องที่บ้านประสานจากชุมชนถึงจิตแพทย์ และ 6) ประเมินซ้ำเพื่อดูแลหรือส่งต่อ เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง พบว่า พลังจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัญหาสุขภาพจิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งความเครียด ความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ภาวะหมดไฟ

การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์และความผิดปกติ ของระบบโครงสร้างและกล้ามเนื้อของพนักงานโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ร่วมกับแบบประเมินการสังเกตท่าทางการทำงานเพื่อประเมินความเสี่ยงโดยใช้แบบประเมิน REBA และ NIOSH Lifting Equation และหาความชุกของการเกิดกลุ่มอาการผิดปกติของระบบโครงสร้างและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานในพนักงานแผนกผลิต และแผนกบรรจุกระสอบโรงงาน ปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 132 คน ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายใน 7 วันที่ผ่านมา พบว่าพนักงานแผนกผลิตมีอาการปวดสูงสุดบริเวณหลังส่วนล่าง ร้อยละ 36.21 รองลงมาปวดบริเวณไหล่ ร้อยละ 32.76 และปวดบริเวณหัวเข่า ร้อยละ 29.31 ตามลำดับ และพนักงานแผนกบรรจุกระสอบมีอาการปวดสูงสุดบริเวณหลังส่วนล่าง ร้อยละ 51.35 รองลงมาปวดบริเวณเท้า ร้อยละ 29.73 และบริเวณไหล่ ร้อยละ 27.03 ตามลำดับ ผลการประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ด้วยแบบประเมิน NIOSH Lifting พบว่า พนักงานแผนกบรรจุกระสอบมีดัชนีการยกมากกว่า 1 ร้อยละ 72.97 และผลการประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ด้วยแบบประเมิน REBA ในพนักงานแผนกผลิต พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.00 ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ 3 รองลงมา คือ ร้อยละ 36.21 มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ 4 มีความเสี่ยงสูง และร้อยละ 6.90 มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ 5 มีความเสี่ยงสูงมาก พบว่ากาแฟเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านการยศาสตร์

การพัฒนาเต้านมจำลอง เพื่อสอนการบีบเก็บน้ำนมด้วยมือ ของมารดาหลังคลอด
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเต้านมจำลองสำหรับสอนการบีบเก็บน้ำนมแก่มารดาหลังคลอด และประเมินคุณภาพเต้านมจำลอง ดำเนินการวิจัยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การออกแบบและพัฒนาเต้านมจำลอง และส่วนที่ 2 ประเมินคุณภาพเต้านมจำลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอด 24-72 ชั่วโมง ในหน่วยหลังคลอด จังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง เดือนมีนาคม 2562 จำนวน 34 ราย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคุณภาพเต้านมจำลอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบประเมินได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้เต้านมจำลอง ประกอบด้วย 2 ชิ้น คือ ชิ้นที่ 1 เต้านมจำลองกายวิภาคทั้งภายนอกและภายในเต้านม และชิ้นที่ 2 เป็นเต้านมจำลองยางพารา มีรูบริเวณหัวนม สวมทับกับขวดนมที่หุ้มด้วยผ้ายัดไส้ใยสังเคราะห์และมียางยืดรัดบริเวณคอขวดนม เพื่อให้มีความนุ่มและสามารถบีบน้ำนมได้เสมือนเต้านมจริง 2) คุณภาพเต้านมจำลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 4.45, S.D. = 0.45) และคุณภาพรายด้านของเต้านมจำลองเมื่อใช้ในสถานการณ์จริงมีผลเช่นเดียวกันกับในขั้นตอนการทดลองใช้

ประสิทธิผลการบำบัดยาเสพติดในระบบต้องโทษของประเทศไทย
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

ชุมชนบำบัดได้ถูกนำมาใช้บำบัดยาเสพติดในระบบต้องโทษสำหรับผู้ต้องขังในประเทศไทยมานานระยะหนึ่ง การศึกษานี้ต้องการศึกษาผลของการบำบัดรักษายาเสพติดด้วยชุมชนบำบัดในประเทศไทย พื้นที่ศึกษาคัดเลือกจาก 12 จังหวัด เป็นตัวแทนภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ต้องขังที่มีประวัติใช้ยาเสพติด 449 คน อายุระหว่าง 19 ถึง 70 ปี ติดตามระยะเวลาไปข้างหน้า โดยเก็บข้อมูลในวันปล่อยตัว ติดตามผล 3, 6, 9 เดือน และ 1 ปี ใช้แบบสอบถามชนิดตอบเองโดยใช้มาตรวัด ASSIST ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลของชุมชนบำบัดอยู่ที่ร้อยละ 55.7 McNemar chi-square แสดงนัยสำคัญทางสถิติของการใช้ยาเสพติดเมื่อเวลาผ่านไป (p<0.001) อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของชุมชนบำบัดคล้ายกับประสิทธิผลของการบำบัดยาเสพติดแบบค่ายในประเทศไทย

ความชุกของการใช้สารเสพติดในนักเรียนมัธยมศึกษา
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การวิจัยเชิงสำรวจแบบสำมะโนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการใช้สารเสพติด และความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สารเสพติดกับความรู้เท่าทันสารเสพติดในนักเรียนมัธยมศึกษา นักเรียนกลุ่มตัวอย่างสมัครใจเข้าร่วมในการศึกษา 2,148 คน ดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาขยายโอกาสและมัธยมศึกษารวม 23 แห่ง ใช้แบบสอบถามแบบตอบเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Odd Ratio ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 ไคสแควร์ และการถดถอยพหุคูณโลจิสติก ผลการวิจัย อัตราความชุกของการใช้สารเสพติดในช่วงชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 54.6 ในช่วง 3เดือนที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้สารเสพติดลดลง อัตราความชุกอยู่ที่ร้อยละ 24.0 แต่ผู้ใช้สารเสพติดส่วนหนึ่งยังมีความเสี่ยงสูง สารเสพติดที่พบบ่อย ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ กัญชา และสารกระตุ้นแอมเฟตามีน ความรู้เท่าทันสารเสพติดเป็นปัจจัยปกป้องการใช้บุหรี่และกัญชา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ จังหวัดภูเก็ต
  ดาวน์โหลดแล้ว 0 ครั้ง

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ จังหวัดภูเก็ต เป็นการศึกษาแบบ Retrospective study มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ของจังหวัดภูเก็ต โดยทำการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ทุกรายในจังหวัดภูเก็ตที่มีผลตรวจยืนยันพบเชื้อ (Bacteriologically confirmed: B+) และผู้ป่วยที่วินิจฉัยด้วยลักษณะทางคลินิก (Clinically diagnosed: B-) ขึ้นทะเบียนรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวนทั้งสิ้น 3,832 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกจากฐานข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา Chi-square test และ Multiple logistic regression ผลการศึกษา พบว่า อัตราความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ ร้อยละ 87ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ พบว่า ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาเพียง 0.28 เท่าของกลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปี (95% CI = 0.18 – 0.45) ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวก่อนเริ่มการรักษา 40 กิโลกรัมขึ้นไป มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษา 1.6 เท่า ของกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 40 กิโลกรัม (95% CI = 1.15 – 2.22) ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาเพียง 0.24 เท่าของกลุ่มที่ไม่มีโรคร่วม (95% CI = 0.19 – 0.29) และผู้ป่วยที่มีความหนาแน่นของเชื้อแบคทีเรีย 3 บวก (3+) ขึ้นไป เมื่อเริ่มการรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาเพียง 0.63 เท่าของกลุ่มที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่า 3 บวก (3+) (95% CI = 0.49 – 0.79)