วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Community Health Development Quarterly Khon Kaen University
วารสารฉบับล่าสุด
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การศึกษานี้เป็นการสำรวจครัวเรือนแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกของผู้สูบบุหรี่และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนสัญชาติไทย ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์จังหวัดนครราชสีมา ปี พ.ศ. 2567 อายุระหว่าง 12-65 ปี ดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิศาสตร์แบบกระจุกสี่ขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างที่ยินยอมเข้าร่วมการวิจัยจำนวนทั้งสิ้น 3,122 คน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมาน ได้แก่ ความถี่, Odds Ratio (OR), ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% CI), การประมาณค่าจุด (Point estimation), การทดสอบไคสแควร์, Fisher’s exact test และการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า มีประชากรที่เคยสูบบุหรี่ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 607,997 คน โดยในจำนวนนี้เลิกสูบแล้ว ร้อยละ 37.28 คงเหลือผู้สูบบุหรี่ปัจจุบัน 381,313 คน คิดเป็นความชุก 19.22 ต่อประชากร 100 คน โดยในเดือนที่ผ่านมา มีผู้สูบบุหรี่จำนวน 369,449 คน ซึ่งร้อยละ 70.99 เป็นผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงของการสูบบุหรี่เป็นประจำ พบว่า ผู้ที่มีอาชีพมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าผู้ว่างงาน 4.717 เท่า (AOR = 4.717, 95% CI = 1.949–11.418) ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 57.154 เท่า (AOR = 57.154, 95% CI = 34.442–94.442) และผู้ที่ใช้สารเสพติดมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้สารเสพติด 2.758 เท่า (AOR = 2.758, 95% CI = 1.677–4.535) เพศชายมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง 13.731 เท่า (AOR = 13.731, 95% CI = 6.480–29.097) กลุ่มวัยผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าเด็กและเยาวชน 7.048 เท่า (AOR = 7.048, 95% CI = 3.360–14.786) และผู้ที่อยู่นอกเขตเทศบาลมีโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในเขตเทศบาล 4.157 เท่า (AOR = 4.157, 95% CI = 2.619–6.597)
ปัญหาสุขภาพจิตจากการใช้สารเสพติดเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้อย่างชัดเจนในสังคมไทย การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของอาการทางจิตเวชในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ผ่านการสำรวจครัวเรือนแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิห้าขั้นตอน โดยแบ่งพื้นที่ประเทศไทยออกเป็น 10 เขตพื้นที่ จากนั้นสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบในระดับจังหวัด ตำบล และชุมชนตามลำดับ ครัวเรือนถูกสุ่มเลือกโดยอ้างอิงจากแผนที่ชุมชนฉบับปรับปรุงล่าสุด ภายในแต่ละครัวเรือน สมาชิกถูกแบ่งชั้นภูมิตามเพศ และสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยใช้ตารางเลขสุ่มในแต่ละชั้นภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ได้มีจำนวนทั้งสิ้น 34,410 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแบบพบหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI), การประมาณค่าจุด และการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12-65 ปี มีประมาณ 6 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตรา 122.42 คนต่อประชากร 1,000 คน ที่มีพฤติกรรมใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด โดยพบว่าเพศชายและกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 20-24 ปี) มีอัตราการใช้สารเสพติดสูงที่สุด ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีความชุกของอาการทางจิตเวชสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาการทางจิตที่พบมาก ได้แก่ การพูดเพ้อเจ้อ การแยกตัวจากสังคม พฤติกรรมก้าวร้าว วุ่นวาย และการทำร้ายผู้อื่น
ความเข้าใจในสถานการณ์การใช้พืชเสพติดที่เป็นปัจจุบันถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบในวงกว้าง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคาดประมาณขนาดประชากรไทยที่ใช้เห็ดขี้ควายในปี พ.ศ. 2567 โดยใช้การศึกษาเชิงพรรณนาผ่านการสำรวจครัวเรือนภาคตัดขวาง ดำเนินการด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิห้าขั้นตอนด้วยการแบ่งพื้นที่ประเทศไทยออกเป็น 10 เขตพื้นที่ จากนั้นจึงสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบจังหวัด ตำบล และชุมชนตามลำดับอย่าง ครัวเรือนถูกสุ่มเลือกอย่างมีระบบโดยอ้างอิงจากแผนที่ชุมชนที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุด ภายในแต่ละครัวเรือนสมาชิกถูกจัดแบ่งตามเพศเป็นสองชั้นภูมิและสุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากตารางเลขสุ่มในแต่ละชั้นภูมิ การศึกษานี้ได้ขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 34,410 คน การรวบรวมข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างชนิดต่อหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ Odd ratio, 95%C.I., point estimation, chi square, Fisher exact test, Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า มีประชากรไทยอายุระหว่าง 12-65 ปี จำนวน 12,912 คน ที่รายงานว่าเคยใช้เห็ดขี้ควาย คิดเป็นความชุก 26.32 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยมีความชุกในเพศชายเท่ากับ 40.74 คนต่อแสนประชากร และในเพศหญิงเท่ากับ 12.35 คนต่อแสนประชากร กลุ่มวัยเด็กและเยาวชนมีความชุก 6.45 คนต่อแสนประชากร ขณะที่กลุ่มวัยผู้ใหญ่มีความชุก 32.16 คนต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) คือ การใช้สารเสพติดอื่นร่วมด้วย ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้เห็ดขี้ควายมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้สารเสพติดถึง 42.8 เท่า (AOR = 42.817, 95% CI = 16.508-111.055, p < 0.001)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสนทนาเพื่อสร้างแรงจูงใจต่อความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวังยางและอาศัยอยู่ในตำบลยอดชาด อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม จำนวน 35 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการสนทนาเพื่อสร้างแรงจูงใจต่อความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน ทำการศึกษา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ และ Paired sample t-test ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 68.57 มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ร้อยละ 54.29 สถานภาพสมรส คู่ ร้อยละ 82.56 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 44.14 ระยะเวลาที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน อยู่ระหว่าง 7-10 ปี ร้อยละ 68.57 ผลการเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานก่อนและหลังทดลอง พบว่าค่าคะแนนหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
การวิจัยเชิงสังเคราะห์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีการทำงานของไตที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทำงานของไตที่แย่ลงอย่างรวดเร็วในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โดยทบทวนข้อมูลจากเวชระเบียนย้อนหลัง ในผู้ป่วย จำนวน 202 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Odds ratio และ 95% Confidence interval ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 202 คน มีผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว (Rapid Kidney Function Decline: RKFD) จำนวน 39 คน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 19.31 (95% CI 14.43-25.33) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการทำงานของไตที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ มีดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน (BMI < 18.5) (ORadj 2.44; 95%CI 1.91-6.54) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ORadj 2.21; 95%CI 1.69-7.05) มีระดับกรดยูริกสูง (ORadj 4.52; 95%CI 1.46-13.96) มีระดับไขมัน Cholesterol สูง (ORadj 3.59; 95%CI 1.09-11.86) และมีระดับไขมัน LDL สูง (ORadj 1.25; 95%CI 1.07-3.87)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 3 มิติ (สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ) ต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการระหว่าง เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2566 ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กาฬสินธุ์ ระยอง และระนอง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยบุคคลในครอบครัว จำนวน 206 ครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความต้องการความช่วยเหลือใน 3 มิติ และแบบวัดคุณภาพชีวิตฉบับภาษาไทย(แบบย่อ) ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้อาศัยในครอบครัว (ร้อยละ 68.00) อายุเฉลี่ย 50.36 ปี มีความต้องการการช่วยเหลือด้านการศึกษามากที่สุด (ร้อยละ 75.20) รองลงมา คือด้านอาชีพ (ร้อยละ 40.80) และด้านที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 40.30) ส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี (ร้อยละ 78.60) และเลือกใช้บริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (ร้อยละ 68.00) หลังการดำเนินงานตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่าคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย (Z = 3.00, p < 0.001) ด้านจิตใจ (Z = 5.488, p < 0.001) ด้านสัมพันธภาพทางสังคม (Z = -2.646, p = 0.004) ด้านสิ่งแวดล้อม (Z = 1.155, p < 0.001) และคุณภาพชีวิตโดยรวม (Z = 2.50, p = 0.006) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการการช่วยเหลือครอบครัวใน 3 มิติ (สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ) โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ จิตอาสา และผู้นำชุมชน สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทยได้อย่างมีประสิทธิผล
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้ารับการรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิภายในมหาวิทยาลัย โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของนักศึกษาที่รับบริการที่คลินิกให้คำปรึกษาของหน่วยบริการปฐมภูมิในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยเป็นการเข้ารับคำปรึกษาครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566 ถึง วันที่ 28ธันวาคม 2566 จำนวนทั้งหมด 157 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ด้วยสถิติ Chi-square test, Odd ratio, และ Binary logistic regression ผลการศึกษาพบว่าโรคที่วินิจฉัยโดยแพทย์มากที่สุด คือ ภาวะการปรับตัวผิดปกติร้อยละ 63.1 และภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.9 ปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, การมีโรคประจำตัว, การมียาเดิมรับประทาน, การรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่า, อาการเศร้า, การพยายามทำร้ายตนเอง, การพยายามฆ่าตัวตาย และมีปัญหาเรื่องครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value น้อยกว่า 0.05
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานด้านการงานดีกับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านความสุขในการทำงาน กับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร ตลอดจนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์กร กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จำนวน 330 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Pearson’s Correlation และ Chi-Square Test ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านจิตวิญญาณดี มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรสูงสุด (r = 0.722, p < 0.001), รองลงมา คือ ใฝ่รู้ดี (r = 0.675, p < 0.05) และน้ำใจดี (r = 0.645, p < 0.05) ขณะที่ปัจจัยด้านสุขภาพกายดีและความสมดุลชีวิตกับงานมีความสัมพันธ์ต่ำกับความผูกพันต่อองค์กร (r < 0.50) นอกจากนี้ ปัจจัยส่วนบุคคลทั้งหมดไม่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร (p > 0.05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านจิตวิญญาณและการพัฒนาในงานมีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กรมากกว่าปัจจัยทางกายภาพหรือประชากรศาสตร์